issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : เรื่องสั้น-เรื่องแปล "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | เรื่องสั้น-เรื่องแปล

story

เรื่องสั้น-เรื่องแปล

The Santaclause
เอ นพรัตน์

“ครูใหญ่ครับ ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอครับ”
“อีกแป๊บนึงน่ะลุง กำลังดูเจ้านี่อยู่”
“รีบกลับเถอะครับ หน้านี้น่ะมันมืดเร็ว”
“เอาละ ถ้างั้นฝากลุงกับยายแย้มด้วยนะ”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมก็ดูแลมันอย่างดีทุกวันแหละครับ”
“อ้าว ตาปาน ครูใหญ่กลับบ้านไปแล้วรึ”
“เออ ข้าละแปลกใจจริง ๆ ว่ะยายแย้ม ไม่รู้ทำไมแกถึงได้ห่วงมันนักมันหนา”
“นั่นนะสิตาปาน ข้าเห็นแกมาดูอยู่ได้ทุกวั๊นทุกวัน”
“ข้าน่ะ ไอ้ความที่มันอยากรู้ก็เคยถามแกอยู่เหมือนกัน”
“เอ็งมันก็อยากรู้อยู่ทุกเรื่องนั่นแหละตาปาน เอ่อ ว่าแต่แกว่ายังไงมั่งวะ”
“แกก็พูดอยู่แต่เพียงว่าดูแลมันให้ดีนะ ลุงน่ะโชคดีที่มันยังอยู่”
“เฮ้อ จะโชคดีได้ยังไงกันล่ะวะ ข้ายังไม่เห็นเข้าใจด้วยเล้ย..ย..ย…ตาปาน”
“อ้าว ก็แกบอกกับข้าว่า วันหนึ่งถ้าเกิดไอ้ต้นไม้ต้นนี้มันตายขึ้นมาแล้ว จะมีคนรดน้ำต้นไม้รึยังไงล่ะวะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ”
“เฮ้อ แปลกมนุษย์จริง ๆ โว้ย… ว๊าย ตาปาน มัวแต่คุยกับคนบ้า ๆ อย่างเอ็ง ป่านนี้ปลาทูข้าไม่ดำเป็นตอตะโกไปแล้วมั๊ง”
“เอ้อ ข้าก็เหมือนกัน ลืมไปเลยว่าเมื่อบ่ายมีจดหมายมาถึงครูใหญ่ฉบับหนึ่ง”

ฟากฟ้าสีส้มเข้ม ๆ พยายามแหวกดันตัวฝ่ากลุ่มเมฆครึ้ม ๆ ลงมาสาดต้องกับยอดหลังคาสังกะสีอาคารเรียนที่ถูกบดบังและแทะเล็มอีกรอบหนึ่งจากขุนพลสนิมที่ตั้งกองทัพ และสาขากระจายอยู่เป็นหย่อม ๆ ลมเย็น ๆ พัดปะทะกับผืนธงชาติเก่า ๆ ปลุกให้ความเป็นไทยได้ตื่นโบกไสวขึ้นอีกครั้ง

หยดน้ำค้างประกายแก้วแห่งยามอรุโณทัยกำลังพิรี้พิไรอำลากับยอดหญ้าและก้าวลงไปปลอบประโลมผืนดินสนามฟุตบอลอันแตกแห้งผู้กำลังร่ำไห้อาลัยเพราะทุกขเวทนาจากคิมหันตฤดูที่วิ่งรี่เข้ามาอีกครั้ง….

"นี่ ยายแย้ม ครูใหญ่เรียกข้าเข้าไปหาที่ห้องแกตั้งแต่เช้าเลยว่ะ"
"ขึ้นเงินเดือนเหรอวะ ดี ดี ทำมาสองคนตั้งสิบกว่าปีแล้วเพิ่งได้แค่ห้าหกพันบาทเอง"
"ไม่ใช่หรอกว่ะ ไอ้ลำพังความรู้แค่ระดับเขม่าก้นกะทะเหมือนที่เอ็งกำลังนั่งขัดอยู่ของเอ็งรวมกันกับข้าน่ะ ได้เป็นภารโรงกับแม่ครัวทำกับข้าวเล็ก ๆ น้อย ๆ รวมถึงบ้านพักเล็ก ๆ หลังโรงเรียนเนี่ยะ กะเงินอีกนิดหน่อยในแต่ละเดือน ข้าว่ามันก็ดีอยู่แล้วล่ะ"
"ถ้าอย่างนั้น แกเรียกเอ็งเข้าไปทำอะไรล่ะวะ ตั้งแต่เช้า อย่าบอกนะว่าไล่เอ็งออก"
"อ้าวเอ็งนี่ปากเสียซะแล้วสิยายแย้ม เรื่องนี้น่ะมันเกี่ยวกะเอ็งต่างหากไม่ใช่ข้าโว้ย"
"อุ๊ยตาเถรตกกระโถน! กะ กะ แกไล่ข้าออกแล้วเหรอวะ โธ่! คงเป็นเพราะเมื่อเช้าข้าต้มฟักแล้วลืมใส่ซี่โครงไก่แน่ๆ เลย โฮ โฮ.."
"ไม่ใช่หรอกโว้ย ถ้าเป็นไอ้เรื่องอย่างนั้นน่ะ แกชินซะแล้วล่ะโว้ย แต่แกสั่งข้ามาว่าให้บอกเอ็งให้รื้อเศษผ้าผืนเก่าๆ มาตัดปะให้มันเป็นคล้าย ๆ เสื้อคลุมน่ะ ถ้าได้หลาย ๆ ตัวก็ดี"
"เฮ้ย แล้วแกจะเอาเมื่อไหร่วะ"
"แกจะเอาอีกสักอาทิตย์สองอาทิตย์นี่แหละ เอ็งรีบ ๆ ทำได้แล้วล่ะ"
"เออ ข้าล่ะแปลกใจจริง ๆ เลยว่ะ ว่าแกจะเอาไปทำอะไรของแกวะ เพิ่งย้ายมาปีสองปีนี่ทำพิลึกอยู่เรื่อย อายุก็ยังไม่ถึงห้าสิบ ไม่น่าจะเลอะจะเลือนนะโว้ย"
"น้อยหน่อยยายแย้ม ปากอย่างเอ็งเดี๋ยวก็ได้ร้อนที่หรอก แกบอกว่าแกจะเอาให้นักเรียนแสดงเป็นกวางลากรถเข็นให้ซานตาครอสน่ะ สงสัยว่าจะได้แบบมาจากจดหมาย"
"ไอ้ฉบับที่เอ็งบอกว่ามาเมื่อบ่ายวานนี้น่ะหรือวะ แต่เอ๊ะ เอ็งรู้ได้ยังไงว่ามันเป็นรูปกวาง?"
"ก็ข้าน่ะไอ้ความที่มันเป็นคนขี้สงสัยก็เลยแอบเปิดดูเพราะไม่ได้ปิดกาวไว้ คงเป็นส.ค.ส.นั่นแหละ แต่จะว่าไปก็แปลก ๆ ว่ะ ข้าไม่เห็นแกติดไว้ที่ปากประตูเหมือนอันอื่นๆ ที่แกได้รับเลย"
"ชะ ชะ ชะ ตาปานไอ้ผัวที่รัก ข้าว่าเอ็งนั่นแหละ จะไหม้เป็นตอตะโก เพราะไอ้ความสอดรู้สอดเห็นไม่รู้จบรู้สิ้นของแกนี่แหละ!"

แสงสีทองอร่ามยามเย็นกำลังถูกกลุ้มรุมบดบังแสงด้วยผืนพสุธาที่จับมือกับแนวขอบฟ้าด้านทิศตะวันตก ขุนพลนกตั้งทัพกลับรังอย่างระวี่ระวังมิให้แตกแถวด้วยเสียงเตือนกันและกันดังจนฟังไม่ได้ศัพท์ ต้นไม้ใบหญ้าหดห่อคุดคู้ตัวแน่นเตรียมรับกับความเย็นยะเยือกยามราตรีในคิมหันตฤดูกาล จักรยานคันสีน้ำตาลเก่า ๆ ค่อยบรรจงฝากรอยประทับจากดอกยางเลือน ๆ ไว้บนฝุ่นดินลูกรังที่แห้งด้วยลมและแล้งด้วยแคลนน้ำ

เสียงตัวรถกระแทกกระเทือนกับหลุมบ่อและหินก้อนโต ๆ ดังเป็นระยะ ๆ ไปจนถึงเรือนไม้สองชั้นสีขาวสะอาด แวดล้อมไปด้วยพันธุ์ไม้ และแนวกำแพงแห่งขุนเขาด้านทิศตะวันตก

ใช่รักต้องรู้จัก ใช่รักต้องรู้ให้ ใช่รักต้องรู้ใจ ใช่รักต้อง ไอ-ยู
ส.ค.ส.แด่ ครูใหญ่ จาก รงค์-ดาว

มือที่ดูหยาบกร้านและคล้ำหมองค่อย ๆ พับส.ค.ส.สีเหลืองสดใสและลูบสัมผัสไปบนรูปกวางการ์ตูนหลายตัวที่วิ่งเหยาะๆ ยิ้มหัวเราะเริงร่า โดยมีซานตาครอสพร้อมกับถุงของขวัญมหึมาอยู่ข้างหลังล้อเลื่อนคันใหม่เอี่ยมที่จัดเตรียมไว้สำหรับความฝันของเด็ก ๆ และความหวังของทุกๆ คนในวันคริสต์มาสนี้

ลมแรงหอบพัดเอาใบชราของต้นแสงจันทร์ที่ชูยอดแทงทะลุเข้ามายังไม้ระแนงกั้นระเบียงหล่นเข้ามาบนม้าโยกเก่าๆ ตัวนั้น ดวงตาอันอ่อนล้าเหลียวมามองอย่างจะค้นหาความหมายบางอย่าง ความหมายที่อยู่ในมือ อยู่ในสายตา และกำลังจะผ่านทะลุเข้าไปในความคิดยามนี้

“รงค์ ลงมาเตะบอลกันมั๊ย” เสียงใส ๆ ของแก้วตะโกนจากกลางสนามฟุตบอลหน้าโรงเรียนผ่านเสาธงทางเดินขึ้นอาคารเรียนจนขึ้นมาถึงห้องเรียนบนชั้นสองห้องริมสุดด้านขวามือ

“ไม่หรอกแก้ว เรากำลังทำเวรอยู่น่ะ ขอบใจมากนะ” เสียงรงค์ตะโกนย้อนผ่านเส้นทางเดิมกลับมายังแก้ว
“ไอ้หลงน่ะไม่ต้องไปชวนมันหรอกแก้ว เห็นมันไม่ว่างซักเย็นนึง” เสียงฟักตะโกนมาจากขอบประตูด้านทิศเหนือ “จันทร์รดน้ำ อังคารพรวนดิน พุธถอนหญ้า พฤหัสเลี้ยงไก่ ศุกร์ทำเวร นี่ยังไม่รวมกับเสาร์อาทิตย์ที่ต้องไปช่วยพ่อแม่มันดูนาหลังหมู่บ้านอีกนะ”

คำบอกเล่าเพิ่มเติมของเผือกที่ยืนอยู่ในวงร่องดินเล็ก ๆ ที่ขีดเป็นเส้นกลมๆ อยู่กลางสนามใกล้ ๆ กับแก้ว

“ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความเสือกของมันแท้ ๆ สมควรแล้วล่ะแก้ว” สำเนียงผสมของเจื่อนจากผู้เล่นฝั่งตรงข้าม
“นี่แหละนะเพราะยัยดาวคนเดียวทำให้รงค์เป็นอย่างนี้” แก้วบอกกับเพื่อน ๆ ด้วยสำเนียงที่สงสารรงค์เพื่อนรักเหลือเกิน
“จะไปโทษยัยดาวก็ไม่ถูกนะแก้ว ต้องโทษไอ้หลงมันต่างหากที่ทั้งจน ทั้งโง่แล้วยังเสือกไปปิ๊งยัยดาวเองนี่นา” เสียงฟักสวนกลับทันควัน
“ใช่แก้ว ไม่ใช่เพราะยัยดาวเหรอที่ให้การบ้านไอ้หลงลอกทุกวัน ทุกวิชา ไหนจะให้ขนมกิน ให้ยืม ยางลบ ดินสอ แถมยังขอพ่อกำนันให้พ่อแม่มันเช่านาฟรีมาตั้งนานแล้วด้วยน่ะ กะอีแค่แลกให้มันช่วยทำงานแทนแค่นี้ ยังน้อยไปอีกนะแก้ว” คำบอกเล่าเพิ่มเติมของเผือกด้วยน้ำเสียงของผู้วิเคราะห์ด้วยเหตุและผล
“โธ่ คิดจะมาเป็นคู่แข่งลูกพี่ตึ๋ง เห็นมั๊ยวันนี้เลิกเรียนปุ๊บยัยดาวก็ไปเที่ยวกับลูกพี่ตึ๋งปั๊บ ของมันก็รู้ ๆ กันอยู่ ลูกพี่ตึ๋งน่ะมีแต่ให้ ไม่เหมือนไอ้หลงมีแต่แบมือรับ แต่รับถ่ายเดียว สมน้ำหน้า” สำเนียงผสมของเจื่อนสมุนตัวเอกของตึ๋งช่วยสรุปให้อีกแรง
“ถ้าอย่างนั้นคงเป็นเพราะ ความรัก ละกันที่ผิด ดันมาทำให้รงค์อยากจะไขว่คว้าดาว” เสียงแก้วส่ายหน้าบอกกับเพื่อน ๆ พลางมองลัดเส้นทางเดิมขึ้นไปบนอาคารเรียนยังห้องนั้นอีกครั้ง

แก้ว นักเรียนชั้นม.3 รุ่นพี่สุดในโรงเรียน รูปร่างล่ำสัน แววตาเอื้ออาทร และลักยิ้มที่แย้มมุมปากเสมอทำให้เป็นที่รักและนับถือของเพื่อน ๆ และน้อง ๆ จนทำให้ได้รับเลือกเป็นประธานนักเรียนและหัวหน้าชั้น ส่วนรงค์ หรือที่เพื่อนๆ ให้ฉายาว่า “ไอ้หลง” มีรูปร่างเล็ก ผมหยิกดำ และแววตามีแววเศร้าหมองเสมอ แต่ก็เป็นแววตาที่มั่นคงและดูจริงใจจนทำให้แก้วผู้มีความเข้าใจและปรารถนาดีเสมอนั้นให้ความสนิทสนมเป็นพิเศษ ถ้าไม่ใช่เพราะอยากทำตัวเป็นคู่แข่งกับตึ๋งลูกเจ้าของโรงสีแห่งเดียวในตำบลผู้มีรูปร่างอ้วนท้วน ตากลมโต และเสียงทุ้มห้าว สมกับที่เป็นผู้หว่านล้อมและขยายอิทธิพลครอบคลุมไปถึงทุกคนในชั้นเรียนให้เป็นพวกตนในการจีบดาว ก็อาจจะทำให้เพื่อน ๆ ในชั้นคนอื่น ๆ อยากเป็นมิตรกับรงค์มากขึ้นบ้างก็ได้ เย็นวันนั้นด้วยความสงสารและโกรธแทนเพื่อนรัก ทำให้แก้วเลิกเล่นบอลและขึ้นไปพูดกับรงค์ผู้กำลังขมักเขม้นกับการถูพื้นห้องเพียงลำพังแทนเวรยัยดาว

“รงค์ แก้วถามจริง ๆ เถอะว่ารงค์ไม่อายบ้างเหรอที่คนอื่นเขาล้อว่ารงค์มีแต่ตัว ที่ทำแทนยัยดาวก็เพราะอยากจะให้ยัยดาวให้โน่นให้นี่เป็นค่าจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่มีปัญญาจะให้เหมือนตึ๋งมัน”
“ไม่หรอกแก้ว ความจนและความโง่ไงที่ทำให้เรามีความสุขที่จะเป็นฝ่ายรับ ยิ่งได้รับมากยิ่งดีไม่ใช่เหรอ” รงค์เงยหน้าละจากการถูพื้นหน้าห้องอันเป็นงานสุดท้ายใกล้จะเสร็จแล้ว

“รงค์ เราผิดหวังในตัวนายมาก นายมันก็แค่ไอ้คนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ อยากแต่จะได้โน่นได้นี่ ถึงว่ายัยดาวถึงได้หลอกคบนายได้นาน เหมือนอย่างที่ตึ๋งมันบอกเราวันก่อน” แก้วพูดเสียงดังด้วยดวงตาขุ่นเขียวไปด้วยความโกรธและพร่าพราวไปด้วยความเสียใจในมิตรไมตรีที่เคยมีให้รงค์ก่อนที่จะเตะถังน้ำที่มีน้ำอยู่เกือบเต็มให้ล้มลงนองพื้น แล้ววิ่งจากไป

“แก้ว นายไม่เข้าใจเรา” เป็นคำพูดสุดท้ายที่รงค์พูดเบาจนแทบจะเป็นเสียงในลำคอ ก่อนที่จะก้มหน้าก้มตาเช็ดน้ำที่นองพื้นต่อไป

ลมแรงวูบหนึ่งพัดกระทบเอาส.ค.ส.ที่อยู่ในมือหล่นตกลงอยู่ข้างเก้าอี้โยก ดวงตาค่อยกระพริบอีกครั้ง รู้สึกพร่าเลือนเมื่อแสงจันทราส่องกระทบกับหยาดน้ำน้อยๆ ที่คลอเต็มอยู่สองเบ้าตา เขาค่อย ๆ ใช้มืออันสั่นเทาปาดป้ายหยาดน้ำนั้น ก้มลงเก็บส.ค.ส.ลูบไล้ไปมาด้วยมือที่สั่นไหว ปิดตาจากแสงนวลละจากแสงจันทร์ใบชรา และหวนคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ อีกครั้งหนึ่ง

กลางดึกในค่ำคืนที่เหน็บหนาว และเย็นยะเยือกด้วยหยาดน้ำค้าง เสียงคันถีบเสียดสีกับสายโซ่ดังเอี๊ยด เอี๊ยด เสียงความเร็วของวงล้อจักรยานกระทบกับใบหูกวางแห้งต้นหน้าบ้านที่ร่วงหล่นกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ทำให้แก้วที่กำลังนั่งผิงไฟอยู่หน้าบ้านเงยหน้าขึ้นมองไปยังเสียงนั้นทันที

“แก้ว แก้ว แก้วช่วยเราหน่อยนะ คะ คะ คือว่าเรื่องที่แก้วสัญญากับเราว่าจะให้เราเป็นซานตาครอสปีนี้แล้วทำไมมันถึงกลับเป็นไอ้ตึ๋ง ส่วนเรายังต้องเป็นกวางลากรถเข็นให้มันนั่งอีกด้วยน่ะ” สำเนียงผิดหวังปนกับลมหายใจหอบๆ ดังขึ้นก่อนที่จะได้ยินเสียงล้มของรถจักรยานกระทบกับต้นหูกวางใหญ่ต้นนั้น

“รงค์ เราเสียใจด้วยในฐานะที่เราเป็นหัวหน้าชั้นและประธานนักเรียนเราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกๆ คน การจับฉลากเลือกซานตาครอสและกวางเรนเดียร์เป็นธรรมเนียมที่ต้องทำต่อหน้าพวกเราซึ่งเป็นผู้ชายทุกคนที่เป็นรุ่นพี่ที่สุดของโรงเรียนและถือเป็นความลับระหว่างพวกเรา”

“แต่แก้วเคยสัญญาว่าจะช่วยให้เราเป็นในปีนี้ไงล่ะ เราก็บอกกับดาวไปแล้ว แก้วก็รู้นี่ว่าดาวเขาชอบซานตาครอสมาก ใฝ่ฝันอยากจะอยู่ใกล้ ๆ ถ่ายรูปคู่ สัมผัสมือกับซานตาครอส และถ้าเป็นไปได้ก็อยากนั่งคู่ในล้อเลื่อนกับซานตาครอส แก้วช่วยให้เราได้เป็นหน่อยสินะ อย่างน้อยก็อย่าให้ไอ้ตึ๋งได้เป็นก็ยังดี หรืออย่าให้เราเป็นกวางก็ได้นะ นะ แก้วนะ” เสียงอ้อนวอนอันสั่นเครือด้วยความหวังและแววตาละห้อยดังออกมาจากแนวริมรั้วนั้น

“รงค์ ซานตาครอสน่ะมีแต่ให้นะ ไม่เคยมีซานตาครอสตัวไหนที่อยากจะได้รับอะไรจากใครๆ ที่นายอยากเป็นก็เพื่อจะได้รับคำชม ได้รับรอยยิ้ม และความประทับใจจากดาวใช่มั๊ย ดาวจะได้หันมามองนายบ้าง เราช่วยนายไม่ได้หรอก ตึ๋งมันได้เป็นพวกเราทุกคนก็เห็นว่าสมควรและยุติธรรมแล้ว เรื่องนี้ทุกคนก็รู้ นายก็รู้ แต่เอาเถอะเห็นแก่ที่นายเคยเป็นเพื่อนรักของเรา เราจะขอร้องเพื่อนผู้ชายทุกคนที่รู้เรื่องนี้ไม่ให้แพร่ข่าวนี้ให้ใครรู้ โดยเฉพาะกับยัยดาว” แก้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูชาเย็นกว่าเมื่อก่อนมาก และไม่ยอมสบตารงค์เลย

“แก้ว นายผิดสัญญา นายไม่เข้าใจเราเลยจริง ๆ ” เสียงสุดท้ายจากไปพร้อมกับสำเนียงสะอื้นที่สอดประสานกับเสียงใบหูกวางที่ปลอบเป็นเพื่อนไปตลอดทาง

“ใช่ รงค์ เราผิดสัญญา เราใส่ชื่อตึ๋งคนเดียวในฉลากกล่องที่เป็นซานตาครอส และใส่ชื่อนายคนเดียวในฉลากกล่องที่เป็นกวาง เราไม่เข้าใจนาย และจะไม่มีวันเข้าใจนายเด็ดขาด นายมันเห็นแก่ตัว อยากแต่จะได้โน่นได้นี่ นายมันน่ารังเกียจเหมือนที่ตึ๋งมันพูด อยากจะรู้นักว่าคืนวันงานพรุ่งนี้ดาวจะมองนายยังไงเมื่อรู้ว่านายมันก็แค่ไอ้คนโกหกและเห็นแก่ตัวที่สุด” แก้วพูดเบา ๆ กับตัวเองด้วยความเสียดายมิตรไมตรีในอดีตที่มีให้รงค์ ผสมกับความคิดสะใจน้อยๆ จากความเกลียดชังที่ก่อตัวขึ้นแทน

แสงจันทร์ชราปะทะทวีเข้ามา กวางและซานตาครอสวิ่งลงสู่พื้นติดกับม้าโยกตัวเก่าๆ นั้น โดยไม่มีแรงยึดจับและความสนใจจากร่างนั้นอีกแล้ว

“เฮ้แก้ว แก้ว เห็นไอ้หลงบ้างมั๊ย มันหายไปไหนไม่รู้ ชุดก็อยู่เนี่ยะ นี่มันจะได้เวลาแล้วนะ” เสียงฟักตะโกนออกมาจากโรงฝึกงานข้างอาคารเรียนที่ใช้เป็นห้องแต่งตัว

“สงสัยมันจะผิดหวัง และอายจนไม่กล้าสู้หน้าข้าไปแล้วล่ะมั๊ง ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ” ตึ๋งพูดพลางยิ้มพลางอย่างอารมณ์ดี

ในที่สุดแก้วก็ไปพบรงค์นั่งซบหน้าพิงอยู่ใต้ต้นแสงจันทร์ต้นเล็ก ๆ หลังโรงเรียนนั่นเอง เสียงสะอื้นและร่างอันสั่นเทิ้มทำให้ความรู้สึกดีๆ ที่เคยอยู่ในใจของแก้วปรากฏขึ้นอีกครั้ง

“นายก็เหมือนกับพวกนั้น นายไม่เข้าใจเราหรอกแก้ว” รงค์ปาดหยาดน้ำตาและหันมาพูดเสียงสั่นปนสะอื้นกับแก้ว

“นายเห็นต้นแสงจันทร์นี่มั๊ยรงค์ นายเคยบอกกับเราว่านายก็เหมือนกับต้นแสงจันทร์ต้นนี้ ไม่เห็นมีใครคิดให้น้ำมัน อยากให้ปุ๋ยมัน ต้องการมัน หรือมองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งที่มีชีวิตและความรู้สึก นอกจากแค่ไม้ประดับที่ไร้ค่าเท่านั้น”

“ตราบใดที่มันยังเป็นกลางคืน” เสียงรงค์เอ่ยขึ้นพร้อมกันกับแก้ว

“ใช่รงค์ แล้วทำไมนายไม่รอล่ะ รอให้มันถึงกลางวัน กลางวันที่ทุกคนจะหันมาสนใจและเข้ามารับความร่มเย็นจากกิ่งก้านและใบของมัน เมื่อไหร่นายถึงจะเข้าใจคำว่า “ให้” ล่ะเพื่อนรัก ลุกขึ้นพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นสิเพื่อนรัก ไปเถอะ ไปกันได้แล้ว” แก้วตบบ่ารงค์พร้อมกับพยุงให้ลุกขึ้นและเดินไปยังห้องแต่งตัว

“แต่นายก็ยังไม่เข้าใจอะไร ๆ อยู่ดีนั่นแหละแก้ว” คำพูดสุดท้ายของรงค์ก่อนที่หัวกวางประดิษฐ์จะคลุมหน้าในชุดกวางเรนเดียร์ของซานตาครอส

คืนนั้นแก้วมองดูรงค์ตลอดเวลา งานเริ่มขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เหมือนทุกปี มีคนในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียงมาร่วมกันอย่างคึกคัก ทุกคนกำลังรอคอยการเปิดตัวของซานตาครอสอย่างใจจดใจจ่อ สายตาทุกคู่หันไปจับจ้องอยู่บนเวทีกลางสนามที่ซึ่งกวางเรนเดียร์จะลากเอารถเข็นจำลองแบบล้อเลื่อนของซานตาครอสขึ้นมาพร้อมกับของขวัญถุงสีแดงมหึมาที่อยู่ด้านหลัง

“คืนนี้แหละ ไอ้รงค์มันจะรู้สึกว่าการให้น่ะมันดีแค่ไหน ปีที่แล้วไอ้ฟักมันเป็นกวาง มันยังบอกเลยว่าทุกคนสนใจแต่เรา มองมันเป็นเหมือนอากาศ แก้วก็เห็นนี่ว่าในรูปถ่ายของโรงเรียนมีแต่รูปซานตาครอสกับคนโน้นคนนี้ คู่กับยัยดาวยังมีเลยนะ แต่กับกวางน่ะไม่มีใครเขาขอถ่ายรูป สัมผัสมือด้วยหรอก ขนาดปีที่แล้วไอ้ฟักมันช่วยเราหยิบท็อฟฟี่แจกเด็ก เด็กมันยังไม่เอาเลย มันจะเอาจากซานตาครอสเท่านั้นแหละ” เผือกพูดเบา ๆ กับแก้วที่ขอบเวที โดยมีเจ้าเจื่อนชะเง้อรอคอยดูการปรากฏตัวของลูกพี่ตึ๋งในมาดซานตาครอสผู้มีแต่ให้อย่างใจจดใจจ่อ

ในที่สุดเวลาที่รอคอยก็มาถึง และทุกอย่างก็เป็นดังคำพูดของเผือก ทุกคนรุมแย่งกันขึ้นเวทีเพื่อจะได้สัมผัสมือ ถ่ายรูป พูดกับซานตาครอส และได้นั่งในล้อเลื่อนของซานตาครอส ทุกคนโบกไม้โบกมือให้ซานตาครอส เสียงเรียกหาดังทั่วไปทั้งเวที และ ณ ที่นั้น แก้วเห็นกวางผู้หมดหน้าที่ในการลากรถเข็นล้อเลื่อนแล้ว ก็นั่งอยู่ริมขอบเวทีเดียวดายน่าสงสารจริง ๆ อย่างที่เจ้าฟักเคยบอกกับเผือกไว้

“เฮ้ยดาวมาแล้ว ดาวมาแล้วโว้ย” เสียงเจ้าเจื่อนตะโกนดัง ๆ เพื่อให้ซานตาครอสรู้ตัว และโดยเฉพาะเพื่อจะได้ให้กวางผู้เดียวดายได้เห็นภาพที่จะแสนทรมานด้วย เนื่องจากคนที่อยู่บนเวทีเยอะมาก และแล้วสิ่งที่ทุกคนในงานคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น กวางผู้เดียวดายรีบลุกขึ้นและกระโดดลงเวทีตรงไปที่ดาวที่กำลังเยื้อแย่งจะเข้ามาหาซานตาครอส กวางพยายามเข้าไปจนชิดดาวและเบียดผู้คนขึ้นไปบนเวที เมื่อขึ้นไปถึงซานตาครอสรีบหยิบขนมชิ้นใหญ่ส่งให้ดาวทันที ส่วนกวางเนื่องจากใส่ชุดรุ่มร่ามและคลุมหัวไว้ด้วยทำให้ถูกชนล้มลงไปอยู่ข้างเวที ท่ามกลางความชุลมุนอยู่บนเวทีนั้น ดาวก็หันไปเห็นกวางล้มลงอยู่ข้างเวทีจึงละจากซานตาครอสและนำขนมมายื่นให้กวางพลางถามถึงอาการเจ็บ

“เธอคงหิวมากสินะ เจ็บรึเปล่า เอาของเราไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวเราไปขอซานตาครอสใหม่ก็ได้” เป็นคำพูดที่แก้ว เผือก เจื่อน ซึ่งยืนอยู่ขอบเวทีด้านนั้นได้ยินพอดี

“มันคงอยากกินมากสินะ ขนมอร่อย ๆ อย่างนั้นน่ะ สมน้ำหน้า” เสียงเจื่อนกระซิบกระซาบกับเผือกไม่อยากให้แก้วได้ยิน ส่วนแก้วยืนนิ่งมองด้วยสายตาครุ่นคิดเริ่มเข้าใจรงค์มากขึ้น ขณะที่ดาววิ่งหันหลังกลับจะไปหาซานตาครอสนั้นก็ปรากฏว่ามีชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งกระโจนปีนขอบเวทีขึ้นมาพอดีไม่ทันเห็นจึงชนดาวล้มลงอย่างแรงทำให้ดาวขาแพลง ขยับเขยื้อนไม่ได้ เสียงร้องอย่างเจ็บปวดและตกใจของดาวทำให้ซานตาครอสที่กำลังแจกขนมและสัมผัสมือกับผู้คนอยู่นั้นหันมามอง และรีบแสดงความเป็นผู้ให้ทันทีตามแบบฉบับของซานตาครอสตึ๋ง

“เรนเดียร์ มานี่เร็ว” เสียงตึ๋งเรียกด้วยการทำเสียงทุ้ม ๆ ห้าว ๆ พรางเสียงให้เหมือนซานตาครอสตัวจริงดังขึ้นทันที “ไปดูคุณผู้หญิงคนนั้นทีซิ เอารถของฉันไปส่งเธอที่บ้านหน่อย และเอาขนมนี่ให้เธอด้วย” เสียงซานตาครอสสั่งอย่างรวดเร็วด้วยความเป็นห่วง กวางน้อยกระวีกระวาดทำตามอย่างรวดเร็วแทบจะก่อนคำสั่งเสียด้วยซ้ำ ทุกคนในงานรู้สึกประทับใจในการเป็นผู้ให้ของซานตาครอสมาก มีหญิงกลางคนคนหนึ่งถึงกับโอบคอซานตาครอสตึ๋งเข้าไปหอมแก้มจนเกือบจะทำให้เคราปลอมหลุดติดปากหนา ๆ นั้นมาทีเดียว

นั่นเป็นเภาพสุดท้ายที่แก้วและทุกคนได้เห็นกวางเรนเดียร์ผู้มีแต่รับในวันนั้น

อากาศยามดึกสงัดเงียบสงบและเย็นยะเยือก แต่ในบรรยากาศยามนี้แหละ ที่ร่างที่อยู่บนม้าโยกตัวเก่าๆ นั้นกลับอบอุ่นจนร้อนผ่าวขึ้นอย่างประหลาด

"รงค์ รงค์ เราคิดว่าเราเริ่มเข้าใจนายแล้ว แล้วดาวเข้าใจนายรึเปล่า” เสียงแก้วตะโกนพลางวิ่งพลางมายังต้นแสงจันทร์ต้นเดิม กระไอแดดยามบ่ายแก่ ๆ ทำให้ความหนาวเย็นคลายลงบ้างแล้ว

“เข้ามาในร่มก่อนสิแก้ว” เสียงรงค์เชื้อเชิญแก้วเข้ามาอย่างอารมณ์ดี “เราดีใจที่แก้วเริ่มเข้าใจเราบ้างแล้ว ส่วนเรื่องของดาวน่ะ เราจะเล่าให้ฟัง เมื่อคืนที่เราเบียดเข้าไปหาดาวก็เพราะอยากจะช่วยพาดาวฝ่าผู้คนเข้าไปหาซานตาครอส จนเมื่อดาวเจ็บเราก็ลากรถเข็นกลับมาที่บ้านดาว ระหว่างทางดาวยังคงร้องครวญครางเสียงดังเพราะเจ็บปวดมาก เราก็ไม่รู้จะทำอย่างไรนอกจากรีบพาดาวกลับไปให้ถึงบ้านให้เร็วที่สุด เมื่อไปถึงก่อนที่ดาวจะเข้าบ้าน ก็ได้ส่งขนมให้เราโดยบอกว่าเป็นค่าจ้าง เราก็ไม่รับ ดาวจึงเปลี่ยนเรื่องโดยถามว่ากี่โมงแล้ว เราก็เปิดแขนเสื้อเพื่อดูเวลาที่นาฬิกา จากนั้นโดยที่เราไม่คาดคิด ดาวก็ทักว่าเป็นรงค์ใช่มั๊ย ตอนนั้นเรางงไปหมดว่าดาวรู้ได้อย่างไร อายก็อาย รู้สึกผิดมากที่หลอกดาวว่าเราเป็นซานตาครอส” “แล้วดาวรู้ได้อย่างไรว่าเป็นรงค์ล่ะ” แก้วถามอย่างตื่นเต้น

“ก็นี่ไง นาฬิกาลายกวางทองอันนี้น่ะดาวซื้อให้เป็นการแลกเปลี่ยนกับการที่จะให้ซานตาครอสพาขึ้นล้อเลื่อนนั่งไปด้วยตอนจะเลิกงานไง ตอนนั้นเรารู้สึกผิดมาก รีบถอดนาฬิกาออกให้ แล้วจะวิ่งหนีไป เพราะเราไม่ได้เป็นซานตาครอส ไม่ได้ให้ขนมอะไรดาว ไม่ได้พาดาวนั่งล้อเลื่อนคู่ดังที่ดาวใฝ่ฝันและปรารถนา”

“เราเสียใจด้วยนะที่มันจบลงแบบนี้” แก้วพูดพลางตบบ่าเพื่อนเบา ๆ

“ไม่หรอกแก้ว มันยังไม่จบต่างหาก แต่มันเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น เพราะก่อนที่เราจะวิ่งไป ดาวก็รีบจับมือเราไว้ เราก็ได้แต่พูดว่าเราเสียใจที่ไม่สามารถให้อะไรกับดาวได้ดังที่ดาวใฝ่ฝัน และคงไม่มีวันให้ได้ด้วย ไม่เหมือนตึ๋งที่เอาอกเอาใจดาวทุกอย่าง แต่แก้วรู้มั๊ย ดาวจ้องตาเรา จ้องอยู่นานเลยล่ะ ก่อนที่จะพูดขึ้นว่า ‘รงค์ รงค์จำไว้นะสำหรับเราตึ๋งคือซานตาครอสผู้ที่พร้อมจะให้เสมอ แต่ไม่ใช่ซานตาครอสที่เราต้องการ เราได้รับทุกสิ่งทุกอย่างมามากแล้ว สิ่งที่เราต้องการคือซานตาครอสตัวนี้ต่างหาก ซานตาครอสที่มีแต่รับแบบรงค์ไง ซานตาครอสที่พร้อมจะรับทุกสิ่งทุกอย่างแทนเรา รับความทุกข์ รับความเศร้า และยอมรับในชีวิตความต้องการและความเป็นเราเสมอแม้ว่าเราจะดีจะเลวอย่างไร โลกทั้งโลกอาจต้องการซานตาครอสที่พร้อมจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาปรารถนา แต่สำหรับเราเราต้องการซานตาครอสที่พร้อมเสมอที่จะรับคนนี้ รับแม้ในสิ่งที่ตนไม่ต้องการเพื่อจะให้เรามีความสุข’ ” แก้วพูดพลางหยิบใบชราของต้นแสงจันทร์ขึ้นมาสัมผัสอย่างอบอุ่นละมุนละไม

“ใช่รงค์เราเข้าใจแล้วล่ะ อย่างน้อย ถ้าไม่มีกวางที่จะยอมรับความลำบากลากล้อเลื่อนให้ซานตาครอส แล้วซานตาครอสจะเอาของมาให้ใครได้ที่ไหนล่ะ และถ้าไม่มีคนอยากรับ โลกนี้จะมีคนอยากให้อีกเหรอ เนอะ เนอะ” เสียงแก้วตอบอย่างอารมณ์ดี พลางนิ่งเงียบเพลินไปกับการหยิบใบชราของต้นแสงจันทร์ขึ้นมาดูเล่น

“แก้ว โตขึ้นแก้วอยากเป็นอะไรล่ะ?” เสียงรงค์ถามทำลายความเงียบขึ้นมา
“เราเหรอ อยากเป็นครูมั๊ง เออ…แล้วรงค์ล่ะ” แก้วถามเพื่อนเช่นกัน
“เราเหรอ ก้อ..อ…อ….นี่งั้ย..ย.. เป็นซานตาครอสนี่ไงล่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ”
“เอ้อจริงด้วยสะเนอะ เออรงค์ เกือบลืมไป รงค์รู้รึเปล่าว่าทำไมต้นแสงจันทร์ที่ทุกคนล้อว่านายเหมื๊อนเหมือนต้นนี้น่ะถึงยังงามอยู่ได้จนทุกวันนี้…. โน่นไง ยัง ยังไม่เห็นหรอก ต้องรอจนตอนเช้าตรู่ รงค์จะเห็นดาวประกายพฤกษ์ที่ซ่อนตัวอยู่บนฟากฟ้าโน่นปรากฏมาที่นี่พร้อมๆ กับน้ำทิพย์ที่เธอเตรียมมาด้วยยังไงล่ะ……… ”
“นี่ยายแย้ม เช้านี้ครูใหญ่เรียกข้าเข้าไปหาแต่เช้าอีกแล้วว่ะ”
“เกี่ยวกับข้าอีกแล้วเหรอวะ โอ่ย..ย..ย อกอีแย้มจะแตกตาย”
“ไม่เกี่ยวกับเอ็งหรอกโว้ย เที่ยวนี้ข้าเองว่ะ เฮ้อ ปวดกบาลกับแกจริง ๆ โว้ย”
“ทำไมอีกล่ะวะ แกสั่งให้เอ็งทำอะไรอีกเหรอวะ”
“แกสั่งให้ข้าเพาะต้นแสงจันทร์… เอามาลงให้เต็มหลังโรงเรียนเลยนะโว้ย”
“อ้าวก็อีต้นที่แกรักนักรักหนานั่นก็ยังไม่ตายนี่หว่า แกจะเอามาอีกทำไมกันวะตั้งเยอะแยะ”
“ข้าไอ้ความที่มันเป็นคนขี้สงสัย ก็เลยถามแกไปเหมือนกัน”
“แล้วแกตอบเอ็งว่ายังไงอีกวะ ทีนี้น่ะ น้ำท่ายิ่งไม่ค่อยจะมีรดอยู่ด้วย”
“แกก็ตอบกับข้าว่า ปลูกไว้เถอะลุง ถ้ายิ่งปลูกไว้เยอะ ๆ หลาย ๆ ต้น จะได้มีคนรดน้ำต้นไม้เยอะๆ หลาย ๆ คนไง ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ”
"เฮ้อ แกจะมาเป็นครูใหญ่อยู่กี่ปีวะเนี่ยะ"
"ข้าว่าถามตัวแกเองเถอะยายแย้ม ว่าปากอย่างเอ็งเนี่ยะจะได้อยู่ที่นี่อีกซักกี่ปี"
"ชะ ชะ ชะ ไอ้ปานผัวสุดจะหลงซิเนหา ว่าแต่เอ็งเถอะสอด ๆ ยังเงี้ยะ สมน้ำหน้านัก ไปได้แล้ว ไป๊"
"ไปไหนอีกล่ะวะ ยายแย้ม"
"ก็ไปรดน้ำต้นไม้ซีวะตาปาน ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ"
 

 

หน้ารัง

Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002