issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : เรื่องสั้น-เรื่องแปล "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | เรื่องสั้น-เรื่องแปล

story

เรื่องสั้น-เรื่องแปล

ซาตานกลับใจ (Obsessed)
มักดาเลนา

ความรักลบล้างบาปผิดต่าง ๆ มากมาย (1 ปต. 4:8)

วันหนึ่งวันไหนก็ไม่รู้ ซาตานตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องกลับใจ ไม่ใช่เพราะว่าเขาเสียอกเสียใจกับบาปที่ได้ทำไปหรอกนะ - เพียงแต่ว่ามันถึงเวลาแล้วเท่านั้นเอง เขาเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ ให้ดิ้นตายเหอะ - ดูเขาเซ็งอยู่ไม่น้อยที่ต้องหันเหไปจากวิถีชีวิตเดิม ๆ แต่การกลับใจก็สนุกกว่าการไม่มีอะไรทำนี่คร้าบ

เขาแปลงร่างเป็นมนุษย์เดินดิน เปลี่ยนชื่อเป็นนาทัส(Natas) (ก็ชื่อเดิมของพี่เขาแหละ ลองอ่านกลับหลังดูสิ) แล้วเดินทางไปพบพระนักพรตผู้ทรงศีลชื่อ พริมาทิวุส ซึ่งอาศัยอยู่ ณ อารามกลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ในหุบเขา

นาทัสสวมเสื้อกระสอบไว้ทุกข์ แจ้งความจำนงจะขอแก้บาปกับท่านนักพรต - เพราะเขาทราบดีว่า การกลับใจของคนส่วนใหญ่มักเริ่มจากการสารภาพบาปที่เคยทำมาในอดีต พระนักพรตกล่าวต้อนรับและยินดีทำตามคำร้องขอของเขาด้วยเต็มใจ

"เตรียมใจไว้ให้ดีเถอะ คุณพ่อ" ชายหนุ่มเอ่ยกับพระนักพรต "เพราะพ้มคือคนบาปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา พ้มไม่เพียงแต่ทำบาปมาแล้วทุกรูปแบบ แถมยังทำทุกวัน ไม่มีวันหยุดราชการอีกด้วย ลองยกตัวอย่างนะครับ อย่างบาปจองหองพองขนเป็นต้น…" ว่าแล้วนาทัสก็เริ่มสาธยายถึงความยโสโอหังที่เคยไปปล่อยเรี่ยราดไว้ทั่ว มันน่าขยะแขยงจนผมไม่อาจบรรยายได้เลยว่าการสารภาพบาปครั้งนี้จะมีสารรูปเช่นไร แต่ช่างเถอะ เพราะพริมาทิวุสเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์และสุขุมเยือกเย็นเกินกว่าที่เราคาดไว้มากนัก เขายังอยู่ในอาการสงบ ขณะที่ชายหนุ่มกำลังฟูมฟายถึงบาปอันมากมายมหาศาลของตน แต่ช้าก่อน นี่เพิ่งเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น

"คุณพ่อเชื่อหรือยังครับ" ชายหนุ่มคร่ำครวญต่อเมื่อเริ่มเมื่อยปากกับการฝอยแล้ว "เชื่อหรือยังว่าผมคือคนบาปที่ชั่วร้ายที่สุดในบรรดาคนบาปทั้งหลาย ผมมันก็แค่หนอนเน่าตัวนึงเท่านั้นเอง เป็นเชื้อโรคที่สกปรกที่สุดในบรรดาเชื้อโรคด้วยกัน จะมีใครละครับ จะมีใครไหมที่ชั่วร้ายและใช้ชีวิตมืดมนได้เท่าผม"

พริมาทิวุสยิ้มปลอบใจ "ไม่เอาน่า พ่อหนุ่ม ฉันสิที่เป็นคนบาปหนายิ่งกว่าเธอซะอีก"

"ไม่จริงหรอกครับ คุณพ่อ" นาทัสยกมือประท้วง "ผมเนี่ยไม่เหมาะจะหายใจเอาอากาศรอบตัวเข้าไปด้วยซ้ำ เชื่อผมเถอะ สิ่งที่ผมกล่าวมาเนี่ยเป็นแค่กระผีกหนึ่งของที่เกิดขึ้นทั้งหมดเท่านั้น พูดแล้วจะหาว่าเกินจริง ความเลวของผมเกินหน้าใครไปสัก 5 ขุมเห็นจะได้ ผมก็แค่เศษผงในบรรดาสิ่งสร้าง เป็นคนที่มีระดับศีลธรรมต่ำสุดเท่าที่เคยมีมา เป็นเดนคนเสี้ยวสุดท้ายบนพื้นพิภพ เป็นความเสื่อมถอยเพียงหนึ่งเดียวในสุริยจักรวาล เป็นที่สุดแห่งความไร้ค่า กฎบัญญัติหรือ ผมแหกมันมาแล้วทั้ง 10 ประการนั่นแหละ เรื่องชั่วช้าสารเลวที่จินตนาการไปไม่ถึง บอกมาเถอะ ผมผ่านมาหมดแล้ว ผมมันชั่ว ผมมันเลว ผมมัน…"

"ไม่เอาน่า พ่อหนุ่ม" ท่านนักพรตปรามขึ้นอีก "ที่เธอว่ามานี่ ดูเหมือนจะเป็นการคุยโตโอ้อวดเรื่องบาปของตัวเองอยู่นะ"

"ใช่ครับ ใช่เลย คุณพ่อ เพราะอะไรหรือ ก็เพราะมันเป็นส่วนที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตผมไงล่ะ ผมยังทำบาปได้แม้ในขณะที่กำลังสารภาพบาปกับคุณพ่อนี่แหละ จะมีใครถลำลึกลงในหนทางปิศาจได้เท่านี้อีก?"

นาทัสยังคงเปลือยเปล่าวิญญาณอันขะมุกขะมอมต่อหน้านักพรตผู้มีใจสงบต่อไป ท่านรับรู้ได้ถึงพลังสายหนึ่งที่หลั่งไหลมาจากความทรงจำอันปวดร้าวของชายหนุ่ม นับเป็นเวลาถึง 3 วัน 3 คืน กระทั่งนักพรตชราถึงกลับล้มฟุบลงด้วยความเหนื่อยอ่อน ตอนนั้นแหละนาทัสถึงได้โหมโรงครั้งสุดท้ายเพื่อเป็นการจบซิมโฟนีแห่งความชั่วร้ายของเขา

"เอาละ คุณพ่อ ผมกำลังคอยให้คุณพ่อโปรดบาปแก่ผมอยู่ครับ"

พริมาทิวุสถอนใจเฮือกใหญ่ - ไม่ใช่เพราะโล่งใจที่การฟังแก้บาปแบบหฤโหดจบลงเสียได้ แต่เป็นเพราะท่านกำลังสับสนตะหาก นักพรตชราจมอยู่ในความคิดชั่วขณะ พยายามให้นิ้วอุดรูรั่วของปัญหาที่อยู่ตรงหน้า ที่สุดท่านก็พบทางออกว่าควรทำอย่างไร

"นี่ พ่อหนุ่ม คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการปลดเปลื้องบาปทั้งหลายทั้งปวงของเธอที่นี่และเดี๋ยวนี้ แต่ฉันยังไม่แน่ใจว่าควรทำเช่นนั้นหรือไม่"

นาทัสตีหน้าเซ่ออย่างไม่เข้าใจ "ทำไมละครับ คุณพ่อ?" ชายหนุ่มถามเสียงแข็ง ที่เสียงแข็งน่ะไม่ใช่เพราะความเคยชินหรอก แต่เป็นเพราะเขาทนไม่ได้ที่เรื่องลงเอยอย่างงี้ตะหาก

"ก็ดูให้ดีสิ" นักพรตชรากล่าวเสียงเรียบ "ตลอดเวลาสามวันสามคืนมานี่ เธอนั่งแจกแจงบาปของตัวเองออกมาได้หลายเล่มสมุด แต่เธอไม่ได้พูดถึง พระเป็นเจ้า เลยสักคำ"

"ทำไมผมต้องทำอย่างงั้นด้วยละ?" ชายหนุ่มถามหน้ามุ่ย

พระนักพรตยิ้มแย้มตอบ "โถ เธอนี่นะพ่อหนุ่ม ก็เพราะบาปทั้งหลายแหล่ที่เธอว่ามานี้น่ะ มันทำให้เป็นที่เคืองพระทัยพระองค์ไม่ใช่หรือ? แล้วจะมาบอกว่าบาปกับพระเป็นเจ้าไม่เกี่ยวข้องกันได้อย่างไร?"

นาทัสไม่ได้กล่าวอะไร นึกขมขื่นถึงเรื่องที่นักพรตพูดขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทำไมเขาจะต้องพูดถึงพระเจ้าด้วยเล่า? เรื่องของเรื่องก็คือ เขาพบว่า ตัวเขาน่ะน่าสนใจยิ่งกว่าพระเป็นเจ้าเสียอีก เพียงแต่เขาไม่อาจบอกนักพรตชราได้เท่านั้นเอง! เงียบกันไปพักใหญ่ ชายหนุ่มจึงตัดสินใจลุกขึ้น กระชับเสื้อกระสอบ และบอกตัวเองว่า เห็นทีการกลับใจของเขาคงต้องเลื่อนออกไปอีกสักระยะหนึ่ง

"ช้าก่อน พ่อหนุ่ม" นักพรตชรากล่าวเสียงเรียบ "ฉันคงต้องแสดงให้เธอเห็นว่า อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การสารภาพบาปเกิดผลอย่างเต็มเปี่ยม เอางี้นะ ฤดูเก็บเกี่ยวเพิ่งจะผ่านพ้นไป การนวดข้าวยังคงมีให้เห็นตามลานนารอบอาราม ฟางแห้งถูกกองอยู่ทั่วบริเวณ เธอลองเปรียบบาปของเธอเป็นฟางเล็ก ๆ เส้นหนึ่ง ฉันอยากให้เธอมัดรวมมันเป็นฟ่อน แล้วเอามันมาที่นี่ ฉันจะบอกเองว่าเธอควรทำอย่างไรกับมัน

นาทัสรู้สึกสับสนที่การสารภาพบาปของจอมปิศาจอย่างเขาต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด แต่เขาก็ไม่มีทางได้รับการปลดเปลื้องบาป หากไม่ผ่านขั้นแรกของการสารภาพบาปไปเสียก่อน ไม่มีทางเลือกอีกแล้ว ชายหนุ่มต้องทำตามคำขอของนักพรตชราอย่างเสียมิได้

ชายหนุ่มเดินเก็บเศษฟางไปตามลานนา ฟางเส้นหนึ่งเท่ากับหนึ่งบาปที่เขาจำได้ แน่นอน จากประวัติชั่วอันโชกโชนของเขาแล้ว การเดินเก็บเศษฟางไปเรื่องยากลำบากไม่ใช่เล่นเลย แต่ละวันผ่านไป จากลานหนึ่งไปสู่อีกลาน จากฟ่อนหนึ่งไปสู่อีกฟ่อน เขาทำงานด้วยความรีบเร่ง เกรงว่าฤดูหนาวจะมาถึง และหิมะจะตกมาเสียก่อน แต่อย่างไรเสีย ทุกสิ่งก็มีวันสิ้นสุด แน่นอนผลงานที่เห็นต่างจากที่นักพรตชราคาดเอาไว้ มันไม่ใช่มัดฟางธรรมดาเท่านั้น แต่เป็นกองฟางขนาดมหึมา เรียงพะเนินเทินทึกสูงขึ้นไปเสียดฟ้า ชายหนุ่มไม่อาจนำมันมาให้นักพรตชรา จึงได้แต่เชิญท่านออกไปชมมันด้วยตนเอง

หลังจากที่ท่านได้เห็นกองฟางนั้นแล้ว จึงหันมามองชายหนุ่มด้วยสีหน้าราบเรียบ ยังความผิดหวังมาให้เขาอย่างมากที่กองฟางมหึมานั้นทำให้นักพรตประทับใจได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

นักพรตชรายิ้มอย่างอ่อนโยน และเอ่ยเสียงเรียบเหมือนไม่สนใจกับกองฟางตรงหน้าเลย "เมื่อคืน ฉันฝันไปว่า ได้ขึ้นไปบนสวรรค์ ได้พบปะกับบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์มากมาย แล้วฉันก็พบว่า ทำไมบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นถึงได้เพียบพร้อมและสมบูรณ์แบบกันปานนั้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะท่านเหล่านั้นชื่นชมในความดีของคนอื่น และค้นพบความสุขใจของตนในความปรารถนาดีต่อผู้อื่น เอ่อ…คิดว่าเธอคงเข้าใจว่าฉันหมายถึงอะไรนะ? นาทัส"

"ครับ ผมเข้าใจครับ" ชายหนุ่มตอบไปอย่างแกน ๆ "แต่เอาเป็นว่า คุณพ่อกรุณารีบโปรดบาปให้ผมดีกว่านะครับ"

นักพรตชรายิ้มเยือนแก่ชายหนุ่ม แล้วกล่าวสืบไป

"ตอนที่ฉันยังเป็นพระหนุ่ม โชคดีที่ฉันได้เรียนรู้เรื่องชีวิตภายในจากอาจารย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ ท่านเบอร์นาร์ด แห่งคลาร์เวียร์ซ (Bernard of Clairvaux) ผู้น่านับถือ ท่านสอนว่า ความก้าวหน้าในหนทางแห่งความรักนั้นแบ่งออกเป็น 4 ขั้นด้วยกัน ขั้นแรกคือการรักตัวเอง ความรักเช่นนี้จะค่อย ๆ ขยายไปสู่เพื่อนมนุษย์รอบข้าง ในไม่ช้าเขาจะพบว่า ภายในส่วนลึกของเขานั้นต้องการพระเป็นเจ้าเพื่อให้พระองค์ดูแลชีวิตของเขา จากนั้นเขาจะเริ่มรักพระองค์ สิ่งนี้มิได้เกิดจากความต้องการของพระองค์ แต่เป็นความต้องการของเขาเอง ขั้นที่สามเกิดขึ้นเมื่อเขาเริ่มตระหนักว่าพระเป็นเจ้าคือคนรักที่แท้จริงของเขา ที่รักมิใช่เพราะพระองค์ประทานพระพรมาให้ แต่เขาจะรักเพราะพระองค์สถิตอยู่ภายในตัวเขา นี่คือการรักพระเจ้าตามความปรารถนาของพระองค์เอง มิได้เป็นไปตามความต้องการของมนุษย์ ขั้นสุดท้าย ท่านเบอร์นาร์ดบอกว่า สามารถพบได้เพียงในสวรรค์เท่านั้น ที่ที่มนุษย์ผู้กลับเป็นขึ้นมาจากความตายจะรักตนเองได้ด้วยความปรารถนาของพระเป็นเจ้าเท่านั้น"

ฟังเรื่องนี้นาทัสเริ่มรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว "ได้โปรดเถอะครับ คุณพ่อ" เขาขอร้อง "ให้ผมฟังเรื่องชีวิตภายในในโอกาสต่อไปดีกว่า เอาเป็นว่าตอนนี้คุณพ่อช่วยโปรดบาปให้ผมก่อนเถอะนะครับ"

นักพรตชราได้ยินดังนั้น จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "ได้สิ พ่อหนุ่ม แต่เธอต้องจุดไฟเผากองฟางนี่ทั้งหมดก่อนนะ"

นาทัสถึงกับอึ้งไป "ทำไมละครับ?" เขาร้องเสียงหลง

นักพรตชราอธิบายว่า "เพราะนี่จะเป็นสิ่งที่แสดงว่าเธอได้ละทิ้งบาปเหล่านั้นแล้วอย่างสิ้นเชิง เธอจะหันหลังให้กับอดีตที่อับเฉา และทิ้งมันไว้ในหลุมขยะแห่งกาลเวลา ต่อแต่นี้เธอจะแสวงหาพระเป็นเจ้า เพื่อขัดเกลาวิญญาณของเธอให้สดใสกาววาวกว่าเดิม"

นาทัสถอยหลังกรูดด้วยอาการหวั่นไหว "อะไรนะครับ? ลืมตัวเอง? เลิกทำบาป? แล้ว.…ละทิ้งตัวเองเสีย?" มือของชายหนุ่มเกร็งเขม็ง จนเห็นได้ชัดว่าความทรมานกำลังคุกคามเขา "คุณพ่อครับ" เขาร้อง "ยังไม่พออีกหรือที่ผมได้แจกแจงบาปที่มีอยู่ทั้งหมดน่ะ?"

ดวงตาของนักพรตชราแฝงไว้ด้วยแววเศร้า "ไม่พอหรอก พ่อหนุ่ม การรู้ตัวเองนั้นเป็นสิ่งดี แต่การลืมตนเองและมุ่งแสวงหาพระเป็นเจ้าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า เปรียบได้กับประกายไฟที่จะก่อไฟรักในหัวใจของเธอ มาเถิด นาทัส จงเผาเชื้อแห่งอดีตอันโสมมของเธอเสีย ลืมตัวเองซะ แล้วเธอจะรอด"

น่าเสียดายว่า นั่นคือสิ่งสุดท้ายในโลกที่นาทัสจะยอมทำ เขาเพียงแต่ต้องการแสดงให้เห็นว่า เขารู้ดีว่าเขาเป็นใครและกำลังทำอะไรอยู่เท่านั้นแหละ แต่ไม่มีใครสามารถเอาความตระหนักรู้นั้นไปจากเขาได้หรอก เพราะมันคือธรรมชาติที่แท้จริงของเขา การให้ลืมตัวเองก็เปรียบได้กับการบอกให้เขาฆ่าตัวตายนั่นเอง นี่คือสิ่งที่ยอมกันไม่ได้ - ต่อให้เอาสวรรค์ทั้งหมดมาแลกก็เถอะ

"ขอบคุณครับ คุณพ่อ" ชายหนุ่มกล่าวน้ำเสียงเยือกเย็น "แต่ผมว่าอย่าเพิ่งดีกว่านะครับ" จากนั้นจึงหายวับไปต่อหน้านักพรตชรา กลับไปสู่นรกนครที่จากมา

ข่าวคราวล่าสุดเกี่ยวกับชายหนุ่มนาทัสคือเขายังคงนั่งแจกแจงบาปของตัวเองอย่างคร่ำเคร่ง อาจเป็นเพราะมันให้ความรู้สึกที่ดีคล้าย ๆ การกลับใจก็เป็นได้ ถ้าเขาเพียงลืมตัวเองสักเสี้ยววินาที แล้วหันใจกลับไปสู่พระเป็นเจ้า เขาก็อาจจะจุดประกายไฟแห่งรักขึ้นมาเพื่อเผากองบาปขนาดมหึมาของตนได้ แต่เขาก็ไม่ได้ทำ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เขาจะเปลี่ยนใจไหม? บางคนบอกว่า เขาไม่มีวันทำเช่นนั้นแน่ เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้ บางทีมันอาจเป็นไปไม่ได้สำหรับเขา แต่ใครจะรู้ เพราะกับพระเป็นเจ้า ทุกสิ่งเป็นไปได้นะครับ
 

 

หน้ารัง

Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002