issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง
article
หัวใจหลักของการศึกษาคาทอลิก (2)
คุณพ่อมิเกล กาไรซาบาล, S.J.

เมตตาธรรม : หัวใจของความยุติธรรม

ปีปิติมหาการุญ ค.ศ.2000 เป็นปีพิเศษแห่งการฟื้นฟู พระสันตะปาปาได้ทรงเตือนให้เราเข้าถึงจิตตารมณ์ดั้งเดิมของปีศักดิ์สิทธิ์ ดังความหมายที่อธิบายในพระคัมภีร์ คือ การปลดปล่อยผู้ถูกจองจำ การเปลื้องหนี้ การคืนที่ดินให้เจ้าของดั้งเดิม หรือกล่าวโดยสรุปได้ว่าเป็นการนำความยุติธรรมในสังคมให้กลับคืนสู่ทุกเครือข่ายโยงใยของสังคม เจตนาของปีศักดิ์สิทธิ์มิได้มีเพื่อให้เป็นการเฉลิมฉลองรื่นเริงทุกยี่สิบห้าปี แต่มุ่งเตือนใจถึงแก่นแท้ของศาสนาเรา

ในปี 1971 ที่ประชุมสมัชชาสภาพระสังฆราชได้ประกาศด้วยความเป็นประกาศกว่า "กิจกรรมที่กระทำในนามความยุติธรรมและความมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนโลกสู่ความสมบูรณ์นับเป็นมิติของการประกาศพระวรสารอย่างลงมือปฏิบัติจริง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ นับเป็นภารกิจการนำความรอดสู่มวลมนุษย์ของพระศาสนจักร และการสร้างอิสรภาพจากทุกสภาพของการกดขี่ข่มเหง"

โรงเรียนคาทอลิกหลายแห่งใช้ความพยายามสูงสู่ความมีมาตรฐาน ซึ่งผลอันหนึ่งที่ตามมาคือคนยากจนไม่ได้รับการเหลียวแล การสร้างมาตรฐานคุณภาพของความเป็นเลิศจำเป็นต้องใช้ปัจจัยมาก ค่าใช้จ่ายสูง ผู้ปกครองมิใช่ใครอื่นคือผู้ที่ต้องช่วยค่าใช้จ่าย ดังนั้น โรงเรียนจึงสามารถรับได้เฉพาะผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจระดับดีพอสมควรเท่านั้น ให้เราหวังกันว่าในศตวรรษนี้เราจะได้เห็นโรงเรียนคาทอลิกมุ่งสู่คนยากคนจน ผู้ด้อยโอกาสต่างๆมากขึ้น และได้เห็นนักการศึกษาคาทอลิกมุ่งงานการศึกษานอกระบบมากขึ้นด้วย

พระสันตะปาปาตั้งประเด็นคำถามว่า ความยุติธรรมเท่านั้นเพียงพอหรือไม่ และพระองค์ทรงตอบด้วยพระองค์เองว่า "ประสบการณ์ในอดีตและในยุคปัจจุบันปรากฏให้เราเห็นว่าความยุติธรรมเท่านั้น ไม่เพียงพอ และหากมุ่งแค่ความยุติธรรมอาจมีผลหักล้างและทำลายตนเองเสียด้วยซ้ำ ทั้งนี้เกิดขึ้นได้หากพลังที่ลึกซึ้งที่อยู่เบื้องหลัง อันได้แก่ความรัก ไม่ได้มีโอกาสที่จะหล่อหลอมกล่อมเกลาชีวิตมนุษย์ในมิติต่างๆ" (DM#2)

ในทางตรงกันข้าม หากเมตตาธรรมและความรักเป็นเพียงเสื้อคลุมหรือเกราะกำบังความอยุติธรรมที่แอบแฝงอยู่ ก็นับเป็นเมตตาธรรมที่ถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างบิดเบือนไม่ถูกต้อง

"พระศาสนจักรในศตวรรษและสหัสวรรษที่กำลังจะเริ่มขึ้นนี้ จะต้องเป็นวันเวลาที่เราได้เห็น และหวังว่าคงจะได้เห็นอย่างชัดแจ้งมากยิ่งขึ้นว่า การอุทิศตนของกลุ่มคริสตชนในการแสดงความรักต่อผู้ยากจนที่สุดนั้น สามารถทำได้เพียงใด…เริ่มต้นดังนี้แล้ว พระสันตะปาปายกมัทธิวบทที่ 25 ว่า เมื่อเราหิว ท่านได้ให้เรากิน เรากระหาย ท่านได้ให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้า ท่านก็ได้ต้อนรับเรา เราไม่มีเสื้อผ้า ท่านก็ให้เสื้อผ้าแก่เรา เราเจ็บป่วย ท่านก็มาเยี่ยม เราอยู่ในคุก ท่านก็มาพบ" (NMI#49)

พระวรสารตอนนี้มิได้เป็นเพียงคำเชื้อเชิญสู่การปฏิบัติความรักและการมีเมตตาจิตเท่านั้น แต่เป็นการเผยแสดงความเข้าใจองค์พระเจ้าแบบใหม่ มาตรฐานวัดความซื่อสัตย์ภักดีต่อพระเจ้า อยู่ที่ว่าเรามุ่งมั่นต่อผู้ยากไร้อย่างไรและเพียงไร

"ในช่วงเวลาปัจจุบันของเรา ก็ยังมีความขัดสนอยู่มากมาย ซึ่งจะต้องได้รับการตอบสนองด้วยความเมตตาจากเราคริสตชน โลกของเรากำลังก้าวสู่สหัสวรรษใหม่ พร้อมกับภาระแห่งความขัดแย้งในความก้าวหน้าด้านเศรษฐกิจ ด้านวัฒนธรรมและเทคโนโลยี ซึ่งเปิดโอกาสให้แก่ผู้โชคดีจำนวนน้อย ในขณะเดียวกันก็ปล่อยให้คนเป็นจำนวนล้านๆที่ไม่เพียงแต่จะตกขอบความก้าวหน้าเท่านั้น แต่ยังต้องมีชีวิตอยู่ในสภาพที่ต่ำกว่าระดับต่ำที่สุดของศักดิ์ศรีแห่งการเป็นมนุษย์ เป็นไปได้อย่างไรที่ในปัจจุบันนี้ยังมีผู้ที่เสียชีวิตเพราะความหิว? ขาดปัจจัยพื้นฐานในด้านยารักษาโรค? ไม่มีหลังคาเหนือศีรษะ?…(NMI#50)

นอกเหนือจากลักษณะความยากจนอย่างที่รู้จักกันมาในวัฒนธรรมต่างๆแล้ว ยังมีรูปแบบความยากจนแบบใหม่ที่กระทบผู้มั่งมีด้วย "…หมดหวัง เพราะชีวิตไร้ความหมาย เพราะติดยาเสพติด เพราะกลัวการถูกทอดทิ้งในวัยชราหรือยามเจ็บไข้ เพราะตกขอบสังคมหรือเป็นที่รังเกียจของสังคม…" (NMI#50)

"…ปัจจุบันคือเวลาที่ต้องสรรหาการแสดงความรัก "แบบใหม่ๆ" มิใช่เพียงให้การช่วยเหลือมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ต้องมีการ "เข้าใกล้" กับผู้ที่ทนทรมาน เพื่อมิให้ความช่วยเหลือออกมาในรูปแบบของการยื่นให้ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความเสื่อมเสียศักดิ์ศรีของผู้ที่รับ แต่ขอให้เป็นไปในรูปแบบของการแบ่งปันฉันพี่น้อง" (NMI#50)

"…ดังนั้น เราต้องให้ความแน่ใจว่า ผู้ยากจนจะรู้สึกเป็นกันเองในกลุ่มคริสตชนทุกกลุ่ม…" (NMI#50) เราจะสามารถนำคำว่า โรงเรียน เข้าไปแทนที่คำว่า กลุ่มคริสตชน ในสมณสาสน์ตอนนี้ได้ไหม?

การให้การศึกษาของเราจะนับได้ว่าประสบความสำเร็จต่อเมื่อเราพบว่านักเรียนของเราปฏิบัติเมตตาธรรม โครงการต่างๆเช่น การเยี่ยมชุมชนแออัด โครงการโรงเรียนพี่โรงเรียนน้องกับโรงเรียนในชนบทห่างไกล การไปเยี่ยมผู้ถูกจองจำในคุก การสอนพิเศษให้เด็กยากจน การทำความรู้จักกับเด็กจรจัดผู้ใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่บนท้องถนน ฯลฯ ไม่ควรเป็นเพียงโครงการที่เปิดโอกาสให้นักเรียนบางคนเลือก หรือเป็นโครงการที่ทำบ้างเป็นบางครั้ง ไม่จริงจัง แต่ควรเป็นโครงการหลักที่โรงเรียนบรรจุในหลักสูตรอย่างจริงจัง หลักสูตรของโรงเรียนควรช่วยให้นักเรียนพัฒนาสู่ความเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบและห่วงใยสังคม สามารถรู้สึกถึงปัญหาของผู้อื่นราวกับเป็นปัญหาของตนเอง และมีส่วนร่วมในโครงการต่างๆที่เป็นเรื่องของเมตตาธรรมและการพัฒนาชุมชน
 

 

หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง |

13 กันยายน 2001
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001