| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : เรื่องสั้น-เรื่องแปล | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | เรื่องสั้น-เรื่องแปล | ||
เรื่องสั้น-เรื่องแปล |
ทุกสิ่งย่อมมีการเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลง และหายลับไป หลายครั้งที่การหายลับไม่ใช่การสูญหาย หากแต่ว่ามันเป็นเพียงการหายลับเพื่อรอเวลาที่จะกลับปรากฏขึ้นมาใหม่ การหายลับจึงไม่ใช่การสูญเปล่าที่ไร้ค่า ตราบใดที่ชีวายังเต้นแรง ตราบใดที่ลำแสงสุริยา .ยังพร้อมที่จะเจิดจ้า และตราบเท่าที่ผืนน้ำสีครามแห่งนี้ .จะรอคอยการกลับมาของคลื่นลม ใช่ .และตราบเท่าที่ผมจะรู้ว่า มัน คืออะไร คำของแม่เมื่อวันวานยังคงดังกังวานด้วยการตอบรับกับคำของผมเสมอ ใช่ .แม่ ตราบเท่าที่ผมจะรู้ว่า มัน คือ .อะไร? ไออุ่น ๆ จากผืนทรายสีนวลละเอียดคงจะโบกอำลาผมไปในอีกไม่นานนักเพื่อมุ่งหน้าติดตามลำแสงสีทองอร่ามจากดวงอาทิตย์ต่อไป สายลมยังคงพัดพาเอาเม็ดทรายเล็ก ๆ ขึ้นมาปะทะร่างของผมอยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่ผมกลับมาเยี่ยมแม่ ผมมักจะมานั่งที่นี่แล้วทอดสายตามองภาพเบื้องหน้า มันเป็นภาพเคลื่อนไหวประกอบแสงสีที่ดูสดชื่น และเสียงที่เย้ายวนชวนให้หลงใหล เกลียวคลื่นลูกแล้วลูกเล่าหยอกล้อพ้อลมถาโถมกับริมหาด เครื่องยนต์นานาชนิดวิ่งไล่แข่งกับภาพและเสียงหวีดร้องด้วยความตื่นเต้นหวาดเสียว เด็กเล็ก ๆ กับทรายกองน้อย ๆ บอกเล่าความฝันที่บรรจงสรรค์สร้าง หนุ่มสาวกับกระไอฟองน้ำที่แตกกระเซ็นเป็นแม่สื่อแม่ชัก พวกผู้ใหญ่กับเหล้ายาปลาปิ้งดุจเชลยที่ตกเป็นเป้าอยู่ในวงล้อม ติดตามมาด้วยความสงบเงียบที่ถูกปลุกเป็นระยะ ๆจากจังหวะการกระเพื่อมขึ้นลงอย่างลุ่มลึกและผ่อนคลายของหญิงชายสูงวัยหลายคู่ที่ดูจะซึมซับดูดดื่ม และอิ่มเอมไปกับบรรยากาศยามนี้ไม่แพ้กัน "ปึ๊ด เป็นอะไรไปรึเปล่าลูก" เสียงทักทายอย่างอ่อนโยนและไออุ่นจากมือของแม่ที่แตะแขนผมทำให้ผมต้องรีบเหลียวดูนาฬิกาข้อมือทันที "ยังไม่ถึงเวลาหรอกลูก อีกสักครึ่งชั่วโมงกว่า ๆเห็นจะได้" เสียงแม่หันมาพูดกับผมพร้อมกับถอดหมวกฟางเก่าๆ และนั่งลงข้าง ๆ "คิดถึงทางโน้นเหรอปึ๊ด" แม่พูดกับผมพลางเอื้อมมือที่แตกแห้งและหยาบกร้านมาจับมือผม "เปล่าหรอกครับแม่ เพียงแต่ผมมัวมองดูผู้คนเพลินไปหน่อย" "ทำไมหรือปึ๊ด ช่วงปิดเทอมก็เป็นอย่างนี้แหละ ทุกคนก็มักจะพาครอบครัวมาเที่ยวกันที่นี่ ." เสียงขำ ๆของแม่เริ่มลดลงและเงียบหายไป ผมหันหน้าไปสบแววตาของแม่ บีบมือแม่แน่นจนรู้สึกถึงไออุ่นจากมือแม่ที่เริ่มจางลงไป "เย็นแล้ว เอ่อ เดี๋ยวแม่เข้าบ้านไปทำกับข้าวก่อนนะ ปึ๊ดดูเก็บให้เรียบร้อยนะ" แม่พูดกับผมพร้อมกับหยิบหมวกปัดเศษทรายที่ติดอยู่ที่ขอบหมวกเบา ๆ ลุกขึ้นและรีบเดินหายลับไปทางด้านหลัง ผมเหลียวมองดูนาฬิกาอีกครั้งซึ่งยังพอมีเวลาอีกสักยี่สิบกว่านาทีก่อนจะถึงกำหนด จึงหันหลังปัดเศษเปลือกหอยคม ๆ ออกและเอนตัวลงนอนสูดรับสายลมอ่อน ๆ ยามเย็น มองดูฟ้าเบื้องบน ฟ้าที่ให้ความรู้สึกต่างกันในที่เดียวกัน ใช่ .ทุกคนอยู่ใต้ฟ้า แต่มันอาจจะเป็นฟ้าคนละผืน ของแต่ละคน ภายใต้ไออุ่นจากผืนทราย เสียงคลื่นระลอกแล้วระลอกเล่าจากผืนน้ำและสัมผัสอันเย็นสบายจากสายลม ทำให้ผมคิดถึงชีวิตในวัยเด็ก ๆ สักสี่ห้าขวบ พ่อ แม่และผมมาที่นี่ด้วยกันแทบจะทุกครั้งที่เป็นวันหยุด โดยมาพักอยู่กับตาและลุงในบ้านหลังเล็ก ๆ ริมหาด ลุงยังคงเป็นโสดยึดอาชีพเก่าแก่ที่ตามอบให้สานต่อจากวัยที่เพิ่มขึ้น เป็นผู้ให้บริการนักท่องเที่ยวเช่าห่วงยางรายเล็ก ๆ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ทำกระจายกันอยู่ทั่วริมหาด สำหรับผมแล้วการมาที่นี่เปรียบเสมือนการกลับมาเยี่ยมเยือนมิตรแท้ผู้ซื่อสัตย์และมั่นคงในมิตรไมตรีเท่าๆ กับความรสชาติความเค็มในทุกอณูของผืนน้ำสีครามแห่งนี้ซึ่งไม่เคยเป็นอดีตและไม่ใช่อนาคต แต่มันเป็นปัจจุบันทุกครั้งที่ได้มาสัมผัส ลมเย็น ๆ เริ่มโชยพัดโชย เกลียวคลื่นเริ่มบรรเลงดังและปลายเท้าเริ่มพร้อมรับไอเย็น ๆ ผมจำได้ว่าสัมผัสของน้ำทะเลครั้งแรกทำให้ผมทั้งกลัว ตื่นเต้น และตกใจไม่น้อย อุ้งมือของพ่อและรอยยิ้มของแม่ทำให้ผมกล้าเผยยิ้มเพื่อตอบรับไมตรีครั้งนั้นกับน้ำทะเลได้ดีขึ้น อย่ากลัวเลยปึ๊ด ทุกคนที่มาทะเลก็ต้องลงน้ำทุกคนแหละ เสียงอ่อนโยนของแม่ในวันนั้นผมยังจำได้ดี พ่อมักจะพาผมออกไปเล่นบริเวณที่ผมยันเท้าไม่ถึงเสมอ คำของพ่อทำให้ผมกล้าหาญขึ้น เราเป็นลูกผู้ชายนะปึ๊ด จะกลัวอะไรกับน้ำทะเล ดังนั้น ผมจึงกล้าที่จะออกไปลึกๆกับพ่อโดยมีแม่อยู่เคียงข้างและมีห่วงยางของลุงพยุงผมไว้ อย่าพาเจ้าปึ๊ดมันออกไปเล่นน้ำลึกนัก เดี๋ยวจะเป็นอันตราย ตามักจะตะโกนพร้อมกับโบกไม้โบกมือเตือนเสมอ ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมไม่รู้สึกกลัวอะไรนักนอกจากสีหน้าและท่าทางของตาเท่านั้น ลมเย็น ๆ พัดแรงขึ้น เกลียวคลื่นบรรเลงประสานเสียงและปลายเท้ากระตุกรับหยาดเย็น ๆ แล้ว เย็นวันหนึ่งหลังจากพ่อ แม่ และผมขึ้นจากน้ำทะเลแล้ว ผมก็เห็นตาเดินโขยกเขยกหน้าบึ้งตึงเข้ามาหาพ่อ ดึงให้ไปทางหลังบ้าน ผมหันมาสบตากับแม่เห็นเพียงตาแม่แดงๆ ซึ่งคงเกิดจากการเล่นน้ำทะเลเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมานั่นเอง แม่สั่งผมให้รีบขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ผมรีบจัดการทันทีด้วยความหนาวสั่น เมื่อเดินลงมาก็เห็นว่าที่โต๊ะกินข้าวยังว่างเปล่าอยู่ ได้ยินแต่เสียงราดน้ำและเสียงของตาที่ดังเป็นระยะ ๆ ความอยากรู้จึงทำให้ผมย่องเข้าไปแอบฟังข้างฝาผนังหลังบ้าน เอ็งมันกล้าแข็งแล้วนี่ แต่ข้าขอเตือน ต่อไปนี้เพื่อความปลอดภัย เอ็งห้ามสอนไอ้ปึ๊ดว่ายน้ำอีกจนกว่าจะรู้ว่า มันเป็นอะไร ข้าไม่อยากเสียหลานชายของข้าไปอีกคน เสียงตาฟังดูเข้มแข็งหนักแน่นจนดูแกร่งกว่าวัยอันชรามากนัก ผมพยายามเงี่ยหูฟังแต่ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรดังออกมาจากปากพ่อเลย ทำไมนะตาจึงห้ามพ่อไม่ให้สอนผมว่ายน้ำ หนึ่งเดือนต่อมาหลังจากกลับมากรุงเทพฯ แม่ก็เข้ามาในห้องผม ลูบหัวอย่างนุ่มนวลและพูดเสียงเครือกับผมว่าแม่จะกลับไปอยู่กับตาและลุง ส่วนผมต้องอยู่กับพ่อเพื่อเรียนหนังสือ แม่ให้เหตุผลแต่เพียงว่า พ่อเขาไปไกลกว่าแม่มากนัก สักวันเมื่อปึ๊ดเป็นผู้ใหญ่ ปึ๊ดจะเข้าใจเอง ผมไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าทำไมแม่จึงตัดสินใจที่จะจากพ่อ จากผม จากความสะดวกสบายทุกอย่างที่บ้านของเรากลับมาอยู่กับตาและลุงในบ้านหลังเล็กๆ ริมหาดแห่งนี้ ลมหอบพัดความหนาว เกลียวคลื่นประโคมวงและปลายเท้าเริ่มสั่นเทา แม่ไปรับผมกลับมาอยู่ที่นี่ทุกครั้งเมื่อปิดเทอม ทำให้พอรู้จักเด็ก ๆ แถวนี้บ้าง ทุกคนล้วนว่ายน้ำเล่นกันอย่างสนุกสนาน ส่วนผมก็ได้แต่เล่นอยู่ริมหาดที่น้ำตื้นๆ กับแม่ หลายครั้งที่ผมพยายามรบเร้าให้แม่สอนว่ายน้ำให้ผม แต่ทุกครั้งแม่ก็จะเหม่อมองออกไปยังท้องทะเล และพูดซ้ำ ๆแต่เพียงว่า พ่อของปึ๊ดถูก มันทำร้ายมาครั้งหนึ่งแล้ว ถ้าปึ๊ดรู้ว่า มัน คืออะไร ปึ๊ดจะไม่อยากว่ายน้ำเป็นเลย ผมยังจำได้ว่าเพื่อน ๆที่นี่มักจะล้อเลียนผมเสมอเมื่อรู้ว่าผมว่ายน้ำไม่เป็น แม้แม่จะบอกกับผมว่าถึงอย่างไรผมก็มีห่วงยางที่ทำให้ผมไปใฝ่หาความสุขที่เพื่อนๆ มักจะบอกว่า มันอยู่ลึก ต้องว่ายน้ำเป็น ถึงจะว่ายไปหามันพบ ผมสามารถที่จะไปถึงมันได้โดยไม่ต้องออกแรงตราบใดที่ผมยังอยู่ในห่วงยาง แต่เพื่อน ๆก็มักจะดูถูกดูแคลนและเยาะเย้ยว่านั่นมันเป็นแค่ความสุขเลื่อนลอยสำหรับผู้อ่อนแอเท่านั้น คำพูดหนึ่งที่ผมจำได้ฝังใจก็คือ ไอ้ปึ๊ดปอดแหกว่ายน้ำไม่เป็น ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ . ทุก ๆวันผมมักจะมานั่งอยู่ที่นี่แล้วเฝ้าดูทุกคนว่ายน้ำด้วยความอิจฉา ทุกคนทิ้งผมไว้บนบกคนเดียว ทิ้งผมไว้บนบกกับความปวดร้าว ตา ลุง แม่ ทุกคนไม่ต้องการให้ผมว่ายน้ำเป็น ไม่ต้องการให้ผมมีความสุขในวัยแห่งความร่าเริง ทุกคนกลัว มัน ผมรู้สึกว่าทุกคนเห็นแก่ตัว ทุกคนกลัวว่าผมจะเป็นอันตรายถ้าว่ายน้ำเป็น ทั้ง ๆที่มันกลับจะทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยมากขึ้นต่างหาก ลมพัดอู้ เกลียวคลื่นขับร้องด้วยดนตรีที่โหยหวน และปลายเท้าไร้ความรู้สึก ไอ้ปึ๊ด ลงมาอีกสิวะ ทำเป็นกลัวไปได้ ตาปานก็หลับ ลุงปุ่นก็ไปทางโน้น ส่วนน้าเปียก็ไปตลาดยังไม่กลับมาหรอก เสียงไอ้เสา ไอ้บัว ไอ้เลื่อน กึ่งท้ากึ่งชวนให้ผมก้าวลงลึกกว่านี้อีก น้ำทะเลเริ่มไต่ระดับมาเรื่อย ๆ จากอก ลำคอและแตะอยู่ริมฝีปาก รสชาติเค็มปะแล่ง ๆของมันวันนั้นผมยังจำได้ดี มานี่เดี๋ยวข้าจะสอนให้เอ็งว่ายเอง ไอ้เสาเป็นเจ้ากี้เจ้าการว่ายมายังผมและลากผมออกไปจนต้องดิ้นหนีจากการสำลักหายใจเอาน้ำทะเลเข้าไปด้วยแล้ว ทันใดนั้น .คลื่นระลอกมหึมาหอบพุ่งซัดตีเข้าฝั่งอย่างรวดเร็ว .. ไอ้ปึ๊ด..ด ด ระวังโว้ย..ย ย.. ดำลงไปเร็ว ผมไม่ทันจับเสียงนั้นได้ว่าเป็นของใคร รู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อรู้สึกเจ็บแสบและปวดระบมทั่วตัวไปหมด แม้ผมจะรู้สึกถึงอาการเหล่านั้น แต่ผมว่ามันจะเป็นการดีกว่าที่จะได้ยินเสียงกรีดร้องพร่ำรำพันและสัมผัสไออุ่นจากอุ้งมืออันสั่นเทาของแม่ที่ลูบไล้ไปทั่วใบหน้าและนวดเฟ้นไปทั่วตัว ซึ่งทำให้หัวใจผมช้ำระบมทุกครั้งที่นึกถึงวันนั้น โชคยังดีนะไอ้ปึ๊ดที่เอ็งพบ มัน เสียก่อน ไม่อย่างนั้นเอ็งจะทำให้ตา ให้แม่ ให้ลุงต้องเสียใจกันอีกครั้งหนึ่ง สุ้มเสียงคล้าย ๆ กับที่ผมได้แอบยินที่หลังบ้านเมื่อวันนั้นดังขึ้นอีกครั้งในวันนี้ แม้มันจะฟังดูสั่นเครือกว่าวันนั้นไปบ้าง แต่ดวงตาที่เริ่มปรือ ๆของผมก็พอจะมองเห็นว่ามันเป็นเพราะหยาดน้ำตาจากดวงตาที่ขุ่นมัวและริมฝีปากที่เหี่ยวแห้งของตา ผู้ซ่อนความเจ็บปวดกับ มัน ไว้มากมาย วันใดที่เอ็งคิดว่าทะเลคือมิตร วันนั้นแหละจะเป็นวันที่เอ็งพบศัตรูตัวที่ร้ายที่สุดของเอ็ง เสียงลุงดังสำทับตามมาคล้าย ๆกับจะย้ำเตือนถึงความจริงที่ผมเพิ่งค้นพบด้วยชีวิตของตนเอง แม่ดีใจที่ปึ๊ดยังไม่จากแม่ไปอีกคนนะ แม่ดีใจที่ปึ๊ดพบ มัน แล้ว โฮ..โฮ.. เสียงแม่เป็นเสียงสุดท้ายที่ผมได้ยิน ก่อนที่มืออันหยาบกร้านและกระด้างของลุงจะอุ้มผมกลับเข้าไปในบ้านน้อยริมหาด ลมเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นพายุน้อย ๆ เกลียวคลื่นแผดเสียงตอบโต้ และปลายเท้าลับหายไปแล้ว ผมไม่รู้หรอกว่า มัน คืออะไร แต่สิ่งที่ผมพบในวันนั้น ก็คือ ฝั่ง ใช่ .ตราบใดที่ผมว่ายน้ำไม่เป็น วันนั้นจะเป็นวันที่ผมรู้คุณค่าของฝั่งมากที่สุด แต่หากวันหนึ่งวันใดที่ผมและทุกคนที่มาที่นี่ว่ายน้ำเป็นแล้ว วันนั้นจะเป็นวันที่พวกเรารู้คุณค่าของทะเลว่าเป็นมิตรและเกลียดชังการที่จะยืนอยู่บนฝั่ง ศัตรูผู้ไร้ศักดิ์ศรี ทั้ง ๆที่เราไม่รู้ว่าในทะเลมีอะไรบ้าง และเราจะว่ายไปถึงไหนล่ะกว่าจะถึงจุดหมายภายใต้ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ที่โอบล้อมอยู่รายรอบพื้นน้ำสีครามแห่งนี้ กว่าจะถึง เหมือนกับเพื่อนของผม ไอ้เสา ไอ้บัวและไอ้เลื่อน มิตรของทะเลที่ว่ายจนถึงจุดหมาย ริมหาดอีกแห่งหนึ่ง .บนฝั่งที่ใช้ฝังร่าง ...ศัตรูของมันเอง พายุกรรโชกแรง เกลียวคลื่นกระหน่ำสำเนียงแข่งขัน และปลายเท้าขยับเขยื้อนขึ้นอีกครั้ง ห่วงยางทุกห่วงถูกแบกกลับเข้าบ้านด้วยความรีบร้อน ย่ำค่ำแห่งมรสุมคงทำให้ทะเลแห่งนี้เงียบสงบจากผู้คนอีกครั้งหนึ่ง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างจะหวนกลับมาอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ พ่อครับ
พ่อพบมันหรือยัง จุดหมายในทะเลที่พ่อพยายามแหวกว่าย ผมขอให้พ่อพบ มัน และขอให้ มัน ที่พ่อพบ คือที่นี่..บนฝั่งที่มีแม่และผมรวมถึงทุกคนที่รักพ่อ
.คอยพ่ออยู่
สู่
...ครอบครัวที่แสนสุขของเรา
.ในวงล้อมของทะเลสังคมที่บ้าระห่ำ
.ก่อนตะวันจะชิงพลบ..
| |
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002