พระเจ้าทอดพระเนตรไม่เหมือนมนุษย์
มนุษย์มองดูที่รูปร่างภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรที่จิตใจ (1 ซมอ. 16:7)
ในยุคที่นิสิตนักศึกษารณรงค์เรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ
ในช่วง 14 ต.ค. 16 ถึง 26 ต.ค. 19 ได้มีกระแสต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นตามมา
เพราะตอนนั้นไทยเราเสียดุลย์การค้ากับญี่ปุ่นมาก โดยเฉพาะเรื่องเสื้อผ้า
จึงมีการออกโรงรณรงค์ให้ใช้ผ้าที่ผลิตภายในประเทศ ได้แก่ ผ้าดิบ ผ้าฝ้าย
แต่จะมีปัญหาเล็กน้อยเกี่ยวกับคุณภาพของผ้าที่เมื่อรีดแล้วไม่ค่อยจะเรียบเท่าไหร่
จึงเกิดเป็นแฟชั่นใหม่ในหมู่นิสิตนักศึกษาและนักเรียน คือ 5ย. ได้แก่ เสื้อยับ กางเกงยีน สะพายย่าม ผมยาว รองเท้ายาง ซึ่งผมเองเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
เพราะโดยปกตินิสัยของผมก็ไม่ชอบรีดเสื้อไปโรงเรียนอยู่แล้ว เป็นการประหยัดเวลา
ประหยัดค่าไฟฟ้า และ เป็นความเท่ห์ที่สะดุดตา แม้เสื้อจะยับแต่ตั้งใจเรียนก็ใช้ได้แล้ว
ไม่เห็นจะต้องอายใคร ส่วนการสะพายย่าม ผมใช้จนติดเป็นนิสัยจวบจนถึงปัจจุบันนี้
แม้แต่ตอนที่เป็นอาจารย์อยู่ โรงเรียนนายร้อย จปร. ผมชอบสะพายย่าม ขี่รถจักรยานเสือหมอบไปสอนหนังสือและเคยถูกรุ่นพี่ตำหนิว่า
ทำตัวไม่สมกับสถานะความเป็นครูบาอาจารย์ แต่ผมคิดว่า ความรู้ที่ผมเอาไปสอนออกมาจากตำราด้วยกระบวนการที่ผ่านทางสองและจิตใจของผม
ค่าของคนต้องอยู่ที่ผลของงาน มิเช่นนั้นแล้ว จะเป็นการสร้างค่านิยมที่ผิดให้กับนักเรียนนายร้อยที่เมื่อจบออกมารับราชการ
ต้องใช้วัตถุเป็นเครื่องรับประกันคุณภาพและผดุงเกียรติยศศักดิ์ศรี จนลืมเรื่องของคุณธรรมไปเสีย
เราไม่ได้ใช้การแต่งกายที่เป็นเพียงสิ่งภายนอก เปลือกนอกไว้สำหรับป้องกันตนเองหรือเอาไว้หลอกลวงคนอื่น
เราไม่ใช่โจรในเครื่องแบบหรือโจรที่ใส่สูทผูกเน็คไท้ เฉกเช่น ปูเสฉวน ที่เข้าไปซ่อนตัวเองแอบแฝงอาศัยอยู่ในเปลือกหอยที่งามสง่า
เพื่อปกปิดความเป็นตัวตนที่ไร้คุณค่า
สุภาษิตที่ว่า คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ แต่ผมว่า คนหน้าตาดี ใจร้ายมีถมเถไป
บ้างก็ยึดติด ถือติดกับตำราโหง้วเฮ้ง แต่แปลกที่ คนฝาแฝดคู่ที่หน้าตาเหมือนกันมีมากมาย
โหง้วเฮ้งเดียวกัน คือ มีรูปลักษณ์ทางใบหน้าแบบเดียวกัน นิสัยใจคอกลับไม่เหมือนกันเลย
บางคน บางคู่มีนิสัยตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ
บางครั้งการสรุปคน โดยดูจากหน้าตาก็เป็นการตัดโอกาสที่เขาจะพิสูจน์ตัวเอง
ถ้าเอาหน้าตามากำหนด เป็นความดี ความชั่วของคน คนที่เกิดมาขี้เหร่ อัปลักษณ์
ก็จะเป็นคนชั่วตลอดกาล แก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ตราบใดที่หน้าตายังเหมือนเดิม
ถ้าอยากจะเป็นคนดีก็ต้องไปแปลงโฉมเปลี่ยนหน้าใหม่กระมัง
พี่น้องครับ ! คนเรานั้น เห็นหน้าแต่ไม่รู้ใจ พระเยซูเจ้าทรงสอนว่า จงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จที่มาหาท่าน
นุ่งห่มดุจแกะ แต่ภายใน เขาร้ายกาจดุจหมาป่า (มธ. 7:15)
แต่การที่จะรู้จักใคร เข้าใจใคร ให้ดูที่กิจการของผู้นั้น ก่อให้เกิดผลอย่างไร
ท่านรู้จักเขาได้ด้วยผลของเขา ผลองุ่นไม่ได้เก็บจากต้นไม้หนาม
ต้นไม่ดี
ย่อมให้แต่ผลดี เป็นการยืนยันว่า ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน
คนดีนั้น ย่อมเอาของดีออกจากคลังดีแห่งใจของตน และคนชั่วก็ย่อมเอา ของชั่วออกจากคลังชั่วแห่งใจของตน
(ลก. 6:45)
พี่น้องครับ ! จิตใจ คือสิ่งที่แยกคนดี ออกจากคนที่ยิ่งใหญ่ในสังคมแบบไทย
ๆ ผู้มีเกียรติมีศักดิ์ศรีและได้รับการยกย่อง มักจะเป็นผู้มียศฐาบรรดาศักดิ์
มีตำแหน่งหน้าที่การงานและมีอำนาจที่จะสั่งการ บังคับบัญชาคน สามารถให้คุณและให้โทษผู้อื่นได้
ส่วนมากได้แก่ บุคคลในเครื่องแบบ ซึ่งเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ในสายตาของคนไทย
แต่จะเป็นคนดีหรือไม่นั้น ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์จิตใจที่ซ่อนอยู่ภายในเขา
ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน
การมองภายนอกมองครั้งเดียวก็ทราบรูปพรรณสัณฐาน แต่ภายในจำเป็นต้องใช้เวลา
พระวรสารนักบุญยอห์น บทที่ 9 ข้อ 1 , 6-9 , 13-17 และ 34-38 ได้กล่าวถึง
พระเยซูเจ้าทรงรักษาคนตาบอดแต่กำเนิดที่เคยนั่งขอทาน แต่ถูกพวกฟาริสีขับไล่ออกไปเสียจากศาลาธรรม
เพราะเห็นว่าเขาเป็นคนที่เกิดมาในบาป เพราะเกิดมาตาบอด แต่กลับบังอาจอธิบายว่าผู้ที่รักษาเขาให้หายตาบอดนั้น
คือ พระผู้เผยพระวจนะหรือประกาศกและมาจากพระเจ้า เพราะสามารถทำเครื่องหมายอัศจรรย์ได้
และเมื่อคนที่เคยตาบอดนั้น ได้พบพระเยซูเจ้าอีกครั้งหนึ่ง เขาทูลว่า
ข้าพเจ้าเชื่อ และวางใจพระเจ้าข้า แล้วก้มลงกราบนมัสการพระองค์ พวกฟาริสีถึงแม้ตาจะมองเห็น
แต่เกิดความบอดมืดทางจิตวิญญาณเพราะมัวแต่เคร่งครัด ในส่วนที่เป็นเปลือกนอกไม่ไตร่ตรองในพระวาจา
แต่กลับคอยจับผิดพระองค์
การปฏิเสธพระผู้ทรงเป็นแสงสว่างส่องโลก ทำให้จิตใจตกอยู่ในความมืด เพราะตาเขามองเห็นแต่ไม่พยายามเข้าใจ
จิตใจมีอคติและจิตใจรีบปฏิเสธ ก่อนที่จะรับรู้สิ่งดี ๆ
ในหลาย ๆ ครั้ง ชีวิตของเราไม่มีโอกาสได้เพื่อนดี ๆ อีกสักคน เพราะเรารีบมีอคติกับเขา
เรารีบปฏิเสธเขา เพียงเพราะดูเขาจากภายนอก แล้วไปตัดสินเขาว่า เขาคือ คนไม่ดี
|