ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ (ยน.8:32)
คอลัมน์ประจำ:
หน้ารัง | ทักทายกะนายช่าง | คุยกันก่อน | มุมสนทนา | มุมบันเทิง | ป.ล.โมลิ่ง | บทความ | บทกวี | คำสอนคาทอลิก | มุมภาวนา | เสริมศรัทธา | ติดต่อเรา

บทความ เรื่องสั้น เรื่องแปล

มองให้ทะลุ
ศิรวิทย์

 
“พระเจ้าทอดพระเนตรไม่เหมือนมนุษย์ มนุษย์มองดูที่รูปร่างภายนอก แต่พระเจ้าทอดพระเนตรที่จิตใจ” (1 ซมอ. 16:7)

      ในยุคที่นิสิตนักศึกษารณรงค์เรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ ในช่วง 14 ต.ค. 16 ถึง 26 ต.ค. 19 ได้มีกระแสต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นตามมา เพราะตอนนั้นไทยเราเสียดุลย์การค้ากับญี่ปุ่นมาก โดยเฉพาะเรื่องเสื้อผ้า จึงมีการออกโรงรณรงค์ให้ใช้ผ้าที่ผลิตภายในประเทศ ได้แก่ ผ้าดิบ ผ้าฝ้าย แต่จะมีปัญหาเล็กน้อยเกี่ยวกับคุณภาพของผ้าที่เมื่อรีดแล้วไม่ค่อยจะเรียบเท่าไหร่ จึงเกิดเป็นแฟชั่นใหม่ในหมู่นิสิตนักศึกษาและนักเรียน คือ 5ย. ได้แก่ เสื้อยับ กางเกงยีน สะพายย่าม ผมยาว รองเท้ายาง ซึ่งผมเองเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะโดยปกตินิสัยของผมก็ไม่ชอบรีดเสื้อไปโรงเรียนอยู่แล้ว เป็นการประหยัดเวลา ประหยัดค่าไฟฟ้า และ เป็นความเท่ห์ที่สะดุดตา แม้เสื้อจะยับแต่ตั้งใจเรียนก็ใช้ได้แล้ว ไม่เห็นจะต้องอายใคร ส่วนการสะพายย่าม ผมใช้จนติดเป็นนิสัยจวบจนถึงปัจจุบันนี้ แม้แต่ตอนที่เป็นอาจารย์อยู่ โรงเรียนนายร้อย จปร. ผมชอบสะพายย่าม ขี่รถจักรยานเสือหมอบไปสอนหนังสือและเคยถูกรุ่นพี่ตำหนิว่า ทำตัวไม่สมกับสถานะความเป็นครูบาอาจารย์ แต่ผมคิดว่า ความรู้ที่ผมเอาไปสอนออกมาจากตำราด้วยกระบวนการที่ผ่านทางสองและจิตใจของผม ค่าของคนต้องอยู่ที่ผลของงาน มิเช่นนั้นแล้ว จะเป็นการสร้างค่านิยมที่ผิดให้กับนักเรียนนายร้อยที่เมื่อจบออกมารับราชการ ต้องใช้วัตถุเป็นเครื่องรับประกันคุณภาพและผดุงเกียรติยศศักดิ์ศรี จนลืมเรื่องของคุณธรรมไปเสีย เราไม่ได้ใช้การแต่งกายที่เป็นเพียงสิ่งภายนอก เปลือกนอกไว้สำหรับป้องกันตนเองหรือเอาไว้หลอกลวงคนอื่น เราไม่ใช่โจรในเครื่องแบบหรือโจรที่ใส่สูทผูกเน็คไท้ เฉกเช่น ปูเสฉวน ที่เข้าไปซ่อนตัวเองแอบแฝงอาศัยอยู่ในเปลือกหอยที่งามสง่า เพื่อปกปิดความเป็นตัวตนที่ไร้คุณค่า

     สุภาษิตที่ว่า คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ แต่ผมว่า คนหน้าตาดี ใจร้ายมีถมเถไป บ้างก็ยึดติด ถือติดกับตำราโหง้วเฮ้ง แต่แปลกที่ คนฝาแฝดคู่ที่หน้าตาเหมือนกันมีมากมาย โหง้วเฮ้งเดียวกัน คือ มีรูปลักษณ์ทางใบหน้าแบบเดียวกัน นิสัยใจคอกลับไม่เหมือนกันเลย บางคน บางคู่มีนิสัยตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ

      บางครั้งการสรุปคน โดยดูจากหน้าตาก็เป็นการตัดโอกาสที่เขาจะพิสูจน์ตัวเอง ถ้าเอาหน้าตามากำหนด เป็นความดี ความชั่วของคน คนที่เกิดมาขี้เหร่ อัปลักษณ์ ก็จะเป็นคนชั่วตลอดกาล แก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ตราบใดที่หน้าตายังเหมือนเดิม ถ้าอยากจะเป็นคนดีก็ต้องไปแปลงโฉมเปลี่ยนหน้าใหม่กระมัง

     พี่น้องครับ ! คนเรานั้น เห็นหน้าแต่ไม่รู้ใจ พระเยซูเจ้าทรงสอนว่า “จงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จที่มาหาท่าน นุ่งห่มดุจแกะ แต่ภายใน เขาร้ายกาจดุจหมาป่า” (มธ. 7:15)

     แต่การที่จะรู้จักใคร เข้าใจใคร ให้ดูที่กิจการของผู้นั้น ก่อให้เกิดผลอย่างไร

     “ท่านรู้จักเขาได้ด้วยผลของเขา ผลองุ่นไม่ได้เก็บจากต้นไม้หนาม…ต้นไม่ดี ย่อมให้แต่ผลดี” เป็นการยืนยันว่า ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน

      “คนดีนั้น ย่อมเอาของดีออกจากคลังดีแห่งใจของตน และคนชั่วก็ย่อมเอา ของชั่วออกจากคลังชั่วแห่งใจของตน” (ลก. 6:45)

      พี่น้องครับ ! จิตใจ คือสิ่งที่แยกคนดี ออกจากคนที่ยิ่งใหญ่ในสังคมแบบไทย ๆ ผู้มีเกียรติมีศักดิ์ศรีและได้รับการยกย่อง มักจะเป็นผู้มียศฐาบรรดาศักดิ์ มีตำแหน่งหน้าที่การงานและมีอำนาจที่จะสั่งการ บังคับบัญชาคน สามารถให้คุณและให้โทษผู้อื่นได้ ส่วนมากได้แก่ บุคคลในเครื่องแบบ ซึ่งเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ในสายตาของคนไทย แต่จะเป็นคนดีหรือไม่นั้น ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์จิตใจที่ซ่อนอยู่ภายในเขา ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน

       การมองภายนอกมองครั้งเดียวก็ทราบรูปพรรณสัณฐาน แต่ภายในจำเป็นต้องใช้เวลา

      พระวรสารนักบุญยอห์น บทที่ 9 ข้อ 1 , 6-9 , 13-17 และ 34-38 ได้กล่าวถึง พระเยซูเจ้าทรงรักษาคนตาบอดแต่กำเนิดที่เคยนั่งขอทาน แต่ถูกพวกฟาริสีขับไล่ออกไปเสียจากศาลาธรรม เพราะเห็นว่าเขาเป็นคนที่เกิดมาในบาป เพราะเกิดมาตาบอด แต่กลับบังอาจอธิบายว่าผู้ที่รักษาเขาให้หายตาบอดนั้น คือ พระผู้เผยพระวจนะหรือประกาศกและมาจากพระเจ้า เพราะสามารถทำเครื่องหมายอัศจรรย์ได้ และเมื่อคนที่เคยตาบอดนั้น ได้พบพระเยซูเจ้าอีกครั้งหนึ่ง เขาทูลว่า…

       “ข้าพเจ้าเชื่อ และวางใจพระเจ้าข้า” แล้วก้มลงกราบนมัสการพระองค์ พวกฟาริสีถึงแม้ตาจะมองเห็น แต่เกิดความบอดมืดทางจิตวิญญาณเพราะมัวแต่เคร่งครัด ในส่วนที่เป็นเปลือกนอกไม่ไตร่ตรองในพระวาจา แต่กลับคอยจับผิดพระองค์

      การปฏิเสธพระผู้ทรงเป็นแสงสว่างส่องโลก ทำให้จิตใจตกอยู่ในความมืด เพราะตาเขามองเห็นแต่ไม่พยายามเข้าใจ จิตใจมีอคติและจิตใจรีบปฏิเสธ ก่อนที่จะรับรู้สิ่งดี ๆ

      ในหลาย ๆ ครั้ง ชีวิตของเราไม่มีโอกาสได้เพื่อนดี ๆ อีกสักคน เพราะเรารีบมีอคติกับเขา เรารีบปฏิเสธเขา เพียงเพราะดูเขาจากภายนอก แล้วไปตัดสินเขาว่า เขาคือ คนไม่ดี

 

 

หน้ารัง

แนะนำบทความหรือส่งบทความของท่านมาได้ที่ webmaster@issara.com

2 December, 2005

copyright@issara.com. 2005 Product by issara™