| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : เรื่องสั้น-เรื่องแปล | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | เรื่องสั้น-เรื่องแปล | ||
เรื่องสั้น-เรื่องแปล |
"ยามอยู่ต่อหน้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า จงนิ่งเงียบเสียเถิด" (ศฟย. 1: 7) "พระเจ้าตายแล้ว!" นับตั้งแต่ที่นิทเช่ได้จากไป ก็ยังมีคนที่เชื่อเช่นนี้หลงเหลือตกรุ่นมาบ้างเหมือนกัน จึงมีการตกลงกันว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะจัดพิธีศพให้กับพระเจ้า พวกเขาขุดหลุมกว้างไว้ในสุสาน เพื่อทำพิธีปลงศพเป็นการล้อเลียน ผู้ร่วมพิธีมีทั้งพวกที่เรียกตัวเองว่าปัญญาชน นักศึกษา แอคติวิสท์ และที่ปรึกษาจากบริษัทไฮเทคโนโลยีอีกหลายคน โดยมีศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งเป็นประธานในพิธี ข้างหลุมที่เพิ่งขุดใหม่ในสุสาน สัปเหร่อชรายืนเก้กังอยู่ที่นั่น โดยไม่รู้เลยว่าพิธีการจะดำเนินต่อไปอย่างไร แต่เมื่อเขาได้ยินผู้ที่เรียกตัวเองว่า "ประธานในพิธี" กล่าวเสียงขรึมเหมือนแกล้งทำเล่นตามสูตรในพิธีว่า "ที่พวกเรามาร่วมชุมนุมกันที่นี่ในวันนี้" ชายชราก็ร้องโวยวายขึ้นมา "เดี๋ยวก่อน!" เขาโพล่งขึ้นท่ามกลางฝูงชน "โลงศพยังมาไม่ถึงเลย" มีเสียงหัวเราะคิกคักในหมู่ผู้ร่วมพิธี เพราะท่าทางที่จริงจังของสัปเหร่อเฒ่า มีบางคนพยายามดึงแกออกมา เพื่ออธิบายให้แกฟังว่ากำลังจะมีพิธีอะไร หลายคนล้อเลียนความพาซื่อของแก แต่คำอธิบายกลับทำให้เรื่องยุ่งยากเข้าไปอีก เพราะสัปเหร่อเฒ่าเป็นชาวคริสต์ที่เคร่งครัดศรัทธา ในสำนึกเถื่อน ๆ ของแก ยังไม่เคยคิดแม้แต่ว่าจะไม่เชื่อในพระเจ้า พอรู้ว่าพวกนี้คิดว่าพระเจ้าตายแล้ว ตะแกก็ร้องตะโกนลั่น "งี่เง่าอะไรอย่างงี้ พระเจ้ายังไม่ตายเว้ย ข้ายังได้ยินเสียงหัวใจของพระองค์เต้นอยู่" สภาพของสัปเหร่อเฒ่าในเวลานี้เป็นที่น่าหัวเราะเยาะของผู้คน บางคนแสยะยิ้มถากเอาว่า ที่พูดหมายความว่าไง สัปเหร่อเฒ่าตอบว่า "ตอนดึก ๆ ถ้าข้านอนไม่หลับ ข้าจะมานั่งเล่นในสุสานแห่งนี้ และบางครั้งถ้ามันเงียบพอ ข้าจะได้ยินเสียงหัวใจของพระองค์เต้นเป็นจังหวะ แต่ข้าขอบอกตามตรงว่า แต่ก่อนข้าเคยได้ยินเสียงหัวใจของพระองค์เต้นบ่อยมาก เพราะตอนนั้นในเมืองยังไม่มีเสียงอึกทึกคึกโครมขนาดนี้" หลายคนพูดเยาะเย้ยความคิดของแก เราจะได้ยินเสียงหัวใจของพระเจ้าที่ตายไปแล้วได้อย่างไร มีบางคนอยากทำให้วันนี้เป็นที่น่าจดจำสำหรับทุกคน เลยแนะนำให้ทุกคนกลับมารวมตัวกันที่สุสานอีกครั้งในค่ำวันนี้ เพื่อให้โอกาสแก่ "พระเจ้าที่ตายไปแล้ว" ได้ส่งเสียงเต้นของหัวใจเป็นครั้งสุดท้าย ทุกคนตกลงตามนั้น คืนนั้น คนกลุ่มเดิม (มีพวกที่ชอบหัวเราะเยาะคนอื่นมาร่วมด้วยอีกหลายคน เพื่อเตรียมสมน้ำหน้าสัปเหร่อเฒ่า) กลับมารวมตัวกันที่สุสานอีกครั้งเพื่อคอยฟังเสียงหัวใจของพระเจ้า สัปเหร่อเฒ่าก็อยู่ที่นั่นด้วย ใบหน้าของแกดูสงบอย่างยิ่ง แกมั่นใจว่าหากเงียบพอ ทุกคนจะได้ยินเสียงหัวใจของพระองค์ แต่โชคไม่ดีเลย คืนนั้นมีแต่เสียงจอกแจกจอแจตลอดคืน ทั้งเสียงเด็กร้องงอแง เสียงพ่อค้าบีบแตรรถเข็น เสียงรถยนต์ครางกระหึ่ม เสียงหวูดโหยหวนจากท่าเรือ เสียงกึงกังของรถไฟลอยฟ้า เสียงสเตริโอในรถยนต์ เสียงหึ่ง ๆ จากเครื่องปั่นไฟ และเสียงหวีดโหยของหวอรถพยาบาล - ดูเหมือนว่าเสียงรบกวนในเมืองใหญ่แห่งนี้จะไม่มีวันเงียบลงได้เลย เรื่องจึงกลายเป็นว่าสัปเหร่อเฒ่าไม่สามารถพิสูจน์สิ่งที่ตนเองเชื่อได้ เพราะตลอดคืนนั้นไม่มีใครได้ยินเสียงแห่งความเงียบเลย ทุกคนคิดว่าสุดท้ายเรื่องคงโอละพ่อตามเคย เพราะมันเป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ แต่ช้าก่อน ก่อนที่เราจะประกาศออกมาด้วยความสะใจว่า พระเจ้าตายแล้ว นั้น ถ้าเผื่อมีไอ้งั่งคนหนึ่งมายืนยันกับเราอีกว่า ผมเคยได้ยินเสียงหัวใจของพระองค์ ละ จะทำอย่างไร? ดังนั้นเพื่อเป็นการยืนยันแน่ชัดว่าลมหายใจสุดท้ายของพระเจ้านั้นดับไปนานแล้ว และทำให้สัปเหร่อหน้าเซ่อนั่นยอมแพ้อย่างสิ้นเชิง จึงมีการนัดแนะให้ทุกคนมารวมตัวกันกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า แต่คราวนี้จะเป็นที่สงัดนอกเมือง การรวมพลคนไม่เชื่อพระเจ้าเป็นไปตามแผนการที่วางเอาไว้ แต่ไม่ได้ผลอะไรมากนัก เพราะมีเสียงจอกแจกจอแจดังรบกวนอยู่ตลอดคืน อีกหนึ่งสัปดาห์พวกเขานัดรวมพลกันที่ริมทะเล แต่ก็เหลวตามเคย พวกเขาจึงตกลงนัดรวมพลกันเป็นครั้งสุดท้ายในทะเลทรายรกร้างที่ห่างจากเมืองไปหลายร้อยไมล์ ในคืนนัดหมายนั้น ทุกคนมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง สัปเหร่อเฒ่าก็มาด้วย โดยนำเงินที่สะสมมาตลอดชีวิตมาใช้เป็นค่าเดินทาง "นรกแท้ ๆ" แกรำพึงรำพัน "ไอ้คนมีการศึกษาพวกนี้มาที่นี่เพื่อพิสูจน์ว่า พระเจ้าตายแล้ว ส่วนไอ้พวกนั้นแห่ตามมาเพื่อเชื่อในสิ่งที่ไอ้พวกแรกพูด ที่นี่มีพวกไอ้งั่งทั้งนั้น ข้าจะไม่ยอมร่วมวงกับพวกมันแน่ ๆ" แกมั่นใจว่าพระเจ้าจะต้องกู้หน้าให้แกแน่แท้ พวกใจดื้อด้านหัวเราะเยาะในความงมงายของแก และท้าพนันถึง 20 ต่อ 1 ว่าจะไม่มีใครได้ยินเสียงหัวใจของพระเจ้าเลยในคืนนี้ แกตกลงรับคำท้าทันที บรรยากาศเปลี่ยวร้างกลางทะเลทรายที่มืดมิดทำให้ทุกคนแทบประสาทเสีย ยกเว้นสัปเหร่อเฒ่าเพียงคนเดียว ความเงียบสงบเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเคยประสบมาก่อน ในตอนแรกมันเหมือนการตกอยู่ในสภาวะสูญญากาศที่น่าขนพองสยองเกล้า มีแต่ความว่างเปล่าที่กดทับดูน่าอึดอัด ความสันโดษที่สั่นคลอนไปถึงวิญญาณก่อให้เกิดความสงบเย็นและปีติลึกล้ำ ก่อนที่ฝูงชนจะเริ่มสงบและรับรู้ถึงความเงียบในหัวใจของตนเอง พวกเขารู้สึกหงุดหงิด กระวนกระวายใจ คล้ายมีบางสิ่งกำลังบีบเค้นที่หัวใจ ความสงบรำงับที่ลอยอวลอยู่ในทะเลทรายได้เปิดเผยให้พวกเขาพบกับความสงบในหัวใจของตนเอง และแล้วบางคนก็เริ่มตะโกนขึ้นมา "ได้ยินแล้ว! ฉันได้ยินแล้ว ฉันได้ยินเสียงเต้นของหัวใจ" พวกเขานิ่งฟังอย่างตั้งใจ บางคนรับว่า "ฉันก็ได้ยินเหมือนกัน" อีกกลุ่มกระซิบกระซาบ "พระเจ้า ฉันก็ได้ยินเหมือนกัน มันเป็นเสียงเดียวกับที่ฉันเคยได้ยินตอนที่ฉันรู้สึกว่ามีความสุขเมื่อได้ทำความดีกับคนอื่น" สัปเหร่อเฒ่ายิ้มร่าด้วยความยินดี แกได้พิสูจน์ให้พวกเขาเห็นแล้วว่าสิ่งที่แกพูดเป็นความจริง แกจะได้กลับไปอยู่อย่างสงบที่สุสานของแกเสียที แกนึกขำที่เอาชนะพนันเจ้าพวกโง่แต่อวดฉลาดพวกนั้นได้ ฮ่า ๆ เห็นหรือยังว่า พระเจ้ายังไม่ตายเว้ย พระองค์ยังคงอยู่ และเตะพวกนั้นเสียกระเด็นไปเลย เรื่องนี้คงจะจบบริบูรณ์ไม่ได้ ถ้าไม่ได้กล่าวถึงการที่คนไม่เชื่อพระเจ้ากลุ่มนั้นคุกเข่าลง และยอมรับถึงการสถิตอยู่ของพระเป็นเจ้าผู้ทรงชีวิต แต่ในโลกที่บิดเบี้ยวใบนี้ มีน้อยสิ่งเหลือเกินที่จะสมบูรณ์ไปเสียทั้งหมด กับเรื่องในทะเลทรายคืนนี้ก็เช่นกัน มีทั้งคนที่ได้ยินเสียงหัวใจของพระเจ้าและคนที่ไม่ได้ยินอะไรเลย (ในกรณีหลังนี้ สัปเหร่อเฒ่าของเราต้องเสียพนันให้คนพวกนั้น แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ยังไงแกก็ได้กำไรอยู่ดี) ทำไมพวกเขาไม่ได้ยินอะไรเลยน่ะหรือ? บางทีอาจเป็นเพราะพวกเขาไม่รู้จักฟังเสียงของพระเจ้าก็เป็นได้ คนบางคนไม่เคยฟังอะไรเลย สมัยก่อนพระเจ้าตรัสกับมนุษย์ผ่านทางลมพายุ แต่เดี๋ยวนี้มีเครื่องบินจัมโบ้บินกระหึ่มอยู่เหนือหัวเรา แถมมีวอร์คแมนเหน็บอยู่ในหูเราอีก ต่อให้ลมพายุกี่ลูกก็ไม่คณาหูเราหรอก ดังนั้นพระเจ้า ผู้มีจินตนาการล้นเหลือ จึงเลือกเอาด้านตรงข้ามของเสียงมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งก็คือ ความสงบเงียบ นั่นเอง และบ่อยครั้ง มันก็ได้ผลเสียด้วยสิ | |
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001