"ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงตั้งยามเฝ้าปากของข้าพระองค์
ขอรักษาประตูริมฝีปากของข้าพระองค์ ขออย่าให้จิตใจข้าพระองค์เอนเอียงไปหาความชั่วใดๆ
หรือให้ข้าพระองค์สาละวนอยู่กับการชั่วร้าย" (สดุดี 141.3-4)
เมื่ออ่านหนังสือสดุดีในพระคัมภีร์เก่า ฉันมักจะฉงนกับคำภาวนาของกษัตริย์ดาวิดเสมอ
เพราะเป็นคำภาวนาแปลกๆ ยากที่จะเข้าใจ และเหมือนจะเกินจริง แต่เห็นถึงความตั้งใจของดาวิดที่ไม่อยากอยู่ในวังวนของความบาป
ท่านจึงภาวนาทูลขอต่อพระเจ้าตรงๆ และหนังสือสุภาษิตก็เตือนสติเรื่องการพูดไว้มากมายเช่นกัน
เรื่องของคำพูดในพระคัมภีร์ใหม่ จดหมายของนักบุญยากอบเน้นเรื่องความเชื่อที่นำไปปฏิบัติเป็นรูปธรรม
ทันทีที่อ่านตั้งแต่บทแรกถึงบทที่สาม ฉันคิดถึงคำภาวนาของดาวิดในสดุดี
และคำสอนเตือนสติในสุภาษิตว่าแท้จริงแล้ว เรื่องของปากหรือลิ้นนี้สำคัญมาก
เช่น ยากอบ 1.19 กล่าวว่า "จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ"
ข้อ 26 "ถ้าผู้ใดเข้าใจว่าตัวเองเป็นคนมีธัมมะและมิได้สงบปากคำ แต่หลอกลวงตัวเอง
ธัมมะของผู้นั้นก็ไม่เกิดประโยชน์"
ยากอบบทที่ 3.1-12 กล่าวถึงเรื่องของลิ้น อวัยวะเล็กๆ ที่อยู่ภายในปาก
ซึ่งสำคัญยิ่งต่อมนุษย์ทุกคน เพราะว่า
1. เล็กจริง พิษร้ายเหลือ
ข้อ 2 "เพราะเราทุกคนทำผิดพลาดไปหลายๆ อย่าง ถ้าผู้ใดมิได้ทำผิดทางวาจา
ผู้นั้นเป็นคนดีรอบคอบแล้ว และสามารถบังคับทั้งตัวไว้ได้ด้วย"
ข้อ 5 "ลิ้นก็เช่นเดียวกัน เป็นอวัยวะเล็กๆ และอวดอ้างเรื่องใหญ่ๆ"
ยากอบชี้ให้เห็นว่า ลิ้น อวัยวะเล็กๆ นี้แหละถ้าใครก็ตามสามารถควบคุมไม่ให้มันทำผิดพลาดได้
คนนั้นจะบังคับตัวเองได้ทั้งหมด ข้อ 5 ยากอบบอกว่า ลิ้น เป็นอวัยวะเล็กๆ
แต่ชอบอวดอ้างสิ่งใหญ่ โดยเฉพาะคนที่ชอบโม้ โอ้อวด ชอบให้สัญญา ภาพนี้ฉันมักจะคิดถึงนักการเมืองตอนหาเสียง
ผู้สมัครแทบทุกคนและทุกๆพรรคการเมืองจะใช้ปากเป็นอาวุธ ทั้งเชือดเฉือน
ใส่ร้ายป้ายสีกันเอง ทั้งให้สัญญากับประชาชนมากมาย จนฉันงงว่าใครพูดความจริงกันแน่!!!
ข้อ 6 "และลิ้นนั้นเป็นไฟ ลิ้นเป็นโลกที่ไร้ธรรมในบรรดาอวัยวะของเรา
เป็นเหตุให้ทั้งกายมลทินไป ทำให้วัฏฏะแห่งชีวิตเผาไหม้ และมันเองก็ติดไฟโดยนรก"
ยากอบชี้ให้เห็นความร้ายกาจของลิ้น ซึ่งเปรียบกับไฟและมันเผาผลาญทำลายทุกๆ
สิ่ง ที่มันเข้าใกล้ งูพิษมันใช้เขี้ยวกัดเพื่อฝังพิษ แต่ลิ้นมนุษย์ร้ายดุจยาพิษ
เช่น แช่งด่าผู้อื่น คือทำให้คนอื่นเสียใจแล้วรู้สึกสะใจ หรือลิ้นของบางคนทำให้คนฆ่าตัวตายมามากต่อมาก
เช่น พ่อ แม่ ที่ด่าลูก ดูถูกลูกๆ แช่งด่าลูกจนทำให้ลูกๆ ฆ่าตัวตาย ทำนองเดียวกันวาจาของลูกๆ
ทำให้พ่อแม่ช้ำใจ จนบางคนถึงกับน้อยใจฆ่าตัวตาย นอกจากนั้น ก็เป็นคำด่าหรือตำหนิของครู/อาจารย์ที่ทำให้ศิษย์เสียใจ
และบ่อยครั้งคำพูดของคู่รัก หรือสามีภรรยาที่ด่า ตำหนิกัน จนทำให้อีกฝ่ายน้อยใจจนต้องปลิดชีวิตลาโลกไปมากต่อมากแล้ว
คริสตชนต้องตระหนักว่า การใช้วาจาหรือลิ้นไม่ถูกต้อง พระเจ้าทรงเกลียดชังมาก
กษัตริย์ซาโลมอนได้กล่าวไว้ในหนังสือ สุภาษิตบทที่ 6 ว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียด
หรือน่าเกลียดน่าชังเกี่ยวกับ "ลิ้น" ก็ คือ
(1) ลิ้นมุสา ซึ่งทำลายทั้งตัวเองและคนอื่น ในหนังสือวิวรณ์ กล่าวถึงคนที่ต้องอยู่ในบึงไฟ
มีคนมุสารวมอยู่ด้วย (วิวรณ์ 21.8)
(2) พยานเท็จซึ่งเป็นการทำลายผู้อื่นด้วยวาจาที่มุสาสร้างหลักฐานเท็จ
(3) ผู้หว่านความแตกร้าวเป็นการทำลายความสงบของคนหมู่มาก หรือพูดได้ว่าทำลายสังคม
ในหนังสือสุภาษิตอีกหลายบทกล่าวถึงการใช้ลิ้นพูดไม่ดี พูดมุสา ลักษณะของคำพูดไม่ดี
เช่น คนโง่พูด เขาจะนำเสนอความจริงแบบผิดๆ ด้วยการกล่าวเกินจริงหรือคำไม่ดีอาจจะมีความจริงในแง่ข้อเท็จจริง
แต่พูดในเวลาที่ไม่เหมาะสม หรือด้วยความตั้งใจที่ประสงค์ร้าย นอกจากนี้ก็คือคนที่ใช้ลิ้นในการเยาะเย้ยหรือดูหมิ่น
เพราะลิ้นที่ชอบเยาะเย้ยก็จะใช้คำพูดทำร้ายคนอื่น ใน สุภาษิตก็เตือนว่า
"คำพูดที่ไม่ดี" จะทำลายความสัมพันธ์เพราะก่อให้เกิดความแตกแยก
ลิ้นมุสานำเสนอความจริงแบบผิดๆ และหลอกหลวง ในสุภาษิต 14 กล่าวถึงความรุนแรงของคำมุสาในศาล
เช่น "พยานที่ซื่อสัตย์ไม่มุสา แต่พยานเท็จหายใจเป็นคำมุสาออกมา"
(สุภาษิต 14.5 ) และ "พยานซื่อตรงช่วยชีวิตให้รอด แต่ผู้ที่เปล่งคำมุสาขายคน"
(ข้อ 25)
มีเรื่องเล่าถึงสตรีนางหนึ่งที่เธอชอบนินทาใส่ร้ายป้ายสี มีความสามารถปั้นเรื่องต่างๆ
เพื่อนินทาผู้อื่น แล้วตัวเองได้ความสะใจที่เห็นคนอื่นเจ็บปวด ท้อแท้ สิ้นหวัง...วันหนึ่ง
นางได้ขอคำปรึกษากับบาทหลวงเพราะอยากเลิกนิสัยนี้ พระสงฆ์ท่านนี้ได้บอกให้นางนำหมอนใบหนึ่งมา
และให้ไปที่ยอดเขา พร้อมกับฉีกหมอนออก ปล่อยให้นุ่นนั้นลอยไป หลังจากนั้นขอให้เธอเก็บนุ่นที่ลอยไปกลับไปยัดที่หมอนดังเดิม....สักพักใหญ่นางกลับมาหาคุณพ่อพร้อมกับหมอนที่ว่างเปล่า
สตรีนางนี้เล่าให้คุณพ่อฟังว่า เมื่อเธอปล่อยนุ่นลอยออกไปนั้น นุ่นกระจายไปทั่วทุกทิศ
เธอจึงไม่สามารถเก็บมันมายัดกลับในหมอนได้อีก บาทหลวงจึงบอกเธอว่า นั่นแหละคือคำตอบ
เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอพูดจาว่าร้าย นินทาคนอื่น ข่าวนั้นก็จะแพร่กระจายออกไปจนยากที่จะนำคำพูดกลับคืน
ดังนั้นผลร้ายของการนินทาจึงทำให้คนอื่นได้รับความเสียหาย และยากยิ่งที่ผู้นินทาจะแก้ข่าวได้
2. ต้องฝึกฝนการใช้ลิ้น
เราคงจะยอมรับความจริงว่าการใช้ลิ้นพูดไม่ยาก แต่การจะพูดให้ได้เนื้อหาสาระค่อนข้างยากเหมือนกัน
ใครก็ตามที่ชอบพูดโม้โอ้อวด พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้เราโอ้อวดเรื่องนี้
"...ให้ผู้อวดอวดในสิ่งนี้คือการที่เขาเข้าใจและรู้จักเรา ว่าเราคือพระเจ้า
ทรงสำแดงความรักมั่นคง ความยุติธรรม และความชอบธรรมในโลก เพราะว่าเราพอใจในสิ่งเหล่านี้"
(เยเรมีย์ 9.24) นี่คือพระดำรัสของพระเจ้าที่มาถึงคริสตชนที่ชอบพูดชอบอวด
ให้อวดเรื่องพระเจ้าและพระราชกิจในชีวิตของพวกเรา
" เพราะสัตว์เดียรัจฉานทุกชนิด ทั้งนก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ในทะเลเลี้ยงให้เชื่องได้
และมนุษย์ก็ได้เลี้ยงให้เชื่องแล้ว...แต่ลิ้นนั้นไม่มีมนุษย์คนใดสามารถทำให้เชื่องได้
ลิ้นเป็นสิ่งที่ชั่วอยู่ไม่สุขและเต็มไปด้วยพิษร้ายถึงตาย" (ยากอบ
3.7-8)
เมื่อยากอบพูดถึงสัตว์ว่าสามารถฝึกฝนได้ ฉันคิดถึงปัญญาของสัตว์ที่พระเจ้าทรงสร้างทำให้พวกมันปรับตัวในการดำรงชีวิต
เช่น "มีสี่สิ่งในแผ่นดินโลกที่เล็กเหลือเกิน แต่มีปัญญามากเหลือล้น
มด เป็นประชากรที่ไม่แข็งแรง แต่มันยังเตรียมอาหารของมันไว้ในฤดูแล้ง ตัวกระจงผาเป็นประชากรที่ไม่มีกำลัง
แต่มันยังสร้างบ้านของมันในซอกหิน ตั๊กแตนไม่มีราชา แต่มันยังเดินขบวนเป็นแถว
ตุ๊กแกนั้น เจ้าเอามือจับได้แต่มันยังอยู่ในพระราชวัง" (สุภาษิต 30.24-28)
ยากอบกล่าวว่า สัตว์เดียรัจฉานทุกชนิดฝึกฝนได้ และเลี้ยงให้เชื่องได้ ผู้อ่านคงพอจะมีภาพของสัตว์ต่างๆ
ที่มนุษย์นำมาเลี้ยงมาฝึก เช่น ลิงซนๆ มนุษย์นำมาฝึกฝน ใช้งานเก็บมะพร้าว
เล่นละคร ขี่จักรยาน สุนัข สุนัขเป็นสัตว์คู่ทุกข์คู่ยากของมนุษย์ ในประเทศไทยมีโรงเรียนฝึกสุนัขหลายแห่ง
สนนราคาค่าเล่าเรียนค่อนข้างแพงทีเดียว ฉันเคยไปเยี่ยมชมโรงเรียนฝึกสุนัข
และได้คุยกับครูฝึกสุนัข ถึงวิธีการอบรมนักเรียนของเขา ครูเล่าว่า ขั้นตอนแรกของการฝึก
คือ เขาต้องฝึกให้สุนัขฟังเป็นก่อน คือ ฟังคำสั่งง่ายๆ ของครู เช่น ลุก
นั่ง นอน หมอบ ฯลฯ เมื่อฟังคำสั่งคล่องแล้ว จึงเพิ่มบทเรียนให้ สุนัขได้ช่วยประโยชน์ทางราชการทหาร
ตำรวจ เช่น ตรวจค้นยาเสพติด ค้นหาอาวุธ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ช่วยคนตาบอด
ช่วยเฝ้าบ้าน และเป็นเพื่อนมนุษย์ เป็นต้น ช้าง ประเทศไทยมีชื่อเสียงเรื่องช้าง
ซึ่งมีปางช้างมากมาย มีโรงเรียนฝึกช้าง ช้างใช้ลากซุง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่รถบรรทุกเข้าไม่ถึง
บางทีก็น่าเวทนาที่ช้างบางเชือกขณะที่ทำงานในป่า ก็โดนระเบิดที่มนุษย์วางดักไว้
ปัจจุบันช้างจำนวนมากถูกฝึกเพื่อการบันเทิง เช่น ในสถานท่องเที่ยวจะมีการแสดงโชว์ช้าง
ใช้ช้างทำศึก แห่ขันหมาก แห่นาค เล่นบอล เต้นรำ ว่ายน้ำ ชักเย่อ เล่นดนตรี
เล่นเกมต่างๆ หรือกระทั่งนวด (บางตัวก็ทะลึ่ง!!!) นกพิราบ อันที่จริงนกพิราบเป็นเครื่องหมายของพระจิตและสันติภาพ
คนได้ฝึกให้ส่งข่าว หรือปัจจุบันมีการฝึกเพื่อบินแข่งขันกันเป็นต้น นอกจากนี้มีสัตว์อีกมากมายหลากหลายชนิดที่มนุษย์สามารถฝึกฝน
และสื่อสารกับพวกมันได้
ข้อที่ 8 บอกว่าลิ้นเลี้ยงไม่เชื่อง ชั่วร้าย ไม่มีใครสามารถบังคับมันได้
ลิ้นกระทำแต่สิ่งที่ชั่วเต็มด้วยยาพิษ พิจารณาตามท่านยากอบแล้วไม่มีใครน่าคบเลย
"เราทั้งหลายสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระบิดาด้วยลิ้นนั้น และด้วยลิ้นนั้นเราก็แช่งด่ามนุษย์.....คำสรรเสริญและแช่งด่าออกมาจากปากอันเดียวกัน..."
(ยากอบ 3.9-10) ยากอบย้ำเตือนสติกับพวกเราว่า ลิ้นเดียวที่เรามีอยู่นี้
เราใช้ทั้งสรรเสริญพระเจ้าและพูดจาหยาบคาย ติฉินนินทาให้ร้ายเพื่อนมนุษย์
ดูตัวอย่างประกาศกอิสยาห์ เมื่อเริ่มรับกระแสเรียกของพระเจ้าเพื่อเป็นประกาศก
สิ่งแรกที่ท่านทำคือ สารภาพบาปโดยสำนึกตัวเองว่าเป็นคนริมฝีปากไม่สะอาด
และอยู่ในหมู่ชนชาติริมฝีปากไม่สะอาด (อิสยาห์ 6.5) พระเจ้าทรงให้เซราฟิมใช้คีมถ่านเพลิงจากแท่นบูชาถูกต้องปากเพื่อลบกรรมชั่วและมลทินบาป
แล้วอิสยาห์ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าที่ทรงเรียกเขาให้รับใช้พระองค์
(ดู อิสยาห์ 6.6-9)
ลิ้นเล็กๆ ของเราแต่ละคน ก็เป็นตัวแทนของสิ่งที่ซ่อนภายในตัวเรา ไม่ว่า
ความคิด ทัศนคติ ความเชื่อ ความหวังใจ ในพระวรสารลูกา 6.45 ยืนยันว่า "คนดีก็ย่อมเอาของดีออกจากคลังดีแห่งใจของตน
และคนชั่วก็ย่อมเอาของชั่วจากคลังชั่วแห่งใจของตน ด้วยใจเต็มไปด้วยอะไรปากก็พูดออกมาอย่างนั้น"
ฉันจึงคิดว่า การที่เราจะให้ลิ้นเราสื่อสารออกมาอย่างไร เราต้องฝึกที่ใจที่สมองก่อน
ตราบใดที่มีใจอคติ คิดแต่สิ่งร้ายๆ ความคิดนั้นถูกส่งไปที่สมองสั่งให้ลิ้นพูดออกเป็นวาจา
ดังนั้นคำพูดที่เปล่งออกมาก็ไม่น่าฟัง หรือทำร้ายทำลายผู้อื่นไปเลย ด้านนักจิตวิทยาบอกว่า
ต้องหัดคิดในแง่บวก เพราะการคิดในแง่บวกจะสามารถเข้าใจคนอื่น สามารถเสริมสร้างผู้อื่น
เท่าที่กล่าวมาดูเหมือนเป็นเรื่องยากมาก สำหรับคนที่ชอบพูด พูดไม่คิดหรือพูดตามอารมณ์ตัวเอง
ความจริงแล้วคริสตชนไม่ได้อยู่คนเดียว พระเยซูคริสต์ทรงเข้าใจถึงความอ่อนแอของมนุษย์
ดังนั้นก่อนจะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พระองค์ทรงสัญญาว่าจะส่งพระผู้ช่วยแก่เรา
นั่นคือพระจิตเจ้า นักบุญเปาโลเตือนคริสตชนว่า ในการดำเนินชีวิตต้องสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า
เป็นเครื่องป้องกันตัว เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่เรากำลังต่อสู้กับเทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดของโลกนี้
ต่อสู้กับจิตชั่ว เปาโลเตือนให้ทุกคนมั่นคง เอาความจริงคาดเอว เอาความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก
เอาข่าวดีเป็นรองเท้า เอาความเชื่อเป็นโล่ เอาความรอดเป็นหมวกเหล็ก และถือพระแสงของพระจิตคือพระวาจา
และเป็นนักภาวนา (เอเฟซัส 5.10-18)
แบร์รี มิลเลอร์ เขียนในหนังสือ "สุนัขจิ้งจอกตัวเล็กที่ทำลายสวนองุ่น"
ตอนออกค้นหาจิ้งจอกสีเทาว่า การใช้คำพูดหรือการไม่พูดของเราเป็นสีเทา และสีเทาในชีวิตมักจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง
"...คำดูหมิ่น คำสาปแช่ง คำที่ไร้เมตตา คำวิพากษ์วิจารณ์ คำเหล่านี้จะเปรียบเสมือนรอยเปื้อนสกปรกที่ติดอยู่บนกำแพงที่สวยงามในชีวิตของเรา"
เมื่อคริสตชนควบคุมลิ้นไม่ได้ คำพูดเป็นสีเทา เท่ากับเขาได้ทำลายพยานชีวิต
นักปราชญ์กล่าวว่าการที่เราจะพูดเรื่องคนอื่นต้องตรวจสอบสามประการคือ
(1) เป็นความจริงไหม
(2) มีความเมตตาไหม และ
(3) เป็นสิ่งจำเป็นไหม
หนทางเดียวในการกำจัดสีเทาหรือความบาปจากการใช้ลิ้นคือ การยอมจำนนถวายชีวิตให้พระเยซูคริสตเจ้าครอบครอง
จิตวิญญาณเราเป็นเช่นไร คำพูดที่เปล่งออกมาก็เป็นเช่นนั้น พระคริสต์เท่านั้นทรงสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตภายในของเราได้
" ลิ้นที่สุภาพเป็นต้นไม้แห่งชีวิต แต่ลิ้นตลบตะแลงทำน้ำใจให้แตกสลาย"
(สภษ 15.4)
" ถ้อยคำแช่มชื่นเหมือนรวงผึ้ง เป็นความหวานแก่วิญญาณจิตและเป็นอนามัยแก่ร่างกาย"
( สภษ 16.24 )