issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระ "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ
article
สังคมยัดเยียด
พีรพัฒน์ ถวิลรัตน์

บางคราว บางท่านอาจจะเคยคิดว่า “ทุกข์ของคนเมืองในสังคมยุคนี้คือ การไม่รู้จักความจริง”

ในอดีตผู้ที่ต้องการความรู้ต้องแสวงหาอาจารย์ ต้องไปอยู่กับอาจารย์ บ้างก็ต้องไปเป็นเด็กวัด เพื่อจะได้เรียนวิชาความรู้จากพระภิกษุ ปัจจุบันครูต้องไปแสวงหาโรงเรียนที่จะสอน เพราะที่นั่นมีลูกศิษย์ เด็กๆ ก็ถูกบังคับให้ไปเรียน ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระบบที่ทุกคนต้องเดินตาม

สมัยก่อนสังคมเกษตรใครอยากกินอะไรก็ปลูก เหลือจึงนำไปแลกเปลี่ยนซื้อขายกัน สมัยนี้ไม่มีที่จะปลูก มิหนำซ้ำสินค้านานาชนิดก็ถูกเสนอขายด้วยกลวิธีต่างๆ สินค้าถูกยัดเยียดในช่วงเวลาบันเทิง ดูโทรทัศน์ ดูกีฬา แม้แต่ข่าวก็มีโฆษณา หนักเข้าก็โฆษณากันถึงปากประตูบ้าน อย่างนี้ไม่เรียกว่า สังคมยัดเยียดแล้วจะเรียกว่าอะไรดี

สังคมยุคนี้ยัดเยียดสิ่งต่างๆ ให้เรามากมายหลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ถูกลืมไปคือความจริง ความจริงกลายเป็นเรื่องของกลวิธีที่ใช้ชักจูงผู้คนให้คล้อยตามความเห็นของเรา ความจริงแท้จึงเป็นสิ่งที่หาอยากเต็มกลืนในสังคมปัจจุบัน

ความจริงไม่มีเวลาและไม่ขึ้นกับเวลา ความจิรงมีอยู่แล้วและรอเราผู้แสวงหาผู้ที่จะเป็นอิสระจากพันธนาการต่างๆ ความจริงทำให้เรามีความสุข มีพลังลึกๆ ในใจ ความจริงทำให้เรานิ่ง แต่ไม่เฉยเมยต่อผู้อื่น เพราะความจริงทำให้เรารู้ว่าเราเป็นใคร และควรทำสิ่งใด

ผลพวงของสังคมจอมปลอมทำให้เราเหงา เปล่าเปลี่ยว แต่ความจริงทำให้เราเข้มแข็ง มีรากแห่งชีวิตที่ลึกซึ้ง แม้โดดเดี่ยวจะไม่รู้สึกเดียวดาย ผู้ที่รักการอ่านมักจะไม่รู้สึกเหงา ยิ่งหนังสือดีคุณค่ามากเท่าไหร่ ความเหงายิ่งห่างไกลเขามากเท่านั้น เพราะโลกของการอ่านทำให้มนุษย์เกิดปัญญา ปัญญานำไปสู่ความจริง และความจริงทำให้เราเป็นอิสระ

สังคมเกิดขึ้นเพราะมีความสัมพันธ์ต่อกันระหว่างบุคคลในสังคม ความสัมพันธ์เป็นเรื่องของความรัก ความเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจกันก็มีความสัมพันธ์กันไม่ได้ ทว่าความสัมพันธ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นเพราะประโยชน์ก็เป็นความสัมพันธ์ชั่วคราว ดังนั้นจึงต้องมีกฎกติกาต่างๆ ขึ้นมา เพื่อประคับประคองความสัมพันธ์นี้ให้ดำรงอยู่ต่อไปเท่าที่จะทำได้ และบ่อยครั้งที่สังคมพยายามยัดเยียดกติกานี้ให้บุคคลทุกคนถือตาม โดยปราศจากความเคารพในความเป็นบุคคลของเขา ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลตัวอย่างเด่นๆ เช่น เรื่องวันสะบาโต พวกฟาริสีเน้นกฎ มีกฎระเบียบที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ขณะที่พระเยซูเจ้าเน้นบุคคล เห็นว่าบุคคลย่อมสำคัญกว่ากฎระเบียบ ระเบียบมีไว้เพื่อช่วยบุคคลในสังคมให้อยู่ได้อย่างเป็นปกติสุข

อย่างไรก็ตาม สังคมก็มิใช่อะไรอื่นหาแต่คือกลุ่มบุคคลที่รวมตัวกัน สังคมจะดีหรือเลวร้ายเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับบุคคลในสังคม เราจึงควรจะช่วยกันจรรโลงสังคมให้น่าอยู่ ไม่ตกเป็นทาสของเศษเสี้ยวความจริงที่ออกมาในรูปแบบต่างๆ หากแต่ควรแสวงหาความจริงเที่ยงแท้เท่าที่จะสามารถทำได้

หากรู้ความจริงประการใดแล้ว ก็ไม่ควรยัดเยียดความจริงให้กับผู้อื่น แต่ควรช่วยให้เขารู้ความจริงตามแต่ความสามารถของเขา

จริงอยู่ แม้การไม่รู้จักความจริงจะนับได้ว่าเป็นทุกข์ แต่การถูกยัดเยียดให้ต้องยอมรับความจริง โดยที่เขาไม่ต้องการก็นับว่าเป็นทุกข์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย เพราะความจริงมีความรักแฝงอยู่

ดังนั้น "หากถ่ายทอดความจริงโดยปราศจากความรักก็ไม่แน่นักว่าความจริงนั้นจะเป็นความจริงที่สมบูรณ์

 

หน้ารัง | บทความ

28 พฤษภาคม 2004
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2004