| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง | ||
ขอสลับฉากเล่าสิ่งละอันพันละน้อยแซมเหตุการณ์ที่ผมไปสองคอนด้วยนะครับ คราวนี้ อยากเล่าเรื่องประเภทต้องลดเสียงกระซิบตอนเล่า ใครไม่เชื่อเรื่องพรรค์นี้ก็ผ่านไปได้เลยนะครับ ส่วนใครที่กลัวๆกล้าๆ อยากฟังก็อยาก แต่หวาดๆด้วย อย่างนั้น หามุมเหมาะ แล้วกระเถิบล้อมวงเข้ามาเลยครับ เรื่องแรกเป็นเรื่องที่ซิสเตอร์คณะรักกางเขนท่าแร่ เล่าให้ฟังในฐานะเป็นผู้ประสบเหตุด้วยตัวเอง ท่านเล่าว่าเมื่อก่อนที่สักการสถานจะสร้างเสร็จนั้น โลงแก้วของมรณสักขีทั้งเจ็ดก็ตั้งไว้บนชั้นสองของบ้านพัก วันหนึ่ง กลางวันแสกๆนี่ล่ะครับ ซิสเตอร์และเพื่อนซิสเตอร์อีกคน เดินขึ้นชั้นบน เปิดประตูเข้าไปในห้องเก็บโลงแก้ว ปรากฏว่าสิ่งที่ทั้งสองคนเห็นเหมือนๆกันก็คือ หุ่นปั้นบุญราศีพรที่นอนอยู่ในโลงแก้วกำลังยกมือยกแขนบิดขี้เกียจ! เพื่อนซิสเตอร์ร้องลั่นแล้ววิ่งหนีลงชั้นล่างทันที ส่วนซิสเตอร์เองตกใจพูดอะไรไม่ออก พอขยี้ตามองอีกครั้ง หุ่นบุญราศีก็กลับมาในอยู่ท่าเดิมแล้ว ซิสเตอร์ได้กรุณาเล่าให้ผมฟังในบ่ายวันแรกที่ผมมาถึงเลยล่ะครับ ขอบพระคุณมาก ฮึ่ม! เพราะนับแต่นั้นมา เมื่อใดก็ตามที่ผมเข้าไปชมหุ่นบุญราศีที่หลังวัด ผมเป็นต้อง "ได้ลุ้น" แบบลับๆ โดยเฉพาะเวลามาหยุดต่อหน้าหุ่นบุญราศีพร ยิ่งดันไปเผลอคิดแบบเป็นกันเองเข้าด้วยว่า "นี่บ่ จอมขี้ดื้อ" ก็เลยรู้สึกอยู่เสมอว่าบุญราศีพรคงคอยโอกาสจะ "เล่น" กับผมมั่ง ซิสเตอร์อักเนส ผู้ช่วยดูแลศาสนสถาน เล่าให้ฟังอีกเรื่อง ว่ามีผู้มาแสวงบุญที่เข้าไปชมโลงแก้วของบุญราศี แล้วออกมาถามซิสเตอร์ว่า "ซิสเตอร์ครับ หุ่นบุญราศีนี่ ลืมตาหรือหลับตากันแน่ ทำไมผมเห็นบางองค์ลืมตา?" ใครที่ไปเยือนสองคอนมาแล้ว หากเห็นหุ่นบุญราศีลืมตามองท่าน ก็นับว่าโชคดีนะครับ จะขออะไรก็สวดขอเลย มองสบตาไว้อย่างนั้นแหละครับ อีกเรื่องเพิ่งเกิดก่อนผมมาเดือนกว่า คือเด็กนักเรียนในบ้านสองคอนคนหนึ่งหนีเรียนไปเที่ยวบ้านเพื่อน เขานอนเล่นตอนบ่ายเพียงลำพังในห้อง แล้วจู่ๆรู้สึกเหมือนใครอยู่ข้างหลัง ก็เลยหันไปมอง เจอเด็กสาวแต่งชุดไทยยิ้มละไมให้ เท่านั้นล่ะครับ กระโดดหนี เป็นไข้หัวโกร๋นเลย จนวันที่ผมไปสองคอน เด็กชายผู้โชคดีนี้คนนี้เพิ่งจะสร่างไข้ และทราบมาว่าไม่คิดจะหนีเรียนอีกเด็ดขาด ผมก็เกือบหัวโกร๋นเหมือนกันนะครับ เย็นวันหนึ่ง ขออนุญาตมาเซอร์คณะเซนต์ปอลเข้าไปดูวีดีโอในตึกครูสีฟอง เป็นวีดีโอที่สื่อมวลชนคาทอลิกแห่งประเทศไทย และสื่อมวลชนมิสซังกรุงเทพ มาถ่ายทำไว้ ดูเพลินจนอาทิตย์ลับฟ้า มองนาฬิกา เกือบหกโมงครึ่ง เวลาอาหารเย็นแล้ว ก็ลุกขึ้นปิดเครื่องปิดไฟ พอปิดไฟในห้องฉายวีดีโอแล้ว รอบตัวผมก็มืดมิดไปหมด ผมต้องคลำทางเดินฝ่าห้องโถงกว้างใหญ่ก่อนจะไปถึงประตู ห้องโถงนั้นมีมุมวางหนังสือหลายซอกมุม มีชั้นลอยครึ่งชั้น น่าหวาดเสียวอยู่พอควร แบบว่าอะไรก็น่าจะโผล่ได้จากทุกทางน่ะแหละครับ ประสาทสัมผัสทุกอย่างในตัวผมเกิดอาการเตรียมพร้อมอย่างเป็นไปเอง พยายามไม่คิดถึงบุญราศีพร แต่ห้ามความคิดไม่ทัน มันไปโน่นแล้ว "ได้โอกาสหยอกเราแล้วมัง" เดินช้าๆ อกใจระทึก พอไปได้สักค่อนทาง สิ่งที่หวาดกลัวไว้ก็อุบัติขึ้นจริงๆ มีเสียงดังมาจากข้างหลังผม เสียงก้องๆเหมือนเสียงใครกำลังเดินตาม ผมเร่งฝีเท้าเข้าหาประตู หูชัน ขนเริ่มลุก เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ แล้วทันใด ประตูก็เปิดผางออก ร่างๆหนึ่งยืนเป็นเงาทะมึนที่ประตู "เอ๊ย" ผมตะโกนร้องออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ "คะ?" เสียงจากร่างนั้นถามมาอย่างงงๆ มาเซอร์นะเอง! ผมพยายามตั้งสติ แสงสว่างจากข้างนอกส่องลอดเข้ามา เป็นมาเซอร์จริงๆน่ะแหละ เฮ้อ ยกแขนขวาขึ้นมาดู เป็นขนลุกพงหนามทั้งแขนเลยครับ ความน่าหวาดเสียวมันอยู่ตรงที่ภาวะก้ำกึ่งของความเป็นจริงกับอาการคิดไปเอง เสียงที่ดังหลังผมอาจจะเป็นเสียงสะท้อนตอนมาเซอร์กำลังพยายามเปิดประตู หรือบุญราศีพรใช้จังหวะแบบนี้แหละ หยอกเย้าผมเข้าให้ แต่บอกได้เลยครับว่าตลอดเวลาที่อยู่สองคอน ผมสวดอย่างหนัก สวดเยอะมาก มากเลย อีกเรื่อง ขอตั้งชื่อว่า "คุณผู้ชายยังไม่ตายนะ" ซิสเตอร์ยาย ผู้ดูแลสักการสถานเล่าให้ฟังครับ ท่านว่าเวลาเกือบสามทุ่มของคืนวันหนึ่ง มีแขกแปลกหน้ามาเยือนยามวิกาล เป็นชายสูงวัยพร้อมกับภรรยา เขาขออนุญาตชมป่าศักดิ์สิทธิ์อันเป็นบริเวณที่มรณสักขีถูกสังหาร ซิสเตอร์ยายก็พาทั้งสองไป ชายคนนั้นเดินพิจารณาหลุมศพและรูปปั้นของบุญราศีทั้งเจ็ด ซิสเตอร์ยายเล่าว่าชายผู้นั้นบอกกับซิสเตอร์ว่าเขาเสียใจที่ "ลูกน้อง" ของเขากระทำการรุนแรงเหี้ยมโหดเช่นนี้ เขาได้ยินเรื่องเหตุการณ์ที่สองคอนและอยากจะมาเยี่ยมชมนานแล้ว เมื่อชมจนพอใจ ขณะที่ทั้งสามกำลังจะออกมาจากบริเวณป่าศักดิ์สิทธิ์ ผู้เป็นภรรยาก็เข้ามากระซิบกับซิสเตอร์ยายพร้อมกับบุ้ยใบ้ที่รูปปั้นครูสีฟองว่า "คุณผู้ชายคนนั้นยังไม่ตายนะ" ซิสเตอร์ยายไม่ได้ถามเธอว่าเกิดอะไร แต่จากน้ำเสียงและท่าทีของภรรยาชายคนนั้น เข้าใจว่ารูปปั้นครูสีฟองคงได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เป็นที่ประจักษ์แก่ตาเธอเข้าให้แล้ว ที่พักผู้มาแสวงบุญมีหลายตึกครับ แต่เมื่อสำรวจดูแล้ว จะมีตึกหนึ่งที่อยู่ใกล้ป่าศักดิ์สิทธิ์มาก โดยเฉพาะห้องหัวมุม อยู่ห่างกันแบบมีแค่ถนนคั่นแค่นั้นเอง ช่วงกลางวันหรือเวลาที่มีคนเยอะๆก็ไม่เป็นไรหรอกนะครับ แต่พอตกกลางคืน ชาวบ้านกลับบ้านกันหมด ซิสเตอร์คุณพ่อก็ขึ้นตึกเข้าห้องตน ถ้าใครมาพักคนเดียว ก็คงอดรู้สึกหนาวๆไม่ได้เหมือนกัน แต่ไม่เป็นไรนะครับ ไม่ต้องกลัว ที่นี่ถือว่าเป็นเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่จะเกิดก็คงเกิดเพราะพระอนุญาตแล้ว อาจเพื่อเพิ่มความเชื่อความศรัทธาของคุณๆ หรือเพื่อจะสวดภาวนาให้วิญญาณในไฟชำระได้มากๆยิ่งขึ้น มีโอกาสก็ไปเยี่ยมสองคอนกันเถิด ขอให้โชคดีครับ |
16 มกราคม 2001
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001