| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง | ||
โดย Jeffery L. Sheler จาก U.S.News, Dec 20, 1999 |
ปรากฏการณ์บนฟากฟ้าอันยิ่งใหญ่ ที่พระคัมภีร์มีบันทึกไว้เกี่ยวกับการบังเกิดมาของพระเยซูเจ้า ยังคงเป็นความฉงนสงสัย และเป็นหัวข้อที่ถกเถียงของบรรดานักวิชาการมากว่าสองพันปี ดวงดาวแห่งเบธเลแฮมเป็นอัศจรรย์ ที่เป็นเสมือนดวงดาวส่องทาง ให้แก่บรรดาปราชญ์มาถึงสถานที่บังเกิดของพระเยซูเจ้าจริง ๆ หรือ? หรือเป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่อาจจะเป็นดาวหาง หรือซูเปอร์โนวา ที่บังเอิญเกิดขึ้นมา และกลายเป็นเครื่องหมายแห่งการบังเกิดของพระเยซูเจ้า หรืออาจะเป็นเรื่องแต่งล้วน ๆ ที่นักวิชาการบางคนในปัจจุบันอ้างว่า เป็นเพียงข้อเขียนที่ในเชิงเทววิทยามากกว่าความจริงทางประวัติศาสตร์
บังเอิญตรงกับช่วงเทศกาลคริสตมาส นักดาราศาสตร์สองท่านได้เสนอข้อสันนิษฐานที่แตกต่างกันสองประการ ที่สนับสนุนความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ของดวงดาวแห่งเบธเลแฮม นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองเขียนในหนังสือใหม่ของพวกเขาว่า มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นในท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือแผ่นดินยูเดีย ซึ่งเป็นเครื่องหมายให้นักดาราศาสตร์โบราณ ซึ่งก็คือบรรดานักปราชญ์ในพระวรสารของนักบุญมัธทิว ได้เข้าใจว่ามีผู้ยิ่งใหญ่ได้บังเกิดมา
นักดาราศาสตร์คนแรกชื่อ ไมเคิล อาร์ โมลนาร์ แห่งมหาวิทยาลัยรัทเกอร์ส เขียนในหนังสือของเขาที่ชื่อ "The Star of Bethlehem: The Legacy of the Magi" เขาเชื่อว่ามันเป็นเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ มากกว่าจะเป็นโหราศาสตร์ มันไม่ใช่เป็นดาวหาง หรือเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่อธิบายไม่ได้จากสวรรค์ เหมือนที่บางคนพยายามตั้งทฤษฎี ยิ่งกว่านั้น โมลนาร์ยืนยันว่า มันเป็นการเรียงตัวของเหล่าดวงดาวและดาวนพเคราะห์ ที่บรรดานักดาราศาสตร์โบราณเห็นว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ เขาย้ำว่าไม่มีเหตุการณ์ใดที่เกี่ยวกับการบังเกิดมาของผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินยูเดีย ที่น่าจะตื่นเต้นไปกว่าการเกิดจันทรคราสของดาวพฤหัส (ดาวแห่ง"กษัตริย์") ในหมู่ดาวแอรีส์ ซึ่งตามคำกล่าวของโมลนาร์ก็คือ สัญลักษณ์โบราณของยูเดียต่อนักดาราศาสตร์ชาวกรีก และชาวโรมัน
และด้วยการคำณวนอย่างสลับซับซ้อน ก็สามารถคาดได้ว่าจันทรคราสนี้เกิดขึ้นในวันที่ 17 เมษายน ในปีที่ 6 ก่อนคริสตกาล โมลนาร์ชี้ว่านี้เป็นเหตุการณ์จากสวรรค์ที่เป็นสัญญาณถึงการบังเกิดมาของพระเยซูเจ้า โมนากล่าวว่า "เอกสารโบราณบ่งชี้ว่า ชะตาราศีสำหรับวันนี้ มีความสำคัญกว่าดวงชะตาราศีของจักรพรรดิออกัสตัส และเฮเดรียน" (การฉลองคริสตมาสวันที่ 25 ธันวาคม พึ่งจะเริ่มมีขึ้นในราว ๆ ค.ศ.ที่ 4 และนักวิชาการหลายคนก็เชื่อเช่นนั้น) เขากล่าวต่ออีกว่า "แม้ชาวยิวในสมัยพระเยซูเจ้าจะไม่รู้จักดาราศาสตร์ แต่ข่าวของเครื่องหมายจากสวรรค์ ที่บ่งบอกถึงกษัตริย์องค์ใหม่ ได้ดึงดูดความสนใจของผู้คนที่รอคอยการเสด็จมาของพระผู้ไถ่" เขาบอกว่าหลักฐานสำคัญที่ช่วยเปิดเผยความลับนี้ ก็คือการค้นพบเหรียญของชาวซีเรียใน ค.ศที่ 1 เมื่อไม่นานมานี้ ที่เป็นรูปของคนมองไปยังดวงดาว โมลนาร์สันนิษฐานว่าอาจเป็นดวงดาวแห่งเบธเลแฮม
ขณะเดียวกัน มาร์ค คิดเจอร์ นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษที่ทำงานอยู่ในสถาบันดาราศาสตร์แห่งคานารีอัส ในประเทศสเปน ซึ่งเป็นหอดูดาวชั้นนำของโลก ได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มใหม่ของเขา "The Star of Bethlehem: An Astronomer's View" ว่า ดวงดาวแห่งเบธเลแฮมเป็นดวงดาวจริง ๆ ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องดูดาวแม้กระทั่งทุกวันนี้ ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นดาวที่อับแสงลง ที่ชื่อว่า DO Aquilae คิดเจอร์กล่าวว่า ในเวลานั้นมันเป็นโนวาที่สุกสว่าง และบางทีมันอาจจะเป็นปรากฏการณ์ที่นักดาราศาสตร์ชาวจีน ได้เขียนบันทึกไว้ว่า มันเป็นดาวใสสว่างอันแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นทางท้องฟ้าด้านทิศตะวันออกประมาณ 70 วันในปีค.ศ 5 เป็นปีที่นักวิชาการหลายคนเชื่อว่าพระเยซูเจ้าทรงบังเกิด คิดเจอร์ยืนยันเช่นเดียวกับโมลนาร์ว่า นักดาราศาสตร์สมัยโบราณพบว่า โนวามีความสำคัญเพราะช่วงเวลาและสถานที่มันเกิด กล่าวคือ การโคจรเข้ามารวมตัวกันของดาวพฤหัส ดาวเสาร์ และกลุ่มดาวปิสซ์ส (Pisces) คิดเจอร์บอกว่า การเข้ามารวมตัวกันอาจบอกเหล่าโหราจารย์ว่า "ให้รอคอยข่าวดีจากแผ่นดินยูเดีย และการบังเกิดมาของพระผู้ไถ่" เขาบอกว่า "การเกิดขึ้นของโนวาบอกพวกโหราจารย์ว่า ที่สุดการบังเกิดมาของกษัตริย์ก็ได้เกิดขึ้น"
ยังมีทฤษฎีต่าง ๆ มากมายตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้พยายามอธิบายถึงการปรากฏมาของดวงดาวแห่งเบธเลแฮม คิดเจอร์กล่าวว่า "บางที เราอาจจะไม่มีทางรู้ และไม่อาจจะรู้ได้ว่าดวงดาวแห่งเบธเลแฮมคืออะไรแน่ ๆ" แต่อย่างน้อยตอนนี้เราก็มีทฤษฎีใหม่อีกสองทฤษฎีที่สนับสนุนเรื่องราวของพระคัมภีร์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าดวงดาวแห่งความสนเท่ห์ดวงนี้จะเป็นอะไร แต่เราสามารถแน่ใจจริง ๆ ได้ประการหนึ่งว่า มีทารกคนหนึ่งเกิดมา... และเป็นพระผู้ไถ่เพื่อชาวโลกทั้งมวล... |
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2000