| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระ | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | บทความ | ||
ที่ว่าควันหลงเพราะมันผ่านไปแล้ว ที่ว่ายังไม่น่าจะหลง เพราะเรายังพูดถึงทิศทางของพระศาสนจักรในเมืองไทย และมีแผนแม่บทออกมาเล่มใหญ่ อ่านแล้วคงทำอะไรไม่ได้มาก อ่านแล้วกับไม่ได้อ่านก็คงไม่ต่างกันมากเท่าไร เพราะ "ทำไม่ได้" หรือ "ทำได้แต่ไม่มีแรงทำ" ไม่รู้จะเริ่มต้นจริง ๆ ตรงไหน ? หลายครั้งเราบอกว่า ต้องมีวิสัยทัศน์ ในการสัมมนาที่บ้านผู้หว่าน และสรุปว่า เราต้องแพร่ธรรมในเชิงรุก ผมก็คิดถามตัวเองว่า ถ้ามีวิสัยทัศน์อย่างที่พูดแล้ว พระศาสนจักรหรือคณะนักบวชต่าง ๆ ในเมืองไทย กล้าทำตามวิสัยทัศน์นั้นไหม ? ผมเชื่อและมั่นใจว่า พวกเรามีปัญญา มีหัวใจ แต่อาจจะไม่กล้าที่จะกระทำ เพราะเราไม่เคยทำมาก่อน กลัวจะพลาด กลัวจะเป็นที่สะดุด ผลคือทุกอย่างเหมือนเดิม ในด้านอภิบาล เท่าที่ตั้งหน้าตั้งตาดูและรอคอยมาตั้งแต่ก่อนปี 2000 เขาบอกว่า "จุดเน้น อยู่ที่แกะในคอก" วิทยากรหลายท่านบอกว่า "เป็นปีแห่งการคืนดี และกลับใจสำหรับผู้นำไปจนถึงลูกแกะริมรั้ว และนอกรั้วที่รอคอยการเยียวยา" แต่พวกเขาได้รับอะไรจากปีนี้บ้าง ? ถ้าจะดูว่าภารกิจหรือทิศทางของพระศาสนจักรในเมืองไทย เรื่องหนึ่งน่าจะมาพิจารณาเรื่อง "คู่สมรสที่ไม่ถูกต้องตามกฎของพระศาสนจักร" ให้ได้รับศีลศักดิ์สิทธิ์เหมือนคนอื่นๆ และนี่เป็นโอกาสพิเศษที่จะเยียวยา ก็มีเหตุผลมากมายที่จะให้คิดและไตร่ตรอง ภารกิจของพระเยซูเจ้าก็ชัดเจน คือ "ไปประกาศข่าวดีแก่คนยากจน เยียวยาหัวใจที่ระทมทุกข์ ประกาศอิสรภาพแก่ผู้ถูกจองจำ ประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า" ล้วนเป็นข่าวดีแก่แกะในคอกที่ริมรั้วรอคอยการเยียวยา ปลดปล่อยและได้รับการอภัยอย่างไม่มีเงื่อนไขในโอกาสเช่นนี้ ถ้าช้าไป แกะบางตัวอาจตายไปเสียก่อน หรือออกไปนอกรั้ว ทั้งๆ ที่ไม่อยากไปแต่อาจพบความบรรเทาบ้าง ความเป็นมาของปี "ปีติมหาการุญ ในทุกๆ เจ็ดวัน มีวันหนึ่งหยุด เพราะถือว่า "เป็นวันพระเจ้า" วันนี้ต้องให้เกียรติแด่พระเจ้าอย่างสุด ๆ ถึงขนาดว่า "ต้องหยุดงานทั้งหมด ทั้งเจ้านาย ลูกจ้าง ทาส และสัตว์ด้วย" ทุก ๆ เจ็ดปี และในปีที่ 7 (sabbatical year) เขามีการเฉลิมฉลองกัน ผลที่ได้คือ ทาสกลายเป็นเสรีชน ลูกหนี้ก็พ้นจากหนี้ แม้แต่ผืนดินที่ไร้วิญญาณก็ได้รับผลดีด้วยคือ "หยุดการพรวนดินและเพาะปลูก" (ให้ได้พักผ่อนและเป็นโอกาสได้ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของมัน น่าสนใจที่เขารู้จักการรักษาดิน สิ่งแวดล้อมแล้ว) พวกเขาทำเช่นนั้นก็เพื่อ "ให้เกียรติแด่พระเจ้า และ เปิดโอกาสให้ลูกหลานของอิสราเอลได้เสรีภาพ ครอบครัวที่เสียที่ดินไปกับการจำนอง ได้คืนมาอีกครั้งหนึ่ง" จากจิตตารมณ์ของปีที่เจ็ด (sabbatical year)นี้ ได้ขยายการเฉลิมฉลองในปีที่ 50 (คงมาจาก 7 x 7 = 49) ให้ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก จึงเรียกว่า "ปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า" (Jubilee year) เป็นปีที่จะรวมญาติรวมครอบครัว (family reunions) ในโอกาสนี้ ชนอิสราเอลทุกคนจะได้รับที่ดินของบรรพบุรุษคืนมา (ไม่ว่าจะหลุดจำนองหรือขายไป หรือเจ้าของกลายเป็นทาสที่ดินก็ติดไปด้วยก็ตาม) หรือแม้กระทั่งอิสรภาพส่วนบุคคลก็ได้คืนมา ปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า ยังเตือนใจคนรวยให้รู้ล่วงหน้าว่า วันหนึ่งทาสของท่านจะเป็นเสรีชนเท่ากับท่านและจะได้สิทธิทุกอย่างคืนไปด้วย หลักเกณฑ์ของปีนี้มีไว้เพื่อปกป้องคนอ่อนแอ ประกาศที่จะให้ความเป็นธรรมแก่สังคมและความเป็นเจ้าของร่วมกันในแผ่นดินโลก ต้องมองดูที่ "ความดีของส่วนรวม" คนรวยก็คือผู้ที่พระเจ้าโปรดปรานแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลสมบัติโลก และแจกจ่ายในนามของพระเจ้า พระเจ้าเท่านั้นเป็นเจ้าของทั้งหมออย่างแท้จริง เราเป็นเพียงผู้รับใช้ของพระองค์ พระสันตะปาปาได้พูดในพระสมณสาร Exhortation Tertio Millenio Adveniente ถึงการเฉลิมฉลองปีสองพันหรือการเริ่มต้นพันปีที่สามให้เป็นปีแห่งความชื่นชมยินดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด "ปีติมหาการุณย์" เน้นคำว่า "ปีติ" ไม่ใช่ "ปิติ" เพราะว่าปีนี้ไม่ใช่แค่ 50 ปี แต่เป็น 2000 ปี ในหลายโอกาส พระสันตะปาปาพูดถึง เรื่องการอภัย และดูเหมือน "เน้นการอภัย" พระองค์ตรัสว่า "พระศาสนจักรต้องอภัยด้วย" ความคิดที่เกิดขึ้นในใจของผมคือ "พระศาสนจักรจะให้อภัยแก่ใครเป็นพิเศษในระดับ ปี "ปีติมหาการุญ" ให้มันสะใจสมกับชื่อของมัน คงไม่ใช่ไปแก้บาปอย่างเดียวแน่ เพราะตั้งแต่เกิดมาและยังไม่มีปีอย่างนี้ ก็ไปแก้บาปได้ทุกเวลาอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมาอาศัยบุญบารมีปีอย่างนี้แน่! น่าเสียดายโอกาสปีปีติมหาการุญ น่าจะเป็นโอกาสอภัยแก่คู่สมรสเหล่านั้น คล้าย ๆ กับให้มี "นิรโทษกรรม" โดยยกเงื่อนไขต่างๆ ที่ทำให้คู่สมรสเข้าไปรับศีลมหาสนิทไม่ได้ ให้เริ่มต้นกันใหม่หมด เหมือนพระเยซูเจ้ายกให้มารีย์ มักดาเลนา มันสายเกินไปที่จะทำไหม ? ไม่มีอะไรที่พระศาสนจักรจะทำไม่ได้ เพราะกุญแจที่นักบุญเปโตรได้รับนั้นไม่มีเงื่อนไขว่า "ห้ามเปิดหรือปิดเมื่อไร " สัจจธรรมข้อหนึ่งคือ หากบรรดาคุณพ่อ พระสังฆราชไม่ช่วยพวกลูกแกะริมรั้วแล้ว ก็ไม่เห็นว่าใครในโลกจะช่วยเขาได้ ณ วันนี้ถ้าพระศาสนจักรจะเริ่มทำการเยียวยาแผลนี้ ก็ไม่มีอะไรที่สายเกินไป การทำเช่นนี้ก็เป็นการประกาศความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ที่มีต่อลูก ๆ ของพระองค์อย่างไม่มีเงื่อนไข "เราต้องการเครื่องเผาบูชาหรือ ? เราต้องการความเมตตาต่างหาก เราไม่ได้มาทำลายกฎบัญญัติของท่าน แต่ทำให้สมบูรณ์ขึ้น สับบาโตมีไว้สำหรับมนุษย์ บุตรแห่งมนุษย์มีอำนาจเหนือวันสับบาโต" เราคงจะ "เห็น" ทิศทางของศาสนจักรชัดเจนยิ่งขึ้นในเรื่อง เรื่องแกะหลงที่ได้รับความอบอุ่นบนบ่าของนายชุมพา เรื่องลูกล้างผลาญอยู่ในอ้อมอกของพ่อ พ่อที่มองเห็นแต่ลูก อย่างอื่นไม่เห็น บาปก็ไม่เห็น จะต่อว่าก็คิดไม่ออก มีแต่ดีใจเพราะลูกกลับมา แล้วเมื่อไรเล่าลูกผู้ชอกช้ำที่อยู่ริมรั้ว จะเดินไปบนพระแท่นบูชาอย่างสง่างาม แล้วเฉลิมฉลองในพิธีบูชาขอบคุณพระเจ้าอย่างอบอุ่นเหมือนงานวันรวมญาติ ศักดิ์ศรีของการเป็นลูกได้รับการฟื้นฟูให้เหมือนเดิม ในท่ามกลางพี่น้องของเรา ผมขอจบแนวคิดของผมด้วยบทภาวนาของพระสันตะปาปายอห์นปอลที่สอง ที่สวดต่อหน้ารูปแม่พระนิจจานุเคราะห์ในโอกาสหนึ่งที่วัดนักบุญอัลฟอนโซ กรุงโรม ผมเห็นว่าเข้ากับยุคของเราได้อย่างดี ทำให้เห็นว่าพระองค์ได้เห็นอะไรในสังคม เห็นอะไรในพระศาสนจักร เห็นอะไรที่เราต้องทำ ข้าแต่พระมารดานิจจานุเคราะห์ พระแม่เป็นเครื่องหมายแห่งความหวังอันยิ่งใหญ่ของลูก ลูกเรียกหาพระแม่ พระมารดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้ไถ่ โปรดช่วยประชากรที่แสวงหาพลัง ที่จะลุกขึ้นจากความอ่อนแอ โปรดประทานความหรรษาแก่มวลมนุษย์ที่ย่างก้าวสู่สหัสวรรษที่สาม โดยตระหนักถึงความยากจน ความมีน้ำใจและร่วมเป็นปึกแผ่นกับคนจน ข้าแต่พระแม่เจ้า โปรดให้พวกลูกประกาศพระวรสารของพระบุตร ในรูปแบบใหม่อย่างกล้าหาญ ซึ่งเป็นพื้นฐานและสุดยอดของมวลมนุษย์ ที่แสวงหาความจริง ความยุติธรรมและสันติอันถาวร ข้าแต่พระแม่เจ้า ลูกปรารถนาที่จะจับมือขวาของพระแม่ เหมือนกับพระกุมารเยซูที่พระแม่อุ้มชูในภาพนี้
พระแม่เปี่ยมด้วยอำนาจและคุณงามความดี ที่จะช่วยลูกในทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการ
บัดนี้ เป็นเวลาที่ลูกรอคอยความช่วยเหลือจากพระแม่
ขอพระแม่เป็นที่พึ่งและความหวังของลูกทุกคนด้วยเถิด อาแมน
|
27 กรกฎาคม 2002
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002