| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง | ||
คุณพ่อมีความคิดเห็นอย่างไรเรื่องการเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมในครั้งนี้? อันที่จริงนะครับ ก่อนอื่นเราควรเข้าใจถึงท่าทีของพระเยซูเจ้าก่อน จะเห็นว่าท่าทีของพระเยซูเจ้าในพิธีกรรม จะไม่เหมือนกับท่าทีของพวกฟาริสี พวกฟาริสีนี้มีท่าทีให้คนปฏิบัติตามกฎตามเกณฑ์ของโมเสส เพื่อที่สังคมจะได้ยอมรับ และจะได้มีส่วนร่วมในพิธีกรรม แต่ท่าทีของพระเยซูเจ้านั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง เห็นได้ในชีวิตของพระองค์หรือในพระวรสารทั้งสี่ ท่าทีของพระองค์เปิดรับให้ทุกเข้ามามีส่วนร่วมเข้ามารับการอภัยบาป การสำนึกผิดและการกลับใจนั้น มีขึ้นในระหว่างพิธีบิขนมปัง ในระหว่างพิธีกรรมนั้น ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ก่อนที่จะเข้าร่วมพิธีกรรม อันนี้ ผมขอเน้นนิดหนึ่ง เพราะได้ยินการประกาศบ่อยเหลือเกินในพิธีกรรมเมืองไทย คือไม่ทราบว่าบางครั้งเราอาจจะติด หรือมีความคิด หรือมีท่าที ที่ไม่ใช่มาจากพระเยซูเจ้า แต่เป็นท่าทีมาจากพวกฟาริสี คือพวกเราต้องการจะแบ่งแยกออกระหว่างคาทอลิก กับผู้ที่ไม่ใช่คาทอลิก แบ่งแยกพวกที่รับศีลได้กับพวกที่รับศีลไม่ได้ และบางครั้งทำให้เรารู้สึกว่าพิธีกรรมของเรานั้นศักดิ์สิทธิ์มาก จนถึงกับต้องประกาศก่อนที่จะรับศีลว่า "พิธีนี้ ขอสงวนไว้สำหรับคนที่เป็นคาทอลิก" และเท่านั้นยังไม่พอ "ที่เตรียมตัวมาอย่างดีแล้วเท่านั้น" ฟังแล้วรู้สึกว่าเจ็บปวดใจอย่างมาก เพราะว่าอันนี้ ไม่ใช่ท่าทีของพระเยซูเจ้า ทำไมเราต้องประกาศด้วย อันนี้ ไม่จำเป็น นั่นเท่ากับว่าเป็นการเน้นที่ไม่ถูกต้องในพิธีกรรม เพราะพิธีกรรม แท้จริงแล้ว มันมีการแสดงออก ว่าคนที่มาก็ต้องการมีส่วนร่วม และท่าทีของพระเยซูเจ้านั้น เป็นท่าทีที่เปิดรับทุกคน ไม่ใช่จำกัดเฉพาะพวกยิวเท่านั้น หรือเฉพาะคนที่ปฏิบัติตามกฎของโมเสส หรือคนที่ไม่มีมลทินในสังคม ถึงจะมีส่วนร่วมในพิธีกรรม อันนี้ผมขอเน้นอันแรก เพื่อที่เข้าใจหลักการที่แท้จริง ถึงการมีส่วนร่วมในพิธีกรรม เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงที่เราเกิดขึ้น ที่ผมเห็น เราน่าจะเน้นที่จุดนี้ แต่การเปลี่ยนแปลงเท่าที่ผมเห็นมานี้ เราเน้นคำพูด และเน้นคำพูดในลักษณะที่เป็นราชาศัพท์ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะเราได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรม จากสังคมของเรา แต่ขอให้เราได้เข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้ว พิธีกรรมน่าจะมีจุดมุ่งหมายให้เราได้ใกล้ชิดกับพระ ไม่ใช่ทำให้รู้สึกว่าพระนั้นอยู่ห่างไกล ต้องพยายามหาราชาศัพท์ที่เหมาะสม เพื่อที่จะพูดและคุยกับพระองค์ อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ไม่ใช่จิตตารมณ์ของพระเยซูเจ้า พระองค์จึงสอนบทข้าแต่พระบิดาไงล่ะ .ให้เรียกพระองค์ว่าเป็นพ่อธรรมดา แต่การเปลี่ยนบทข้าแต่พระบิดาก็เช่นกัน ก็กลับมาใช้คำราชาศัพท์ ซึ่งทำให้เกิดความเหินห่างมากขึ้น แทนที่จะมีความรู้สึกใกล้ชิดกับพระบิดาผู้ซึ่งเป็นพ่อของเรา อันนี้ผมก็รู้สึกว่าไม่เห็นด้วยเหมือนกัน ในการที่พิธีกรรมได้เปลี่ยนใช้ศัพท์ต่างๆ นี้ พออ่านไปแล้วความหมายยังเหมือนเดิม แล้วเราจะไปเปลี่ยนคำศัพท์ให้มันยากขึ้นทำไม ต้องคิดถึง พวกตาสีตาสาด้วย ที่เขาไม่ได้รับการอบรมมามาก ในขณะที่เราปกติก็ใช้คำธรรมดากัน เช่น โปรดประทานอภัย อย่างนี้ คำว่า "ยกโทษ" ก็เข้าใจง่าย เป็นศัพท์ธรรมดาสามัญ พวกเราทุกคนรู้จัก แล้วมาเปลี่ยนเป็น "โปรดประทานอภัย" ผมว่าเป็นการเน้นให้เห็นว่าพระเป็นเจ้านั้น เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ เกินเลยที่คนยากจน คนบาป คนที่ตกขอบของสังคม จะมาใกล้ชิดกับพระองค์ได้ เพราะพระองค์ยิ่งใหญ่เหลือเกิน แม้แต่คำศัพท์เราก็ใช้ศัพท์ที่ยิ่งใหญ่ อันนี้ผมขอติงไว้นิดหนึ่งในเรื่องการเปลี่ยนพิธีกรรม อย่างไรก็ดี มันไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่ อันนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่นะครับ แต่อยากบ่งชี้ให้เห็นว่า การที่เราเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะใช้คำราชาศัพท์มากขึ้น อันนี้มันแสดงถึงท่าทีบางอย่างในพระศาสนจักรไทย ที่เหมือนกับว่าไม่ได้สอดคล้องกับท่าทีของพระเยซูเจ้า ผมอาจจะพูดคำแรงไปนิดหนึ่งนะครับ แต่มันเป็นเครื่องบ่งชี้บางอย่างที่น่าจะมองดูว่า เราควรจะเน้นที่ตรงอื่นที่ดีกว่านี้ไหม พิธีกรรมในเมืองไทยนั้นน่าจะดัดแปลงในวิถีทางที่ว่า ให้คนมีส่วนร่วมในพิธีกรรมมากขึ้นดีไหม..คือ ไม่เพียงแต่มาเปลี่ยนเฉพาะคำบางคำหรือศัพท์บางตัวเท่านั้น มันค่อนข้างที่จะสรุปทั้งหมดแล้วใช่ไหมครับ คุณพ่อคิดว่ามีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอะไรจริง ๆ ในพิธีกรรม? สิ่งที่เราน่าจะพิจารณาในเรื่องของการปรับปรุงพิธีกรรม ไม่ใช่มองเฉพาะในตัวบทหรือว่าบทสวดที่เราสวดในพิธีกรรม ก็คือการที่เราน่าจะมองว่าพิธีกรรมบางอย่างควรมีการดัดแปลงด้วย สมัยเมื่อหลังวาติกันที่สอง เราเสนอในเรื่องการเคารพต่อศีลมหาสนิท คือแทนที่จะคุกเข่า ก็เสนอให้เปลี่ยนเป็นไหว้แทน อันนี้ดีครับ ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เห็นมีอะไรมากกว่านั้นอีกที่เกิดขึ้น เพราะตามธรรมเนียมไทยเรามีการไหว้ ไม่ใช่คุกเข่าในการที่จะแสดงความเคารพ ในเมืองไทยเราใช้การไหว้อันนี้ดีสำหรับการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นน่าจะจัดมุมหรือจัดสิ่งต่างๆ ที่เป็นวัฒนธรรมของไทยเรา กับจารีตหรือพิธีกรรมของโรมันให้มีความกลมกลืนมากกว่านี้ เพราะปัจจุบันนี้พิธีกรรมทั้งหลายค่อนข้างเป็นโรมันมาก ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือดัดแปลงให้เข้ากับวัฒนธรรม อันนี้ก็ให้เค้านำเอาไปเป็นการบ้าน เอาไปขบคิด ในหลายๆ อย่างที่เราน่าจะทำได้ บทใหม่ที่ปรับปรุง เมื่อนำไปใช้กับสัตบุรุษและชุมชนจะมีปัญหาหรือความยากง่ายมากน้อยแค่ไหน? ก็เท่าที่คาดคะเนไว้ก็สงสัยอาจจะเป็นวัดในสังฆมณฑลใหญ่ๆ เค้าอาจจะใช้ในภาคบังคับ แต่ถ้าพูดถึงในวัดไกล ๆ หรือวัดทางบ้างนอก หรือห่างไกลเมือง ผมก็ไม่แน่ใจว่า คุณพ่อเจ้าวัดทั้งหลายเหล่านั้น จะเห็นความสำคัญมากหรือน้อยขนาดไหนที่จะเปลี่ยนแปลงคำพูด เพราะว่าปกติ แค่ตอบรับธรรมดาก็ยังตอบกันไม่ค่อยได้แล้ว มาอีกทีก็เปลี่ยนกันอีกแล้วอะไรทำนองนี้ ซึ่งอาจจะสร้างความยากลำบาก อันนี้ผมก็คิดว่าเป็นประเด็นซึ่งต้องขบคิดคิดกันอีกต่อไป คือ.. ผมคิดว่าพระศาสนจักรในเมืองไทย เนื่องจากว่าเราเป็นชนกลุ่มน้อย ผมจึงอยากให้มองว่า ความสำคัญของพิธีกรรม มันต้องน้อยกว่าแนวความรักของพระเยซูเจ้า เพราะว่าถ้าเรามองดูแล้ว ชีวิตของพระเยซูเจ้า พระองค์ไม่ได้ทรงเน้นพิธีกรรม พิธีกรรมนั้นเป็นเหมือนกับสิ่งสุดท้าย เป็นการเฉลิมฉลอง แต่ไม่ใช่จะเป็นการเริ่มต้นปิดกั้นไม่ให้คนโน้นคนนี้เข้ามาร่วมพิธีกรรม หรือไม่ให้รับศีล จะรับศีลได้ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ก่อน อันนี้ไม่ใช่ ความหมายแท้จริงคือการฉลองคือการคืนดี เป็นการให้อภัย การกลับใจและการให้อภัยนั้นควรที่จะอยู่ในพิธีกรรมและชีวิตคริสตชนของเรา ส่วนพิธีกรรมนั้นเป็นสิ่งที่ตามมา เพราะจุดประสงค์ของการเป็นคริสตชนที่แท้จริงนั้น ก็คือว่าการที่เรารักพระและรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตัวเราเอง และสิ่งทั้งหลายก็จะตามมา ดูเหมือนคุณพ่อยังมีอะไรอยากพูดอีกเกี่ยวการใช้คำราชาศัพท์ในบทพิธีกรรมและบทสวด? คือถ้าเราใช้ บทสวดในภาษาอังกฤษ คำราชาศัพท์จะน้อยมาก จะเป็นลักษณะศัพท์ธรรมดา อันนี้ผมก็ไม่ได้สังเกต ก็เพราะว่าเราเกิดมาในวัฒนธรรมไทย เรารู้สึกว่ามันมีความเคยชิน แต่เมื่อเราได้ออกจากวัฒนธรรมของเรา หรือประเทศของเราแล้ว เราจะเห็นความแตกต่างทันที เราจะรู้สึกว่า เออ..ศัพท์แสงที่เราใช้นั้น เป็นศัพท์แสงที่ค่อนข้างจะเป็นราชาศัพท์ ทำให้มองว่าภาพลักษณ์ของพระเป็นเจ้าสำหรับคนไทยเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นพระมหากษัตริย์ ทำให้ลืมภาพพจน์อันอื่นของพระเจ้าไป ซึ่งอาจจะเป็นนายชุมพาบาลที่ดี เป็นบิดาผู้มีความรัก รู้จักและเข้าใจในมนุษย์ แต่ภาพพจน์อันนี้ในพระศาสนจักรไทยของเรานั้น มองเห็นค่อนข้างยาก เพราะอะไร เพราะมันอยู่ในวัฒนธรรม และอยู่ในภาษาที่เราใช้ด้วย น่าจะมีการลดคำราชาศัพท์ให้เกิดความสมดุล ไม่จำเป็นต้องใช้คำราชาศัพท์มากจนเกินไป ให้ใช้ศัพท์ธรรมดาเพื่อให้เรามีความใกล้ชิดกับพระ ข้อที่น่าสังเกตคือบางครั้งเราอยากจะทำตามวัฒนธรรม ผมว่าบางอย่างแม้ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ภาษาหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ต้องดูว่าสอดคล้องกับจิตตารมณ์ของพระเยซูเจ้าหรือไม่ เพราะบางอย่างเราก็น่าจะเปลี่ยน เพื่อให้มันสอดคล้องกับจิตตารมณ์ของพระเยซูคริสตเจ้า เพราะพระองค์เป็นบุคคลที่มาเหนือวัฒนธรรม เหนือภาษา เป็นจิตตารมณ์แห่งสากล เราน่าจะยึดอันนี้เป็นหลัก ไม่ควรที่จะแบ่งแยก เพราะพระองค์ไม่ได้มาเพื่อที่จะแบ่งแยก หรือแบ่งชนชั้น แต่พระองค์ทรงรวบรวมและพระองค์ทรงเห็นว่าทุกคนนั้นสำคัญหมด
|
6 กันยายน 2001
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001