issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระ "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ

article

เบื้องหลังงานสร้าง
The Passion of the Christ

 

เกี่ยวกับงานสร้าง
THE PASSION OF THE CHRIST

“ท่านทั้งหลายเป็นมิตรสหายของเรา ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่าชายผู้หนึ่งที่สละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน”

กรุงโรมนั้น เป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่ได้ถูกตอกสลักไว้ในก้อนหินและภาพวาดตลอดเวลาที่ผ่านพ้นไปหลายศตวรรษ เมล กิบสัน ในฐานะผู้กำกับและเจ้าของรางวัลตุ๊กตาทองได้สรรค์สร้างโลกในสมัยโบราณขึ้นมาใหม่ กรุงเยรูซาเล็มในวันสุดท้ายแห่งชีวิตของพระเยซูคริสต์เพื่อสร้างภาพยนตร์ เรื่อง The Passion of The Christ โดยได้รับความร่วมมือจากทีมนักแสดงและทีมงานที่มีความมุ่งมั่นรวมทั้งช่างฝีมือหลายต่อหลายชีวิต กิบสันได้กลับไปเยือนเรื่องราวอมตะที่เกี่ยวกับความจริงที่ขัดแย้งกับความรู้สึกและอารมณ์ของความกลมกลืนของหนัง

“The Passion” (ในภาษาละตินหมายถึงความทรมานและในอีกแง่ความหมายหนึ่งคือ กิเลสและความลุ่มหลง) กล่าวถึง เหตุการณ์ของความรวดร้าวทรมานเพื่อไถ่บาปในช่วงเวลา 12 ชั่วโมงสุดท้ายของชีวิตพระเยซูคริสต์ ซึ่งมาจากการเล่าเรื่องสี่แบบจากหนังสือพระคัมภีร์ใหม่และตำนานที่เล่าขานกันมากว่า 2000 ปี จินตนาการอันแรงกล้าเกี่ยวกับเรื่อง The Passion ได้ทรงอิทธิพลกับจินตนาการของศิลปินมาเป็นเวลายาวนาน จากภาพเขียนของชนชาติตะวันตกและยังเป็นอิทธิพลให้เกิดจินตนาการในภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่องในศตวรรษที่ผ่านมา

ในเวลาที่ไล่เลี่ยกับหนังเงียบของโทมัส เอดิสัน เรื่อง The Passion เป็นเรื่องที่ชวนสนใจสำหรับคนทำหนังที่มีความฝัน ในปี ค.ศ. 1927 ซิซิล บี เดอมิลล์ ได้กำกับหนังเงียบเรื่องแรกที่บรรยายภาพเกี่ยวกับความทรมานและการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์จากเรื่อง King of the Kings และในปี ค.ศ. 1953 บริษัท ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟอกซ์ ก็ได้ริเริ่มนำเทคโนโลยีระบบซีเนมาสโคปเข้ามาใช้ในภาพยนตร์เรื่อง The Robe ซึ่งแสดงนำโดย ริชาร์ด เบอร์ตัน ซึ่งรับบทเป็นผู้ปกป้องอิสรภาพชาวโรมัน ที่แสวงหาการไถ่บาปหลังจากการตรึงไม้กางเขน และในช่วงปี ค.ศ. 1960 ได้มีการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับพระคัมภีร์โดยจอร์จ สตีเว่นได้สร้างหนังที่ควรค่าแก่การจดจำ เรื่อง The Greatest Story Ever Told ซึ่งทุ่มเทให้กับฉากที่มโหฬารและใช้ผู้แสดง “นับพันคน”

และในเวลาที่ใกล้เคียงกันนั่นเอง ผู้กำกับหนังชื่อดังอย่าง เปีย เปาโล ปาโสลินี ได้นำเสนอเรื่องนี้ในแนวทางใหม่ ๆ ในภาพยนตร์เรื่อง The Gospel According to St. Mathew ซึ่งใช้ผู้แสดงที่ไม่ใช่นักแสดงอาชีพทั้งหมด ด้วยรูปแบบที่เป็นธรรมชาติและภาษาที่ใช้ก็ถอดโดยตรงมาจากข้อความในพระคัมภีร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้นับว่าเป็นผลงานที่สร้างชื่อในอาชีพการทำหนังให้กับ ปาโสลินีเลยทีเดียว ในปี ค.ศ. 1970 เรื่อง The Passion ได้ถูกนำเสนอในด้านดนตรีเป็นสองแบบ: คือ เรื่อง The Godspel และเรื่องJesus Christ Superstar และเมื่อไม่นานมานี้เอง ผู้กำกับอย่าง มาร์ติน สกอร์เซซี ก็ได้นำเสนอเรื่องชีวิตของพระเยซูคริสต์ในความขัดแย้งกับตัวเอง ในภาพยนตร์เรื่อง The Last Temptation of Christ

แต่อย่างไรก็ตามไม่เคยมีผู้สร้างหนังคนไหน ที่นำเรื่องเกี่ยวกับความจริงจังที่จะเสียสละชีวิตมาตีแผ่ในแง่ของภาพยนตร์อย่างละเอียดและสมจริง สำหรับตัวเมล กิบสันนั้นการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการสานฝันที่ยาวนานของเขา โดยได้นำความหลงใหลส่วนตัวและของคนอื่น ๆ รวมทั้งผู้ร่วมงานสร้างที่ได้รับความเชื่อถือ อย่าง บรูซ เดวีย์ และสตีฟ แมคอีวีตี้ ที่จะทำให้ฝันของเขาเป็นความจริง

“ความตั้งใจในการทำหนังเรื่องนี้ของผมนั้น คือสร้างหนังที่เป็นศิลปะอย่างยืนยง และสะท้อนให้ผู้ชมจากภูมิหลังที่แตกต่างกัน เกิดความคิดอย่างเป็นจริงเป็นจังระหว่างพวกเขา” กิบสันกล่าว

เขายังเล่าอีกว่า “สิ่งที่ผมได้แต่หวังก็คือ หนังเรื่องนี้จะสามารถสื่อให้เห็นถึงความกล้าหาญ กำลังใจและความเสียสละซึ่งนอกจากจะแสดงให้เห็นความใจกว้าง ความรักและการให้อภัยอันเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนแสวงหากันในโลกยุคปัจจุบัน”

กิบสันได้เริ่มจากการค้นคว้าเกี่ยวกับพระคัมภีร์และเหตุการณ์ที่เกี่ยวโยงจากในเรื่อง The Passion มาเป็นเวลากว่า 12 ปีแล้ว เมื่อตัวเขาพบว่าเขาเองอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางจิตวิญญาณของเขาเองซึ่งทำให้เขาต้องกลับไปพิจารณาความเชื่อและความศรัทธาของตัวเขาเอง เขาต้องเข้าฌานพิจารณาถึงธรรมชาติของความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน การยกโทษและการไถ่บาป กิบสันในฐานะผู้กำกับการแสดงที่ทำให้สก๊อตแลนด์ในศตวรรษที่ 13 กลับมามีชีวิตอีกครั้งในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมรางวัลตุ๊กตาทองเรื่อง Braveheart ตระหนักว่าเขาได้มีโอกาสเป็นพิเศษที่จะนำและรวบรวมศิลปะในหัวใจของเขา เขาได้จินตนาการที่จะนำพลังเทคโนโลยีอันนำสมัยของภาพยนตร์ – โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำหนังให้สมจริงทางด้านการถ่ายภาพ การสร้างฉากและการนำแสดง มาใช้กับเรื่อง The Passion

กิบสัน ได้ร่วมกับเบเนดิค ฟิทซเจอรัล ผู้เขียนบทเรื่อง Wise Blood โดยได้ดึงเอาความเชื่อในหนังสือพระคัมภีร์ของ มัทธิว มาร์ค ลูกา และยอห์น มาเป็นแนวการเขียน แต่กระนั้น กิบสันเองก็ตระหนักดีว่าเขากำลังก้าวข้ามสู่อาณาเขตศิลปะอย่างที่ไม่มีผู้ใดเคยทำมาก่อน – ที่ซึ่งงานศิลปะ การเล่าเรื่อง และความเสียสละส่วนตัว มาบรรจบกัน “เมื่อเราต้องทำงานกับเรื่องราวซึ่งรู้จักกันอย่างแพร่หลาย และมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปอย่างมาก สิ่งเดียวที่เราพึงกระทำก็คือคงความเป็นจริงของเรื่องไว้ให้มากที่สุด และใช้วิธีถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง” กิบสันกล่าว “นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามจะทำ”

และในการตัดสินใจที่จะเน้นหนักทางความดูสมจริงทางร่างกาย กิบสัน กล่าวต่อ “ผมต้องการแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของการเสียสละ รวมทั้งความน่ากลัวของมันด้วย แต่ผมก็ยังอยากให้หนังแสดงถึงช่วงเวลาและท่วงทำนองของความเป็นจริง ความงามรวมทั้งสัมผัสได้ถึงความรัก เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความศรัทธา ความหวังและความรัก และสิ่งนั้นในความคิดเห็นของผม มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราจะบรรยายมันออกมาได้ ”

ภาพยนตร์เรื่อง The Passion of the Christ นั้น กำกับโดย เมล กิบสัน และสร้างโดย บรู๊ซ เดวีย์ กิบสัน และ สตีฟ แม๊คอีวีตี โดยมี เอนโซ่ ซิสตี้ เป็น ผู้อำนวยการบริหาร และในทีมงานผู้สร้างที่มีความสามารถนั้นยังมี คาเล็บ เดสชาเนล ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลตุ๊กตาทองถึง 4 ครั้ง ร่วมงานอยู่ด้วยในฐานะผู้กำกับภาพ อีกทั้งฟรานเชสโก้ ฟริเกอรี่ผู้ออกแบบฉากซึ่งได้รับรางวัล และ มอริซิโน่ มิเนโนตติ ผู้ได้รับการเสนอชื่อสองรางวัลตุ๊กตาทองฝ่ายเครื่องแต่งกาย ทีมงานสเปเชี่ยลเอฟเฟค และทีมงานแต่งหน้าของ คีธ แวนเดอแลน และเกร็ก แคนนอม (ผู้ซึ่งได้รับสองรางวัลตุ๊กตาทอง) รวมทั้ง จอห์น ไรท์ ซึ่งได้รับการเสนอชื่อรางวัลออสการ์ ถึงสองรางวัลเป็น ผู้ลำดับภาพ

Copyright @ 2004 Icon Distribution, Inc. in all territories. Released by Twentieth Century Fox.
Icon Distribution is the author of this motion picture for purposes of copyright and other laws/.


 

 

หน้ารัง | บทความ | แนะนำเพื่อนอ่าน

9 เมษายน 2004
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2004