issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง
article
ขว้างหินถามทาง (1) "ศีลศักดิ์สิทธิ์" หรือ "พิธีศักดิ์สิทธิ์" ?
ค.พ. ไพบูลย์ อุดมเดช C.Ss.R.

ผมไปที่ไหนและแนะนำตัวเองว่ามาจากเมืองไทย เพื่อนคาทอลิกต่างชาติมักจะถามผมว่าจำนวนคาทอลิกเมืองไทยมีเท่าไหร่ เมื่อผมบอกเขาไปว่าไม่เกินสามแสนคนจากพลเมืองทั้งสิ้นหกสิบเอ็ดล้านคน คำตอบของผมมักจะทำให้เกิดคำถามต่อไปว่า คริสตศาสนาเข้ามาในเมืองไทยนานเท่าไหร่แล้ว ?ผมบอกราวสี่ร้อยกว่าปี เสียงครางด้วยความแปลกใจก็มักจะตามมาเสมอว่า เหตุใดจำนวนถึงมีน้อยนัก? เพื่อนอินเดียของผมบอกว่าบางสังฆมณฑลในอินเดียมีจำนวนมากกว่าคาทอลิกทั่วประเทศไทยเสียอีก ผมก็มักจะแก้ตัวน้ำขุ่นๆไปว่า เพราะเราอยู่ในอิทธิพลของพุทธศาสนาที่ฝังรากลึกในแผ่นดินไทยมานานแล้ว แต่ในใจของตัวเองนั้นก็ยังบอกว่ามันน่าจะมีเหตุผลอะไรมากไปกว่าเพราะว่าเราอยู่เมืองไทยที่เป็นเมืองพุทธศาสนา

ผมให้ชื่อเรื่องว่า ..ขว้างหินถามทาง..ก็มีสาเหตุมาจากความรู้สึกลึกๆอันนี้เองที่ว่า มันน่าจะมีที่มาที่ไปของมันว่าเหตุใดจำนวนคาทอลิกไทยถึงอยู่กับที่ จำนวนคนเกิดกับคนตายไม่สมดุลกัน บทความนี้ขอเป็นดั่งการถามทางไว้ก่อน (ผมใช้คำว่า ขว้าง ไม่ใช่ โยน เพราะถ้าหากมีอะไรสะท้อนกลับมา คนขว้างจะรู้สึกปลอดภัยหน่อยเพราะ ขว้างมันไกลตัวกว่า โยน)

ผมคิดว่าสาเหตุที่ "คุณค่าแห่งพระวรสาร" ไม่ดึงดูดจิตใจคนไทย ส่วนหนึ่งนั้น (ผมเน้นส่วนหนึ่งนะครับ) เกิดมาจาก ภาษาแบบคาทอลิก ของเราเอง ภาษาที่เราใช้ในระหว่างคาทอลิกเรานั้นแปลกแยกเกินไปสำหรับผู้ฟังคนไทย ศัพท์แสงต่างๆเรามีพื้นฐานมาจากตะวันตก แม้เราจะพยายามปรับปรุงเรื่อยมาแต่ก็ยังไม่สามารถดับกลิ่นเนยออกจากความคิดของคนไทยได้ อย่างไรก็ดีมีสิ่งที่น่าสังเกตและน่าสนใจในเรื่องภาษากลิ่นเนยเกิดขึ้นในสังคมไทยเช่นกันคือ คนหนุ่มสาวในเมืองไทยกลับเริ่มรู้สึกว่าเท่ห์ที่มีชื่อแบบฝรั่งผสมไทย ร้านค้าต่างๆถ้าขึ้นป้ายเป็นไทยจะกลับไม่ได้รับความนิยม ทำไม? แล้วเหตุใดศัพท์แสงแบบคาทอลิกของเราถูกเมินหรือถูกกลบไว้ด้วยความรู้สึกเฉยๆ หรือไม่ก็เกิดความรู้สึกว่า ยากเกินที่จะเข้าใจเลยไม่สนใจ

หินก้อนแรกที่ผมจะขว้างถามทางก็คือ ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเปลี่ยนคำศัพท์ที่เราเคยใช้ คำอะไรล่ะ?

คำแรกคือคำว่า ศีลศักดิ์สิทธิ์ !! ผมเสนอให้เปลี่ยนคำนี้ใหม่ เป็น "พิธีศักดิ์สิทธิ์"

เหตุผล

ผมขอร่ายยาวประวัติของคำว่า ศีลศักดิ์สิทธิ์ นี้ก่อนนะครับ คำนี้เริ่มแรกทีตามประวัติบอกว่ามาจากภาษากรีก Mysterion (อาจารย์กรีกของผมบอกว่าออกเสียงที่ถูกคือ มืสเตรีออน) หมายถึงสิ่งเร้นลับ ซ่อนเร้น เข้าใจยาก คริสตชนยุคแรกๆเป็นต้นทางแถบเอเชียน้อยใช้คำนี้เรียกพิธีล้างบาปและพิธีบูชาขอบพระคุณ ต่อมาเมื่ออิทธิพลของโรมันมีมากขึ้นลบอิทธิพลของกรีก มีการแปลคำดังกล่าวมาเป็นภาษาลาตินโดยใช้คำว่า Sacramentum เพราะฉะนั้น สองคำนี้มีความหมายเหมือนกันในตอนแรก แต่ต่อมาคำว่า Sacramentum ก็มีการพัฒนาเพิ่มเติมขึ้นในพิธีกรรมของชาวโรมัน พวกชาวโรมันและทหารโรมันเองก็ใช้คำนี้ในพิธีสาบานตนซื่อสัตย์ต่อจักรพรรดิ

ประวัติและหลักฐานบอกว่า ท่านแตตุลเลี่ยนเป็นคนแรกที่เริ่มใช้คำว่า Sacramentum ในความหมายถึงพิธีศักดิ์สิทธิ์ของคริสตชน ในขณะที่ท่านออริเจน ที่อยู่ทางอะเล็กซานเดรียก็ยังใช้คำว่า Mysterion หมายถึงพิธีล้างบาปและพิธีบูชาขอบพระคุณเหมือนเดิม เมื่อคริสตศาสนาเริ่มมั่นคงในแหลมอิตาลี คำทั้งสองก็เริ่มประสานเป็นคำเดียวกัน หมายถึงสิ่งที่จะให้ความรอดแก่วิญญาณของผู้รับ อย่างไรก็ตามวิวัฒนาการของคำทั้งสองนี้ก็ใช่จะไม่มีปัญหา หลายคนในสมัยของนักบุญออกัสตินบอกว่าคำดังกล่าวมีความหมายไม่ชัดเจนในทางเทววิทยา (เหมือนยุคปัจจุบันเลย) นักบุญออกัสตินก็ได้พยายามอธิบายโดยแยกระหว่างคำว่า เครื่องหมาย(signum) และ แก่น (res) เรื่องของเรื่องคือว่า เกิดมีปัญหาว่า คนที่ทิ้งความเชื่อไปแล้ว เมื่อกลับมาในพระศาสนจักรอีกนั้นต้องล้างบาปใหม่หรือไม่ นี่เป็นปัญหาของยุคนั้น พวกโดนาติสบอกว่า ต้องล้างบาปใหม่ แต่นักบุญออกัสตินบอกว่าไม่ต้องล้างบาปใหม่ เพราะ Sacramentum นั้นมีธรรมชาติเป็นทั้งเครื่องหมายที่เห็นได้และมี แก่น ที่มองไม่เห็น ทุกคนที่ได้รับหรือผ่านพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกต้องแล้ว ตรานั้นจะอยู่ติดกับวิญญาณตลอดไปไม่จำเป็นต้องรับพิธีใหม่อีกครั้ง พิธีศักดิ์สิทธิ์นั้น ภายนอกคือพิธีแต่ภายในนั้นคือพระหรรษทานที่มีผลกับวิญญาณ คำสอนนี้คาทอลิกของเราสอนเรื่อยมาและมีการยืนยันในสังคายนาเมืองเทรนต์ด้วย ผมชักจะออกนอกเรื่องที่ต้องการจะพูดแล้ว ขอนำกลับมาที่คำว่าว่า ศีลศักดิ์สิทธิ์ อีกครั้ง

เราจะเห็นได้ว่า จากคำว่า Mysterion มาเป็น Sacramentum และภาษาอังกฤษก็รับเอามาใช้ว่า Sacrament รวมทั้งภาษาฝรั่งเศสด้วย จากจุดนี้มาถึงคำถามที่ว่า เหตุใดภาษาไทยเราจึงแปลจาก Sacrament มาเป็น ศีลศักดิ์สิทธิ์? คำว่า ศีล นั้น ตามปทานุกรมไทยแปลว่า ..ข้อบัญญัติที่กำหนดทางปฏิบัติกายและวาจาทางศาสนา หรือแปลว่า ความประพฤติถูกต้องดีงาม ให้เราลองมาเปรียบเทียบคำทั้งสองดูนะครับ

* Sacrament หมายถึง พิธี หรือ เครื่องหมายที่ให้พระหรรษทานแก่ผู้รับ พิธีศักดิ์สิทธิ์

* ศีล หมายถึง ข้อบัญญัติ หรือ ข้อห้าม ข้อกำหนดในการประพฤติปฏิบัติทางศาสนา

เราจะเห็นได้ว่า ความหมายนั้นช่างห่างไกลกันเหลือกัน เมื่อคาทอลิกเราพูดถึงศีลศักดิ์สิทธิ์ คนพุทธเข้าใจทันทีว่าหมายถึงข้อห้ามอันศักดิ์สิทธิ์ เหมือน ศีลห้า ศีลแปด ของพุทธศาสนา ในแง่ตัวเลขนั้นคงไม่ต่างกันเท่าไหร่เพราะของพุทธมีข้อห้าม 5 หรือ 8 ประการ แต่ของคาทอลิกมี 7 ประการ ผู้ฟังคงไม่รู้สึกว่าหนักหรือถือยาก แต่ที่สำคัญคือ ความเข้าใจผิดน่ะสิ เพราะ Sacrament ของเรานั้นมีท่าทีในทางเป็นคุณ มากกว่าเป็นข้อห้ามที่ทำให้รู้สึกอึดอัด

ดังนั้นผมจึงอยากท้าทายพระศาสนจักรคาทอลิกไทยเราอีกครั้ง (ก่อนหน้านี้ก็คงจะมีคนเคยท้าทายมาบ้างแล้วล่ะแต่ไม่มีใครสนใจรับคำท้า) ว่า ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเปลี่ยนศัพท์คำว่า ศีลศักดิ์สิทธิ์ ใหม่ เพราะไหนๆเราก็เริ่มพันปีที่สามแล้ว ศัพท์คำว่า พิธีมิสซา เราก็เปลี่ยนให้ถูกต้องตามความหมายเป็น "พิธีบูชาขอบพระคุณ" แล้ว ถึงเวลาที่เราจะเปลี่ยนศัพท์ที่ใช้ในหนังสือคำสอนหรือยัง บางคนบอกว่าดีแต่ติเตียน แล้วมีอะไรสร้างสรรค์บ้างหรือเปล่า มีครับ

ข้อเสนอ

ผมเสนอให้ใช้คำว่า พิธีศักดิ์สิทธิ์ แทนคำว่า ศีลศักดิ์สิทธิ์ ด้วยเหตุผลที่ว่า

หนึ่ง...คำว่า พิธี นั้นตรงกับสิ่งที่เรากระทำอยู่แล้ว ผู้ฟังไม่รู้สึกแตกต่างหรือต้องทำใจยอมรับอะไร

สอง...คำว่า พิธี นั้นบ่งความหมายตรงตามธรรมชาติของ Sacrament และเป็นเครื่องหมายภายนอกที่ประทานพระหรรษทานแก่ผู้รับซึ่งเป็นแก่นภายใน

สาม...คำว่า ศีล ไม่ตรงกับธรรมชาติและความหมายของ Sacrament จึงควรเปลี่ยน โดยเริ่มใช้ในหนังสือคำสอนของเราก่อน ครูคำสอนเองก็ต้องมีการศึกษาเรื่อง พิธีศักดิ์สิทธิ์ ให้เข้าใจเพื่อจะนำไปสอนได้ โดยหวังว่าในระยะยาว คำนี้จะก่อให้เกิดความรู้สึกในด้านดีต่อคริสตศาสนาเมื่อคนที่ไม่มีพื้นฐานคาทอลิกได้ยินหรือได้ฟัง อันจะเป็นการช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อภาพลักษณ์ของคาทอลิกเราด้วย

บางคนอาจจะแย้งว่า ในกรณีที่กล่าวถึง Sacrament ในความหมายที่บ่งบอกถึงความเป็นจริงของความเชื่อเองล่ะ เช่น ประโยคที่ว่า "พระศาสนจักรเป็น Sacrament ของพระคริสตเจ้า" ประโยคเช่นนี้ผมขอเสนอให้ใช้คำว่า สัญลักษณ์ หรือ เครื่องหมาย ซึ่งตรงกับคำว่า Character ในรากศัพท์เดิมแทน ดังนั้นเราจึงพูดได้ว่า " พระศาสนจักรเป็น สัญลักษณ์ ของพระคริสตเจ้า" เนื่องจากประโยคดังกล่าวนี้เราจะใช้คำว่า พิธี นั้นคงไม่ถูกต้องเพราะในที่นี้คำว่า พิธี ไม่ได้บ่งความหมายของประโยคตามที่ผู้พูดต้องการ

ผมทราบดีว่าสำหรับคนไทยเรานั้น การที่จะเปลี่ยนอะไรที่เคยใช้มานานเป็นเรื่องยาก เราไม่ชอบเปลี่ยน หรือถ้าจะเปลี่ยนก็อย่าให้รู้ ให้มันเปลี่ยนไปเอง แบบถามหาต้นตอไม่ได้ เมื่อผมนำเสนอแบบไม่หลบซ่อนตัวเช่นนี้ผมก็ทราบดีเช่นกันว่า จะต้องมีแรงสะท้อนกลับมาว่า เปลี่ยนไปทำไม? ของเก่าไม่เสียหายอะไร วุ่นวายเปล่าๆ เอามือไปซุกหีบทำไม? ก็ต้องพิมพ์หนังสือคำสอนใหม่อีกแล้วสิ? ว้า..วุ่นวายไม่เข้าเรื่อง !!..

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี่ล่ะครับ ผมถึงจั่วหัวเรื่องนี้ว่า ขว้างหินถามทาง และเป็นหินก้อนที่หนึ่ง ผมจะรอดูผลสะท้อนสักพักก่อนที่หินก้อนที่สองจะติดตามมา
 

 

หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง |

30 มีนาคม 2001
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001