issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง
article
ขว้างหินถามทาง (4) : คำแทน "มิสซา" และ "ศีลมหาสนิท"
คุณพ่อไพบูลย์ อุดมเดช

ชีวิตคริสตชนเกี่ยวข้องกับพิธีมิสซาอย่างใกล้ชิด เป็นต้นพระสงฆ์นักบวชที่ร่วม พิธีขอบพระคุณ (มิสซา)ทุกวัน พระสงฆ์บางองค์ต้องทำพิธีขอบพระคุณวันละ2-3ครั้งก็มี สัตบุรุษบางคนที่มีความเชื่อลึกซึ้งก็ปรารถนาจะร่วมพิธีขอบพระคุณวันละหลายครั้ง กฎหมายของพระศาสนจักรเองกำหนดให้สัตบุรุษต้องร่วมพิธีขอบพระคุณทุกวันอาทิตย์ พิธีขอบพระคุณจึงเป็นศูนย์กลางของจิตใจคาทอลิกเราเพราะในพิธีนี้เราได้ร่วมเป็นหนึ่งกับพระเยซูคริสตเจ้าอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามในแง่ของภาษาที่ใช้เรียกพิธีกรรมนี้เรายังมีปัญหาในการใช้ศัพท์ ปีนี้สภาพระสังฆราชได้กำหนดให้เรียกพิธีมิสซาให้ถูกต้องตามความหมายว่าเป็น "พิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ" ผมขอย้อนกลับไปที่ประวัติศาสตร์ของพิธีกรรมนี้สักนิดก่อนที่จะนำเสนอศัพท์ต่างๆที่เกี่ยวกับพิธีนี้ในตอนท้าย

ประวัติความเป็นมา

พิธีที่เราเคยเรียกว่า ..มิสซา..นั้นเริ่มมาจาก การเลี้ยงครั้งสุดท้ายของพระเยซูเจ้าก่อนที่พระองค์จะถูกจับและถูกประหารบนไม้กางเขนในที่สุด (ลก.22:19; มก. 14:23; มธ.26:27; 1คร 2:24) ในการเลี้ยงมื้อค่ำนั้น พระเยซูเจ้าเรียกบรรดาศิษย์มาร่วมทานอาหารเย็น แต่อาหารเย็นมื้อนี้เป็นมื้อพิเศษ พระองค์หยิบขนมปังขึ้นมา ขอบพระคุณพระเจ้า แล้วแบ่งให้ศิษย์รับประทานพร้อมกับสั่งให้ ทำพิธีนี้ เป็นที่ระลึกถึงพระองค์ จากนั้นก็ทำเช่นเดียวกันกับถ้วยเหล้าองุ่นคือ พระองค์ขอบพระคุณพระเจ้า ก่อนที่จะส่งมอบให้ศิษย์ร่วมดื่มด้วยกัน จากเหตุการณ์ดังกล่าว การเลี้ยงมื้อค่ำนี้ก็กลายมาเป็นพิธี ขอบพระคุณ (Eucharist) บรรดาศิษย์ได้ถือตามคำสั่งของพระองค์ คือเมื่อมีการรวมกันเป็นหมู่คณะ พวกเขาจะทำพิธีดังกล่าวนี้เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระอาจารย์ พิธีระลึกนี้มีศัพท์ภาษากรีกที่สำคัญยิ่งใช้ในการอธิบายธรรมชาติของพิธีคือ Anamnesis ซึ่งแปลว่า ..การระลึกถึง..การจำได้ การทบทวนกิจการนั้นอีกครั้งหนึ่ง

จากพิธีเลี้ยงครั้งสุดท้ายในครั้งนั้นเกิดมีพัฒนาการทางเทววิทยาถึงความหมายของพิธีดังต่อไปนี้คือ พิธีดังกล่าวเป็น การเลี้ยงอาหาร (meal) ปังและเหล้าองุ่นที่เป็นองค์ประกอบของการเลี้ยงนั้นพระเยซูเจ้าได้เพิ่มเติมความหมายใหม่ว่า เป็นพระกายและพระโลหิตของพระองค์เอง คำสั่งที่ว่าให้พวกศิษย์ทำพิธีนี้เพื่อระลึกถึงพระองค์ทำให้บรรดาศิษย์เชื่อมั่นว่าในพิธีที่พวกเขาทำนั้นพระอาจารย์ผู้ได้กลับคืนพระชนม์แล้วได้มาประทับอยู่กับพวกเขา เวลาไม่ได้เป็นสิ่งที่ขวางกั้นความสัมพันธ์ของพวกเขากับพระอาจารย์อีกต่อไป และพวกเขาจะทำพิธีนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาอีกครั้งตามคำสัญญา

เราจะเห็นว่าพัฒนาการมีดังนี้คือ จากพิธีเลี้ยงอาหารธรรมดาก็กลายมาเป็นพิธีขอบพระคุณ และมีความหมายของการประทับอยู่ของพระเยซูเจ้าในทุกครั้งที่ประกอบพิธี มีความหมายของการบูชา การถวายพระเยซูเจ้าแด่พระบิดาเพื่อชดเชยบาป มีความหมายของการร่วมเป็นหนึ่งเดียวในพระองค์ ในส่วนของพิธีเองนั้น จากปังธรรมดาก็กลายมาเป็นพระกายของพระเยซูเจ้า จากเหล้าองุ่นก็กลายมาเป็นพระโลหิตของพระองค์ โดยมีหัวใจของพิธีนี้คือ การ เปล่งวาจา เดียวกันกับที่พระเยซูเจ้าทรงตรัสขอบพระคุณนั่นเอง ภาษาชาวบ้านเราเรียกว่า การเสกปังและเหล้าองุ่นให้กลายเป็นพระกายและพระโลหิตของพระเยซูเจ้า

ในแง่ของพิธีกรรมนั้นเมื่อเวลาผ่านไปจำนวนคริสตชนได้เพิ่มมากขึ้น ได้มีการเพิ่มเติมบทเรียกหาพระจิตเข้ามาในพิธีขอบพระคุณนี้ด้วย (epilcesis) มีการขอขมาโทษพระเจ้าในความผิดบกพร่องในชีวิตก่อนจะมีการรับประทานปังศักดิ์สิทธิ์ มีการเพิ่มเติมบทเพลงต่างๆและบทอ่านจากพระคัมภีร์เข้ามาในพิธีด้วย มีการอวยพรผู้มาร่วมพิธีในตอนจบและประกาศให้ทุกคนกลับไปได้ (ซึ่งคำประกาศนี้เองเป็นที่มาของคำว่า มิสซา) พัฒนาการดังกล่าวนี้ใช่จะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันแต่เป็นพัฒนาการที่ค่อยเป็นค่อยไปตามยุคสมัยตลอดสองพันปีที่ผ่านมา

ดังที่เราทราบประวัติศาสตร์พัฒนาตัวเองมาจากปัญหา จากความขัดแย้ง พิธีขอบพระคุณนี้ก็ใช่จะพ้นจากความขัดแย้ง เช่น มีปัญหาทางเทววิทยาว่า ปังและเหล้าองุ่นเปลี่ยนเป็นพระกายและพระโลหิตของพระเยูเจ้าได้อย่างไร? หรือพิธีนี้เป็นเพียงพิธีระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตเท่านั้นหรือยังมีความหมายว่า นำอดีตกลับมาเป็นปัจจุบัน ? พระเยซูเจ้าอยู่ในพิธีทุกครั้งหรือเปล่า? พิธีนี้ความสำคัญอยู่ที่กลุ่มคริสตชนที่ร่วมพิธีหรือว่าพระสงฆ์ผู้ประกอบพิธีเพียงคนเดียว? ปังและเหล้าองุ่นกลายเป็นพระกายและพระโลหิตเพราะความเชื่อของผู้ประกอบพิธี ผู้ร่วมพิธีหรือว่าเพราะการเสกของพระสงฆ์ ? เรื่องศัพท์จะอธิบายคำว่า Consubstantiation ให้ชาวบ้านธรรมดาเข้าใจได้อย่างไร ? ถ้าพระสงฆ์มีบาปการเสกนั้นจะศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ ? ปังศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบพิธีหรือความเชื่อของผู้รับ ? รับพระกายหลายครั้งได้หรือไม่ ? บาปเบาได้รับการอภัยโดยการรับพระกายได้หรือไม่? ฯลฯ

ผมจะไม่เจาะลึกถึงปัญหาทางเทววิทยาแต่อยากจะพูดถึงศัพท์ที่ใช้ในพิธีและศัพท์ที่เราแปลในภาษาไทย เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมาเราใช้ศัพท์เรียกพิธีนี้ไม่ตรงกับความหมายและใช้อย่างคลุมเครือ คำแรกคือคำว่า Eucharistia เป็นภาษากรีก แปลตามตัวได้ว่า ขอบพระคุณ ในทางยุโรปที่ใช้ภาษาลาตินเป็นภาษากลาง และทำพิธีเป็นภาษาลาติน เมื่อจบพิธีก็มีการอวยพรสัตบุรุษและประกาศว่า พิธีเสร็จแล้ว ให้ออกไปได้ ภาษาลาตินบอกว่า อิเต มิสซา เอส ชาวบ้านก็ใช้คำย่อเรียกพิธีนี้ว่า พิธีมิสซา (ปัจจุบันเวลาทำมิสซาภาษาลาตินก็ไม่นิยมใช้คำดังกล่าวแล้วแต่ใช้คำว่า อิเต อิน ปาเช หรือ บัดนี้ขอให้ไปในสันติเทอญ แทน ) คำว่า มิสซา มาจากภาษาลาตินว่า Missa ต่อมาคำนี้พัฒนาเป็น Missio และใช้ในความหมายว่าออกไปด้วยว่าคือ Dimissio อันที่จริงชื่อเรียกพิธี Eucharistia นี้ มีคำเรียกอื่นๆด้วย เช่น พิธีเลี้ยงมื้อสุดท้ายของพระเยซูเจ้า (The Lord's Supper) หรือ พิธีบิปัง หรือพิธีบูชา (Sacrifice) หรือ พิธีถวายบูชาชดเชยบาป (Oblation) หรือบางคนก็เรียกว่าเป็น พิธีฉลองของพระอาจารย์ (The Lord's Celebration) แต่รวมๆแล้วพระศาสนจักรทางตะวันตกก็นิยมใช้คำว่า มิสซา จนชินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันเหมือนที่คนไทยเราใช้คำว่า ศีล แบบครอบจักรวาลจนชินนั่นแหละครับ

สรุปแล้ว พิธีนี้เรียกให้ถูกต้องตามความหมายเดิมที่ควรจะเรียกว่า พิธีขอบพระคุณ และการที่สภาพระสังฆราชของเมืองไทยเปลี่ยนจากคำว่ามิสซามาเป็น พิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ นั้นตรงความหมายที่สุด (แม้จะยาวหน่อย) โดยส่วนตัวผมเองเห็นว่า ถ้าจะเรียกให้สั้นและมีความหมายสำหรับผู้ฟังแล้วน่าจะเรียกพิธีนี้ว่า พิธีขอบพระคุณ

ศัพท์อื่นๆที่เกี่ยวกับพิธีขอบพระคุณ

ดังได้กล่าวแล้ว จากพิธีขอบพระคุณ มีศัพท์ต่างๆเกิดตามมามากมาย และเราคนไทยได้ยืมคำภาษาไทยว่า ศีล มาใช้แทนคำว่า Sacrament แบบที่ไม่ตรงกับความหมายแถมยังใช้แบบครอบจักรวาลอีกด้วย ดังเช่นคำว่า ศีลมหาสนิท รับศีล ตั้งศีล อวยพรศีล เฝ้าศีล แจกศีล ผอบศีล แผ่นศีล ส่งศีล สิ่งคล้ายศีล ฯลฯ จากตัวอย่างที่ยกมาจะเห็นได้ว่าเราใช้คำว่า ศีล ในความหมายต่างๆดังต่อไปนี้

หนึ่ง...หมายถึงพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่พระเยซูเจ้าสถาปนาขึ้น

สอง...หมายถึงแผ่นปังศักดิ์สิทธิ์ และหมายถึงพระเยซูเจ้าเอง

สาม...หมายถึงตราประทับในวิญญาณที่เราเชื่อว่าทำให้เราเป็นลูกของพระเป็นเจ้า

สี่...หมายถึงสัญญลักษณ์ที่เห็นได้และบ่งบอกถึงการให้พระพรฝ่ายจิต

ห้า...หมายถึงอะไรบางอย่างที่เรียกไม่ถูก บอกไม่ได้แต่รู้สึกว่าศักดิ์สิทธิ์ มาจากพระเป็นเจ้า ทำให้รู้สึกใกล้ชิดกับ พระ ทำให้รู้สึกมีสันติ และที่น่าสังเกตคือ เราไม่รู้สึกว่าคำนี้จะหมายถึง ข้อห้าม ข้อบังคับ แบบแผน หรือจารีตพิธี ตามรากศัพท์เลย ทำไม? เพราะเคยใช้จนชินและเข้าใจได้จากสิ่งที่เราปฏิบัติ จากหนังสือที่เราอ่านและจากจินตนาการของเราเองที่อธิบายความหมายโดยไม่ต้องใส่ใจในที่มาของคำ เรียกว่าใช้แบบรู้กันเองในระหว่างคนคาทอลิกเรา

เพราะปัญหาของคำว่า ศีล ที่เราใช้กันแบบครอบจักรวาลนี้ ผมจึงขอเสนอให้เปลี่ยนคำดังต่อไปนี้

ศีลมหาสนิท ผมเสนอให้เปลี่ยนเป็น พระกายศักดิ์สิทธิ์ หรือ ปังศักดิ์สิทธิ์ หรือ ปังมหาสนิท แทนคำเดิมโดยเน้นความหมายทางเทววิทยาว่า แผ่นปังนั้นเมื่อเสกแล้วก็กลายเป็นพระกายของพระเยซูเจ้า ส่วนคำว่า มหาสนิทนั้น มาจากคำว่า Communion ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายถึงการเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์และเป็นหนึ่งเดียวกับเพื่อนพี่น้องผู้ร่วมรับพระกาย มีความหมายดียิ่ง ผมหาคำอื่นแทนไม่ได้นอกจากคำว่า ปังมหาสนิท

รับศีลมหาสนิท ผมเสนอให้เปลี่ยนเป็น รับพระกาย หรือ รับปังศักดิ์สิทธิ์ ใช้ในความหมายเมื่อสัตบุรุษเข้ามารับแผ่นปังศักดิ์สิทธิ์ในระหว่างพิธีขอบพระคุณ

แห่ศีลมหาสนิท ผมเสนอให้เปลี่ยนเป็น แห่พระวรกาย หรือ แห่พระกาย หรือ แห่ปังศักดิ์สิทธิ์ ใช้ในความหมายที่พระสงฆ์นำแผ่นปังศักดิ์สิทธิ์ใส่ในวงรัศมีหรือภาชนะที่ใช้บรรจุพระกายนำมาตั้งบนบุษบกและจัดขบวนแห่เพื่อเทิดทูนพระกายทิพย์ของพระเยซูเจ้า เป็นการแสดงความศรัทธาภักดีต่อพระองค์ ศัพท์พระกายจะหมายถึงองค์พระเยซูเจ้าในรูปแผ่นปังได้อย่างดี

อวยพรศีลมหาสนิท ผมเสนอให้เปลี่ยนเป็น อวยพรพระคริสต์ เป็นคำที่ย่อมาจากคำว่า อวยพรด้วยพระคริสต์ หมายถึงพิธีที่พระสงฆ์ยกแผ่นปังศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในวงรัศมีซึ่งเราเชื่อว่าคือ พระกายของพระคริสตเจ้านั้นอวยพรเรา คำนี้ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นผู้อวยพรพระองค์ แต่ตรงกันข้าม พระองค์เป็นผู้ทรงอวยพรเรา

แจกศีลมหาสนิท ผมเสนอให้เปลี่ยนเป็น แจกพระกาย หรือ แจกปังศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเน้นที่ความหมายของคำว่าพระกายพระเยซูเจ้า คำนี้จะทำให้ผู้ฟังเห็นภาพจริงว่าแผ่นปังนั้นเราชาวคาทอลิกให้ความหมายพิเศษกว่าสิ่งที่ตามองเห็นว่าเป็นแผ่นขาวๆธรรมดาที่ทำจากแป้งสาลี

เฝ้าศีลมหาสนิท ผมเสนอให้เปลี่ยนเป็น เทิดทูนพระกาย หรือ เยี่ยมพระเยซู หรือ เยี่ยมพระกายศักดิ์สิทธิ์ คำนี้มีพัฒนาการมาจากความศรัทธาต่อองค์พระเยซูเจ้าในรูปแผ่นปังศักดิ์สิทธิ์ คำว่าเฝ้าศีลนั้นบางคนให้ความเห็นว่าไม่เหมาะในภาคปฏิบัติเพราะเห็นว่าเราไม่ควรไปเฝ้าพระองค์เหมือนกับว่าจะมีใครมาขโมยพระองค์ไป อันที่จริงคำนี้ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Visit the Blessed Sacrament ความหมายก็คือการไปใช้เวลาอยู่กับพระองค์เงียบๆ หรือภาวนา เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับพระองค์ เพิ่มพูนความรักและความเชื่อในพระองค์ยิ่งใหญ่ จากคำเดิมที่เราใช้คำว่า เฝ้า นั้น ในภาคปฏิบัติเราก็ไปเฝ้าจริงๆ นานๆไปเมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นพระองค์เงียบเฉย ผู้เฝ้าก็เบื่อ ทั้งๆที่ความศรัทธานี้มีจุดหมายเพื่อต้องการให้เราถวายเกียรติและเทิดทูนพระองค์ เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระองค์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เหตุนี้ผมจึงเสนอให้แปลคำว่า Visit ตรงตามความหมายของศัพท์เองคือ เป็นการเยี่ยมเยียน เหมือนศัพท์ที่ว่า แม่พระเสด็จเยี่ยมนางเอลิซาเบ็ธ เราไม่ได้แปลว่า แม่พระเสด็จเฝ้านางเอลิซาเบ็ธ แม้ความหมายของคำว่า เฝ้าจะแฝงด้วยการเยี่ยมเยียน การเข้าพบ ด้วยก็ตาม เช่น การเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว บางคนอาจแย้งว่า พระเยซูเจ้าเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ การใช้คำ เฝ้า เหมือนกับที่เราใช้กับกษัตริย์ก็น่าจะเหมาะสมอยู่แล้ว ในแง่นี้ผมก็เห็นด้วย แต่ผมเห็นว่าสำหรับชาวบ้านคำว่า เฝ้านั้นแทบจะไม่ได้หมายถึงการเยี่ยมเยียนเลย คงเป็นเพราะว่าไม่ใช่ทุกคนจะเข้าเฝ้าในหลวงได้ คำว่าเฝ้าสำหรับชาวบ้านทั่วไปจึงหมายถึงการเฝ้ารักษาไว้ เฝ้าคอยดูแล คอยรับใช้ สำหรับพระเยซูเจ้านั้นผมคิดว่าพระองค์คงอยากให้เราเน้นที่การสร้างความสัมพันธ์อันลึกซึ้งโดยการแวะมาเยี่ยมพระองค์มากกว่า และเยี่ยมบ่อยๆก็ยิ่งดี อย่างไรก็ตามโดยส่วนตัวผมนั้นไม่มีปัญหากับคำว่า เฝ้า แต่มีปัญหากับคำว่า ศีล ครับ

ผอบศีล ผมเสนอให้ใช้คำว่า ผอบปัง

แผ่นศีล ผมเสนอให้ใช้ แผ่นปัง

ส่งศีล(คนป่วย) ผมเสนอให้ใช้คำว่า มอบพระกาย หรือ ส่งพระกาย หรือ มอบปังศักดิ์สิทธิ์ เช่นเมื่อมีคนถามว่าคุณพ่อจะไปไหน คุณพ่อก็ตอบได้ว่า พ่อจะไปส่งพระกาย ไปมอบพระกาย (คนที่ชินกับคำว่าศีลคงจะหัวเราะกับข้อเสนอของผมแน่)

ทำศีล ก็ให้ใช้คำว่า ทำแผ่นปัง แทน หมายถึงตอนที่ซิสเตอร์นำแป้งสาลีมาทำเป็นแผ่นปังและตัดเป็นชิ้นเล็กๆเพื่อเหมาะแก่การแจกในพิธีขอบพระคุณ

สิ่งคล้ายศีล ผมเสนอให้ใช้คำว่า สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ (บางคนอาจจะถามว่า สิ่งคล้ายศีลคืออะไร ในภาษาอังกฤษเราใช้คำว่า Sacramental หมายถึงอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เช่น อาภรณ์ที่ใช้ประกอบพิธี แผ่นปัง ไม้กางเขน น้ำเสก พระแท่น กาลิกส์ ฯลฯ)

จะสังเกตได้ว่า คำหลักๆที่ผมเสนอให้เปลี่ยนคือ ใช้คำว่า ปัง พระกาย และเน้นคำว่า ศักดิ์สิทธิ์ เข้ามาประกอบคำ ด้วยเหตุผลที่ว่า จะเพิ่มความชัดเจนในความหมายและธรรมชาติของสิ่งนั้นๆเอง ผมยอมรับว่าการที่จะหาคำไทยสั้นๆรัดกุมและได้ใจความมาแทน คำว่า ศีล ที่เป็นคำครอบจักรวาลนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเพราะเราไม่มีคำศัพท์ดังกล่าวนั่นเอง แน่นอน สิ่งที่ผมเสนอไปนั้นคงจะมีหลายคนไม่เห็นด้วยและมีเหตุผลต่างกันออกไป สิ่งที่ผมเสนอนั้นไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นคำเสนอหรืออย่างน้อย กระตุ้นให้มีการคิดและสร้างคำใหม่ขึ้นมาใช้แทนคำว่า ศีล ที่เราใช้กันจนเคยชินแต่อธิบายให้ถูกต้องตามหลักของภาษาไม่ได้

มีอีกคำหนึ่งที่เราใช้กันบ้างแต่ไม่มาก และผมขอเสนอว่าไม่ควรใช้อีกต่อไป คือคำที่ใช้อธิบายสภาวะของปังศักดิ์สิทธิ์ เราเคยใช้คำว่า เพศ เพื่อแยกระหว่าง ปังกับเหล้าองุ่น แต่แปลกที่เรามักจะใช้กับปังเท่านั้นแต่ไม่ใช่กับเหล้าองุ่น เช่นเราจะพูดว่า เพศปัง แต่ไม่พูดว่า เพศเหล้าองุ่น คำว่า เพศปัง นี้ดูเหมือนจะเป็นคำที่เริ่มใช้ในรุ่นคุณพ่อปู่ของเรา ศัพท์รุ่นปู่คำนี้ในปัจจุบันฟังแล้ว นอกจากจะไม่เข้าใจแถมยังอาจจะทำให้คิดไม่ดีไปเลย คนรุ่นใหม่คงจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดพ่อปู่ของเราจึงใช้คำว่า เพศ กับแผ่นปังและเหล้าองุ่น ราวกับว่าแผ่นปังเป็นเหมือนเพศชาย เหล้าองุ่นเป็นเหมือนเพศหญิงกระนั้น อันที่จริงคำนี้มีที่มาที่ไปของมัน คือปู่คงพยายามจะแปลคำว่า species ซึ่งเป็นศัพท์ที่ใช้ในทางชีววิทยาเป็นส่วนใหญ่ ใช้แบ่งชาติพันธุ์มนุษย์ และสัตว์ แต่เหตุใดพ่อปู่ของเราใช้คำว่า เพศ ซึ่งเป็นคำแบ่งแยกระหว่างชายกับหญิงมาแทนคำว่า species ก็ไม่ทราบ (ภาษาไทยใช้ทับศัพท์หรือใช้คำว่า ชนิด) ผมเดาเอาว่าพ่อปู่คงเดินตามคำสอนของนักบุญโทมัสที่พยายามอธิบายความหมายของ Transubstantiation และมีการใช้คำศัพท์ว่า species อยู่ด้วยเพื่อแยกสิ่งที่เห็นได้กับเห็นไม่ได้ของสภาวะพระกายทิพย์ของพระเยซูเจ้า ซึ่งทั้งหมดเป็นการพยายามอธิบายทางหลักปรัชญา ในปัจจุบันนี้แม้จะไม่มีหลักปรัชญาใดมาแทนคำอธิบายของท่านนักบุญโทมัสในเรื่องนี้แต่ความสนใจในเรื่องดังกล่าวนี้ก็มีน้อยลงจนไม่เป็นปัญหาท้าทายนักปรัชญายุคปัจจุบันเท่าไรแล้ว ผมจึงเสนอให้ตัดคำว่า เพศปัง ออกจากระบบศัพท์คาทอลิกเลย หรือถ้าจะพยายามอธิบายจริงๆก็ใช้คำว่า ภาค รูป แทนก็น่าจะเข้าใจได้แถมไม่ทำให้ผู้ฟังคิดไปในแง่อื่นด้วย

บทสรุป

หินก้อนนี้ขว้างไกลหน่อยเพราะเกี่ยวข้องกับศัพท์หลายคำ ผมทราบดีว่าหลายคนอาจจะแย้งและไม่เห็นด้วย ก็ขว้างหินก้อนนี้คืนมาได้นะครับ ขอเพียงอย่าขว้างคืนแบบจงใจให้เจ็บอย่างเดียว เพราะผมอยากจะเห็นความคิดหรือแรงสะท้อนที่สร้างสรรค์มากกว่าจะเป็นการขัดแย้งที่ไม่มีเหตุผลรองรับ พระศาสนจักรเป็นของทุกคนที่เชื่อและศรัทธาเป็นต้นพระศาสนจักรในเมืองไทยที่พยายามปลุกให้ยักษ์ที่มีชื่อว่า ฆราวาสตื่นขึ้นมาร่วมมือกับพระสงฆ์นักบวชในการประกาศค่านิยมแห่งพระวรสารในโลกปัจจุบัน ตุ๊บ..หวิดไปแล้วมั้ยล่ะ คราวหน้าผมจะขว้างหินถามทางเรื่อง ศีลแก้บาป ครับ
 

 

หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง |

28 เมษายน 2001
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001