issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง
article
ขว้างหินถามทาง (5) : พิธีอภัยบาป
คุณพ่อไพบูลย์ อุดมเดช

ปัญหาหนึ่งของพระศาสนจักรในยุโรปหลายๆประเทศรวมทั้งอเมริกาคือ จำนวนคนไปสารภาพบาปน้อยลง ที่โปรดบาปกลายเป็นวัตถุที่นำไปเก็บไว้ในมุมวัด หรือยกเอาไปเก็บไว้ที่ห้องเก็บของชั้นใต้ถุนวัดเลยก็มี (อย่างไรก็ตามที่อิตาลี เป็นต้นที่โรม วิหารสำคัญๆยังใช้ที่โปรดบาปเหมือนเดิม และดูเป็นคลาสสิกไปอีกแบบ) คำถามก็คือ เหตุใดจึงมีคนไปสารภาพบาปน้อยลง? แน่นอนคงจะมีคำอธิบายให้เหตุผลมากมาย สำหรับผมเองนั้นผมคิดว่าในเหตุผลหลายๆอย่างนั้นหนึ่งคือ เรื่องของภาษา ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและมีผลกระทบต่อจำนวนผู้มารับพิธีอภัยบาปด้วย

ข้อเสนอแนะในบทความตอนนี้ ผมอยากพูดเรื่อง ศีลแก้บาป ( Sacrament of Penance) ซึ่งผมเสนอแนะให้ใช้คำว่า พิธีอภัยบาป แทน แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงรายละเอียดของข้อเสนอแนะ ผมขอกล่าวถึงประวัติย่อๆของพิธีอภัยบาปก่อน

ประวัติย่อ

พิธีอภัยบาปนั้น พระเยซูเจ้าทรงสถาปนาขึ้น ดังจะพบหลักฐานได้จากพระคัมภีร์ใหม่ มธ 16:16; 18: 15-20; ลก 15:11-32 ยน. 20:22-23 หลังจากที่พระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์แล้ว คริสตชนก็ปฏิบัติตามคำสั่งของพระเยซูเจ้าในกรณีที่พวกเขาทำผิดและต้องการแสดงออกถึงการกลับใจ หรือเสียใจ ต้องการได้รับการอภัยจากพระเป็นเจ้า พวกเขาก็จะสารภาพความผิดนั้นแก่กันและกัน ดังที่นักบุญยากอบเองก็แนะนำ (ยบ 5:16) อย่างไรก็ตามเมื่อจำนวนคริสตชนเพิ่มมากขึ้นและได้ขยายออกไปจากสภาพแวดล้อมของชาวยิวแล้ว ปัญหาเกี่ยวกับข้อเรียกร้องให้สารภาพบาปก็ตามมา ในช่วงศตวรรษที่หนึ่งและที่สองนั้นปัญหาของการสารภาพบาปจะเกี่ยวข้องกับเรื่องคนที่ทิ้งความเชื่อไปแล้วขอกลับเข้ามาในหมู่คริสตชนอีก มีการถกเถียงกันว่าควรจะอภัยบาปให้คนที่ทิ้งความเชื่อไปหรือเปล่า อภัยกี่ครั้ง และมีคนตั้งคำถามว่าพระศาสนจักรเองมีอำนาจโปรดบาปได้ทุกประการหรือเปล่า ฯลฯ ที่น่าสังเกตประการหนึ่งคือ ในยุคแรกข้อเรียกร้องให้บุคคลต้องสารภาพบาปนั้นมีจำกัดไว้เฉพาะบาปหนักสาหัสจริงๆ บาปเบานั้นแทบไม่พูดถึงกันและเป็นที่เข้าใจกันว่าไม่จำเป็นต้องไปสารภาพแต่ใช้วิธีชดเชยบาปเองได้ เช่น การทำบุญ การสวดภาวนา การอดอาหาร พลีกรรม ทดแทน ในยุคแรกนั้นการสารภาพบาปจะไปสารภาพกับพระสังฆราช เนื่องจากถือว่าท่านคือผู้มีอำนาจและสืบอำนาจนี้มาจากพระเยซูเจ้าโดยตรง ต่อมาเมื่อจำนวนพระสงฆ์มีมากขึ้นและจำนวนคริสตชนก็มากตามไปด้วย พระสังฆราชก็มอบอำนาจการโปรดบาปแก่พระสงฆ์ แต่บางแห่งก็ยังสงวนสิทธิ์ที่จะโปรดบาปหนักบางประการไว้ให้พระสังฆราชเท่านั้นเป็นผู้โปรด ที่บอกว่าบางแห่งก็เนื่องจากพระสังฆราชแต่ละท้องที่มีสิทธิ์อำนาจในเขตปกครองและกำหนดนโยบายในเขตปกครองของตนนั่นเอง

หนังสือสำคัญที่ให้หลักฐานเรื่องพิธีอภัยบาปในศตวรรษที่สองคือ หนังสือเล่มเล็กๆที่ชื่อ ดีดาเค ที่เมืองไทยมีการแปลโดยสำนักพิมพ์มหาไถ่ซึ่งผู้อ่านสามารถติดต่อหาอ่านได้ หนังสือเล่มนี้บอกว่าบาปเบานั้นสามารถชดเชยได้ด้วยการภาวนา การพลีกรรมอดอาหาร การทำบุญให้ทาน ส่วนบาปหนักนั้นมีระยะเวลาของการชดเชยบาปนานนานเท่าไรขึ้นอยู่กับความหนักเบาของบาป เช่น บาปทิ้งความเชื่อ บาปฆ่าคน บาปเป็นชู้ เหล่านี้ต้องไปสารภาพกับพระสังฆราช การต้องใช้โทษบาปตลอดชีวิต ต่อมาในสมัยของคุณพ่อชาวโรมันที่ชื่อ โนวาเซียน เกิดมีปัญหาเรื่องความเคร่งครัดขึ้น กล่าวคือ มีคำถามว่าคนที่ทิ้งความเชื่อไปแล้วสมควรได้รับการอภัยบาปและกลับเข้ามาในหมู่คริสตชนอีกหรือไม่ อภัยกี่ครั้งถึงจะพอ ฝ่ายโนวาเซียนนั้นเห็นว่าไม่ควรได้รับการอภัยบ่อยๆและต้องรอให้ถึงเวลาตายก่อนถึงจะอภัยได้ เพื่อเน้นความศักดิ์สิทธิ์ของกฏ ท่าน แตตุลเลียน ช่วงที่ถือสายมอนตานิสนั้นก็สอนเช่นนี้ด้วย อย่างไรก็ตามคำสอนนี้สังคายนาเมืองนิเชียต่อต้านและถือว่าสอนไม่ถูกต้อง พร้อมกันนั้นก็ได้ออกกฏว่าพระสงฆ์ต้องโปรดบาปแก่ทุกคนที่ร้องขอเวลาป่วยหนักหรือก่อนจะสิ้นใจ บางแห่งพิธีโปรดบาปก็จะไปกระทำตอนวันปัสกาเป็นพิธีโปรดบาปอย่างสง่า

ในสมัยของนักบุญออกัสตินที่ต้องสู้กับคำสอนของลัทธิ โดนาติส นั้นเราพบหลักการที่ผ่อนคลายลงมาหน่อย คือ ไม่ควรจะมีการประกาศขับคนบาปออกจากพระศาสนจักรโดยไม่จำเป็น และคนที่ทำบาปหนักนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้ร่วมรับพระกายจากพิธีขอบพระคุณเลย บางแห่งก็จะกันให้ออกไปจากพิธีด้วยซ้ำไป การสารภาพอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชนนั้นค่อยๆหายไปเปลี่ยนเป็นการสารภาพส่วนตัวกับพระสังฆราชหรือพระสงฆ์ก่อนที่เขาจะมีสิทธิ์รับพระกายศักดิ์สิทธิ์ได้

มาในสมัยของนักบุญ เลโอ พิธีอภัยบาปมีขั้นตอน 3 ภาคชัดเจนขึ้นคือ หนึ่ง การสารภาพผิด สองการเป็นทุกข์เสียใจของคนบาป สามการชดเชยบาปและการรับเข้ามาในหมู่คริสตชนใหม่อีกครั้ง อย่างไรก็ตามในยุคนี้ แบบแผนพิธีการอภัยบาปในแต่ละท้องที่ก็แตกต่างกันออกไปเนื่องจากอำนาจของพระศาสนจักรนั้นอยู่ในมือของพระสังฆราชท้องถิ่นมากกว่าจะมีศูนย์รวมอยู่ที่พระสันตะปาปาที่โรม เช่น นักบุญ บาซิล กำหนดให้ใช้โทษบาปฆ่าคน 20 ปี บาปเป็นชู้ 15 ปี บาปเพศสัมพันธ์นอกพิธีสมรส 7 ปี บาปขโมย 2 ปี และบาปทิ้งศาสนานั้นต้องชดเชยตลอดชีวิต เริ่มมีธรรมเนียมในการสารภาพบาปเบาด้วยในยุคนี้ และปัญหาที่แก้ไม่ตกก็คือว่า คนบาปควรจะสารภาพบาปกี่ครั้งในชีวิต และควรได้รับการอภัยกี่ครั้ง สังคายนาลาเตรันครั้งที่ 4 ( 1215 AD)ได้กำหนดว่าคนเราควรสารภาพบาปหนักอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งและกฏนี้ได้รับการตอกย้ำโดยสังคายนาเทรนต์ในเวลาต่อมาด้วย

มาในยุคกลาง อิทธิพลของบรรดานักพรตในอารามมีมากขึ้น เนื่องจากอารามกลายเป็นศูนย์กลางของวิทยาการต่างๆ พัฒนาการในเรื่องพิธีอภัยบาปนั้นก็เริ่มจากอารามด้วย นักพรตทางไอแลนด์ได้นำเสนอวิธีการสารภาพบาปบ่อยๆ มีการจัดลำดับความหนักเบาของบาปในหนังสือ คู่มือการอภัยบาป ซึ่งจัดลำดับความหนักเบาและวิธีชดเชยบาปไว้ชัดเจน เพื่อเป็นคู่มือให้แก่พระสงฆ์นักพรตใช้ในการสอนและการปฏิบัติชีวิตฝ่ายจิตของพวกเขา จากอารามนักพรตในไอแลนด์ก็มาสู่เกาะอังกฤษ จากนั้นก็เผยแผ่มายังฝรั่งเศส สเปนและมาถึงโรมในที่สุด คู่มือการอภัยบาป (The Penitential Book) กลายเป็นมาตรฐานในการกำหนดว่าอะไรเป็นบาปหนัก บาปเบา พระศาสนจักรมาสู่การผกผันอีกครั้งเมื่อเกิดการปฏิรูปของท่านลูเทอร์ขึ้นที่เยอรมัน พระศาสนจักรแตกแยกออกทั้งด้านการปกครองและด้านคำสอน ฝ่ายโปรแตสแตนท์สายไวท์คลิฟถือว่าการไปสารภาพบาปกับพระสงฆ์นั้นไม่จำเป็น การเป็นทุกข์เสียใจก็เพียงพอที่จะได้รับการอภัยจากพระเจ้าแล้ว ส่วนลูเทอร์นั้นก้ำกึ่งท่านเองรับพิธีอภัยบาปบ่อยๆก่อนสิ้นชีวิต แต่บรรดาศิษย์ของท่านก็ถือว่าข้อบังคับให้ไปสารภาพบาปนั้นไม่จำเป็นเพียงแต่ความเชื่อมั่นในพระองค์อย่างเดียวก็พอแล้วและไม่ถือว่าพิธีอภัยบาปเป็นพิธีหรือสัญญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ด้วย ส่วนสายคาลวินและสวิงลีนั้นปฏิเสธพิธีอภัยบาปโดยสิ้นเชิงและถือว่าไม่จำเป็น กระนั้นก็ตามหากใครรู้สึกว่าอยากสารภาพก็ทำได้เพราะเป็นเรื่องจิตวิทยาของความกังวลใจเท่านั้นเองไม่ได้มีผลทางด้านยกบาปอะไร การสารภาพผิดกับคนทั่วไปหรือกับพระสงฆ์ก็มีผลเท่ากัน อย่างไรก็ตามสำหรับพระศาสนจักรออร์ธอด๊อกซ์แล้วยอมรับความหมายของพิธีอภัยบาปเหมือนกันกับฝ่ายคาทอลิกเราทุกประการ

มาในสมัยสังคายนาเมืองเทรนต์ ได้กำหนดคำสอนของพิธีอภัยบาปไว้เป็นขั้นตอนชัดเจน แบ่งเป็น สามภาคคือ การเป็นทุกข์เสียใจในบาป การสารภาพความผิด และการชดเชยความผิด สังคายนาเทรนต์สอนว่า คนเราเพียงแต่เสียใจแม้ไม่บริบูรณ์ก็มีสิทธิ์ได้รับการอภัยเช่นกัน คาทอลิกควรไปสารภาพบาปปีละหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย บาปหนักต้องมีการสารภาพ การสวดโปรดบาปของพระสงฆ์คือเครื่องหมายภายนอกที่เห็นชัดเจนถึงการได้รับอภัยจากพระเจ้า บุคคลสำคัญที่สอนเรื่องพิธีอภัยบาปคือ ท่านโทมัส อาควีโนและท่าน ดัน สโคตุส ผมขอหยุดประวัติย่อๆของพิธีอภัยบาปไว้แค่นี้ ต่อไปผมจะกล่าวถึงปัญหาของศัพท์ที่ผมนำเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลง

ข้อเสนอแนะการเปลี่ยนแปลงศัพท์

ก่อนที่จะเข้าสู่เหตุผลของการเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขศัพท์นั้นผมขอพูดถึงที่มาของคำเรียก พิธีศักดิ์สิทธิ์นี้ก่อน คำที่ใช้แสดงออกถึงการเสียใจหลังจากที่ได้ทำบาปผิดแล้ว คำภาษาลาตินที่ว่า Paenitentiae และภาษากรีกว่า metanoia จากสองคำนี้เองภาษาไทยเรานำมาแปลว่า ศีลแก้บาป โดยมีเหตุผลและที่มาที่ไปซึ่งผมจะกล่าวในภายหลัง

มีคำหลักๆที่อยากจะนำเสนอ ณ ที่นี้คือ ศีลแก้บาป พิธีอภัยบาป พิธีคืนดี พิธีสมาบาป

หนึ่ง ศีลแก้บาป

ดังได้เกริ่นไว้แล้ว คำนี้ภาษาไทยเราแปลมาจากคำว่า Paenitentiae โดยมีพื้นฐานมาจากพระคัมภีร์ของนักบุญ มัทธิว 16:19 ...เราจะให้กุญแกอาณาจักรสวรรค์แก่ท่าน ทุกสิ่งที่ท่านผูกในโลกนี้ก็จะผูกในสวรรค์ด้วย ทุกสิ่งที่ท่านแก้ในโลกนี้ก็จะได้รับการแก้ในสวรรค์ด้วย....จากศัพท์คำว่า ผูกและแก้ นี้เอง เรานำมาเป็นคำที่ใช้หมายถึงการที่เราไปขออภัยจากพระเจ้า ความเห็นของผมคือ คำว่า ผูกหรือแก้ นั้นไม่ได้ให้ความหมายที่ตรงกับรากศัพท์ลาตินหรือกรีกซึ่ง เน้นที่ความรู้สึกเป็นทุกข์เสียใจในสิ่งที่ตัวเองได้ทำผิดไป การมาขอให้พระสงฆ์โปรดบาปนั้นจึงเต็มไปด้วยท่าทีที่ไม่ค่อยจะถูกต้องเท่าใดนัก คนที่ทำบาปไม่ควรจะมาเพื่อหวังแก้สิ่งที่ผูกไว้อย่างเดียวโดยไม่มีภาพของพระเจ้าอยู่ในใจ แต่ควรมาด้วยท่าทีของการขอโทษ ขอรับการอภัยจากพระองค์

นอกนั้นการใช้คำว่าแก้บาป นั้นยังแฝงไว้ด้วยการเน้นที่อำนาจของพระศาสนจักรที่จะโปรดบาป ซึ่งก็ไม่ผิดอะไรแต่ก็ไม่ได้สะท้อนถึงเป้าหมายของพิธีศักดิ์สิทธิ์เท่าที่ควร เหตุนี้ผมจึงขอเสนอให้เปลี่ยนคำจากเดิมที่ว่า ศีลแก้บาป นั้นมาเป็น พิธีอภัยบาป ดังเหตุผลที่จะนำเสนอต่อไป

สอง พิธีอภัยบาป

คนเราจะเข้าใจเจตนารมณ์ของอีกผู้หนึ่งได้ก็ด้วยภาษาที่เขาสื่อมา ถ้าหากเขาใช้คำไม่ชัด เราผู้ฟังก็จะมีปฏิกิริยาตอบสนองไม่ตรงตามที่ผู้พูดอยากสื่อ อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อภาษามีการใช้ในแวดวงของศาสนาและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณและการดำเนินชีวิตของบุคคล มันก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดาอีกต่อไป เป็นต้นในการแปลศัพท์ทางศาสนาคาทอลิกของเรา ดังได้ยกมาข้างต้นว่า พิธีอภัยบาปนี้รากศัพท์มาจากคำภาษาลาตินว่า Paenitentiae ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลรู้สึกเสียใจเมื่อได้กระทำผิดไป ไม่ใช่ความผิดธรรมดาแต่เป็นบาปในระดับต่างๆ คำนี้จึงให้ความหมายเน้นหนักไปที่ความรู้สึกของผู้กระทำผิด ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่พระศาสนจักรเรียกร้องเพื่อแสดงออกถึงการกลับใจด้วย เงื่อนไขของการที่เขาจะได้รับการอภัยจากพระเจ้านั้นที่สำคัญที่สุดคือ เขาต้องเป็นทุกข์เสียใจในความผิดของตนแล้วมาขอโทษจากพระเจ้า เขาถือว่าเขาได้ทำผิดต่อพระเจ้าผู้รักเขา เขาได้ทรยศต่อพระองค์ด้วยการละเมิดกฏของพระองค์หรือทำผิดต่อพี่น้องของเขา จากเหตุผลอันนี้เองที่ผมเห็นว่า คำว่า ศีลแก้บาป เดิม นั้นควรจะเปลี่ยนมาเป็น พิธีอภัยบาป เพื่อเน้นที่การมาขอรับอภัยจากพระเจ้า และเน้นที่ท่าทีของความรู้สึกเสียใจเป็นสำคัญ แทนที่จะเน้นเรื่องอำนาจของการผูกหรือแก้ที่พระศาสนจักรได้รับ เช่นนี้ท่านผู้อ่านเห็นว่าอย่างไรครับ ?

สาม พิธีคืนดี

ประมาณสิบปีที่ผ่านมา นักคิดทางตะวันตกได้พยายามปรับปรุงเทววิทยาของพิธีศักดิ์สิทธิ์ ประจวบกับพบว่าจำนวนผู้มาสารภาพบาปทางยุโรปและอเมริกานั้นลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย นักเทววิทยาหลายท่านจึงเห็นว่า ปัญหาอยู่ที่คนเข้าใจท่าทีและความหมายของพิธีศักดิ์สิทธิ์ผิดไป หรือมองพิธีนี้ในแง่ลบเกินไป จึงได้ทบทวนและชี้แจงกันใหม่ว่า ให้เน้นที่การคืนดีกับพระเจ้า โดยใช้คำเรียกใหม่ว่า The Sacrament of reconciliation คำนี้ใช้มากในแวดวงผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก คือเน้นการคืนดีกับพระเจ้าใหม่ และพยายามให้เห็นว่า พระเจ้านั้นรอคอยให้เรากลับมาหาพระองค์เสมอ เมื่อเราผิดไปแล้วพระองค์เฝ้ารอคอยให้เรากลับมาคืนดีกับพระองค์ใหม่ ผมจำได้เมื่อคำนี้ออกมาใช้ ทางเมืองไทยก็พยายามหาคำที่เหมาะสมอยู่นาน กว่าจะได้แปลเป็นศัพท์ไทยว่า คืนดี และในแง่ของพระคัมภีร์แล้วก็เน้นภาพการคืนดีจากเรื่องลูกล้างผาญ ที่บิดาหลังจากที่เฝ้ารอการกลับมาของลูกชายที่หลงผิดอยู่นาน วันหนึ่งเมื่อเห็นลูกกลับมา บิดาก็รีบวิ่งมากอดและพาเข้าบ้าน สั่งให้มีการเลี้ยงฉลองกัน เพราะถือว่าลูกที่เหมือนตายแล้วนั้นได้กลับมามีชีวิตใหม่...(ลก 15: 11-32) เทววิทยาเช่นนี้ว่าไปแล้วก็ตรงกับธรรมชาติของพิธีศักดิ์สิทธิ์ ผมเองก็เห็นด้วย แต่ก็รู้สึกว่ามีอะไรขาดๆไปหน่อยเมื่อเราแปลมาเป็นไทย ในแง่การแปลนั้นถูกต้อง แต่ก็อยากเพิ่มเติมข้อคิดในแง่ภาษาและความรู้สึกหน่อยคือ

คำว่า คืนดี นั้น ผมเห็นว่าไม่ใช่คำไทยที่ชาวบ้านทั่วไปเข้าใจได้ง่ายนัก (แม้จะมีความหมายตรงก็ตาม) คนไทยไม่ใช้คำนี้ในการแสดงออกถึงการกลับมาเป็นมิตรกันอีกหลังจากมีข้อบาดหมางหรือทำผิดเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมเกิดผิดพ้องหมองใจกับพี่หรือน้องของผม ผมรู้สึกเสียใจแต่ก็ยังไม่กล้าพอที่จะไปขอโทษกับพี่หรือน้องนั้น แม่ของผมสังเกตุเห็น ก็บอกผมว่าให้ไปขอโทษพี่หรือน้องเสีย แม่จะคงจะไม่บอกผมว่าให้ไปคืนดีกับพี่หรือน้อง เพราะคำว่า คืนดีนั้นมันไม่ใช่คำไทยที่คนทั่วไปใช้ แต่เป็นคำแปลมาจากภาษาอังกฤษ เมื่อไม่ใช่คำไทย คนก็ไม่ใช้ เมื่อไม่ใช้ ความหมายก็ไม่ชัดเจนและกลายเป็นสิ่งที่เก็บไว้เฉยๆ เราจะเห็นผลของการที่มันไม่ใช่คำไทยในหมู่คาทอลิกเราอย่างชัดเจน สิบกว่าปีแล้วที่พระศาสนจักรไทยเริ่มนำคำนี้มาใช้ แต่บรรดาพระสงฆ์นักบวชก็ไม่ได้ใช้คำนี้ แม้จะเข้าใจความหมายของมันดี เมื่อพระสงฆ์นักบวชไม่ใช้คำนี้ชาวบ้านก็ไม่ใช้เช่นกัน ทำไม ก็เพราะว่ามันไม่คุ้นปาก และไม่ใช่คำไทยที่เราคุ้นเคยกันนั่นเอง

เหตุผลประการที่สอง จะเกี่ยวกับความรู้สึกของสังคมชนชั้นผู้น้อยผู้ใหญ่ของไทยเราครับ คำว่า คืนดีนั้นไม่สอดคล้องกับภาพของผู้น้อยมาขอโทษผู้ใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น เด็กที่ทำผิดต่อผู้ใหญ่เขาจะรู้ได้ทันทีว่าถ้าผู้ใหญ่เมตตาอภัยให้เขาจะถือว่าเป็นพระคุณยิ่ง แต่เขาจะไม่ไปขอคืนดีแน่เพราะคำว่าคืนดีนั้นให้ความหมายของคนที่มีฐานะเท่าเทียมกัน เด็กกับเด็ก หรือผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่ คนจนกับคนจน คนรวยกับคนรวย คือฐานะเท่ากันเราก็ใช้คำว่า คืนดีอย่างไม่รู้สึกขัดเขิน แต่คงไม่มีผู้น้อยคนใดไปขอคืนดีกับผู้ใหญ่ในสังคมไทย เพราะเหตุนี้ผมจึงเห็นว่า การใช้คำว่า คืนดี ระหว่างเราผู้น้อยกับพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่นั้นจึงไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย ในสังคมตะวันตกนั้นไม่มีความรู้สึกแบ่งวัย แบ่งอายุมากเหมือนสังคมไทย เขาใช้คำว่าคืนดีได้ไม่ขัดเขิน แต่สังคมไทยนั้นจะไม่ทำตัวเสมอเท่าผู้ใหญ่อยู่แล้ว ดังเช่น เวลาเรียกชื่อ เราก็จะไม่เรียกชื่อผู้ใหญ่โดยตรงเพราะรู้สึกเกรงใจและไม่ต้องการทำตัวเสมอผู้ใหญ่ สังคมไทยรับไม่ได้ ต้องมีคำนำหน้า เช่น ท่าน คุณ ปู่ ย่า ตา ยาย พี่ หรือน้อง ฯลฯ ก่อนชื่อเสมอ เพื่อแสดงออกถึงการให้ความเคารพ เช่นนี้เองผมจึงเห็นว่าศัพท์ การคืนดีนั้น คนไทยคงจะเข้าใจยากครับ

กระนั้นก็ตาม ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ก็มิได้หมายความว่า ศัพท์คำว่า คืนดี นั้นใช้ไม่ได้เลย เพราะถ้าหากมองในอีกด้านหนึ่งคือ มองจากด้านของผู้ใหญ่มายังเด็ก (พระเจ้ามายังมนุษย์)เราจะพบสิ่งที่เป็นความน่าทึ่ง เป็นความงามและเป็นเทววิทยาที่น่าสนใจแฝงอยู่ด้วย กล่าวคือ พระเจ้าของเรานั้นเป็นพระเจ้าผู้รักมนุษย์ ใส่ใจ และเพราะรักนี้เองพระองค์ถึงเป็นผู้เริ่มรอคอยเราก่อนและพร้อมเสมอที่จะทำการคืนดีกับมนุษย์แม้พระองค์จะสูงส่ง จากจุดนี้เราจะเห็นความหมายของพระเจ้าผู้ห่วงใย พระเจ้าผู้รักเรา พระเจ้าผู้ถ่อมองค์มาสัมผัสกับมนุษย์ก่อน เราเห็นสิ่งเหล่านี้ได้จากความหมายของคำว่า คืนดี แต่คำถามก็คือว่า คนไทยเราจะเข้าใจความหมายของในด้านนี้มากเพียงใด และนี่คือสิ่งที่ท้าทายเรา

สี่ พิธีสมาบาป

จากจุดยืนที่ผมยกมาอ้างบ่อยๆคือ ศัพท์ต่างๆที่เราใช้ในเมืองไทย ควรมีพื้นฐานจากความเข้าใจและสอดคล้องกับความคิดของคนไทย เพื่อการประกาศค่านิยมแห่งพระวรสารจะเกิดผลดี ดังนั้นผมจึงขอเสนอคำไทยๆอีกคำหนึ่งให้พิจารณาแทนคำว่า ศีลแก้บาป คำนี้คือ พิธีสมาบาป (หรือพิธีขอขมาพระเจ้า) จากเหตุผลทางด้านความรู้สึกของผู้กระทำผิดเอง และคำนี้ผมคิดว่าตรงกับความหมายของคำว่า Paenitentiae หรือ metanoia มากที่สุด

คนไทยเราเมื่อทำผิด การสำนึกผิดอย่างเดียวไม่ได้ทำให้สบายใจได้ หากเขาไม่ได้แสดงออกถึงการขอโทษ ขออภัยจากคู่กรณี ในการทำผิดต่อผู้ใหญ่ ผู้น้อยจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน คือไปขอขมาพร้อมดอกไม้ธูปเทียนหรือมีอะไรติดไม้ติดมือไปเป็นเครื่องแสดงออกถึงความเสียใจและสำนึกผิด คำว่า ขอขมา นั้นผมคิดว่ากินใจคนไทยและให้ความหมายและความรู้สึกมากกว่าคำว่า คืนดี เป็นต้นเป็นท่าทีที่สอดคล้องกับเราผู้น้อยไปขออภัยผู้ใหญ่ เรามนุษย์ไปขอรับการอภัยจากพระเจ้า คำนี้เน้นที่ใจของผู้น้อย ผู้ไม่มีวันจะทำตัวให้เท่าเสมอผู้ใหญ่ ผู้น้อยที่เจียมตัว ผู้น้อยที่จะรู้สึกกตัญญูและถือเป็นบุญยิ่งหากผู้ใหญ่รับการขอขมาและให้อภัยโทษ

คำนี้ไม่ได้ให้ความหมายของการ แก้ หรือ ผูก ที่เป็นอำนาจของพระศาสนจักรที่ได้รับจากพระเยซูเจ้า แต่จะให้ความหมายด้านความรู้สึกเสียใจ อยากได้รับการอภัย ผมใช้คำว่า พิธีสมาบาป เพราะคำว่า สมาโทษนั้นมาจากคำว่า ขมาโทษ ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน ในแง่ของพิธีผมจึงเสนอให้ใช้คำว่า พิธีสมาบาป หรือพิธีขอขมาพระเจ้าแทนคำว่า ศีลแก้บาป ครับ

สรุป

ภาษามีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แล้วแต่ว่าค่านิยมของยุคนั้นๆจะเป็นอย่างไร นอกนั้นภาษายังมีความหมายเพิ่ม ซ้อน หรือลด หรือเปลี่ยนไป ดังที่เราทราบกันอยู่แล้ว แต่เป้าหมายของสิ่งที่พระคริสตเจ้าสถาปนาขึ้นมาคือพิธีศักดิ์สิทธิ์นั้นยังเหมือนเดิม คือเป็นแนวทางให้ความรอด ความใกล้ชิด และพระหรรษทานแก่เราผู้รับ ภาษาอะไรที่จะทำให้ไม่ตรงหรือไม่ทำให้เป้าหมายแจ้งชัดเราก็ควรจะตัดใจเปลี่ยนแปลง ตราบใดที่เรายังยึดแก่นความหมายไว้

ผมคิดว่าจากจุดนี้เองที่ทำให้พระศาสนจักรคาทอลิกของเรายังคงยืนยาวมาจนถึงทุกวันนี้แม้จะผ่านพายุมากมาย เราเชื่อว่าพระจิตยังคงอยู่ในพระศาสนจักร และทั่วไปตามที่สังเกตพระองค์ก็มักจะใช้วิธีของการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของแต่ละยุคสมัยเพื่อคงไว้ซึ่งแก่นของพระศาสนจักรอย่างที่เราเป็นอยู่ในทุกวันนี้ อนาคตสิ่งที่เราใช้ในปัจจุบันก็จะมีการปรับเปลี่ยน ภาษาที่เราใช้มาจนถึงทุกวันนี้ต่อไปคงจะเข้าใจยากสำหรับคนในอนาคต และนั่นหมายความว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่แม้ว่าภาษาเดิมจะหายไป เราก็ไม่ควรจะเสียดายเพราะความหมายอันเป็นแก่นนั้นยังคงอยู่ เหตุนี้เองผมจึงขว้างหินก้อนนี้มาให้ท่านผู้อ่านพิจารณา
 

 

หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง |

12 พฤษภาคม 2001
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001