issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง
article
สังคายนาวาติกันครั้งที่ 2
เสรี พงศ์พิศ

crossสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 นับเป็นสังคายนา "สากล" ครั้งแรกในความหมายที่แท้จริง เพราะเป็นครั้งแรกที่พระสังฆราชผู้เข้าร่วมประชุมมาจากทั่วโลก และหัวข้อการพิจารณานั้นกินความครอบคลุมไปจนทั่วพระศาสนจักร ทั้งนี้เพราะทุกครั้งที่ผ่านมา ดูเหมือนจะจำกัดอยู่แต่เพียงในยุโรปและประเทศตะวันตกเท่านั้น อีกทั้งประเด็นที่ได้รับการพิจารณาก็จำกัดอยู่ในแวดวงภายในของพระศาสนจักรในตะวันตกเช่นเดียวกัน

จุดมุ่งหมายของการสังคายนาครั้งนี้ คือการพิจารณาสภาพการณ์ของโลกปัจจุบันซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มองดู "เครื่องหมายแห่งกาลเวลา" (Signs of Times) และพยายามหาคำตอบจากจุดยืนทางศาสนาให้กับสังคมปัจจุบัน โดยเลือกสรรประเด็นเรื่องที่เหมาะสมกับยุคสมัยมากที่สุดมาพิจารณา ซึ่งนับเป็นแนวทางที่แตกต่างไปจากสังคายนาครั้งอื่นๆในประวัติศาสตร์ เพราะไม่มีการพิจารณาประณามและ "กล่าวโทษ" คำสอนที่ผิด (Heresy) ใดๆ หากแต่เป็นการริเริ่ม "การเสวนา" (Dialogue) กับแนวคิดและวิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากของตนด้วยใจเปิดกว้างยิ่งขึ้น

ในสังคายนาครั้งนี้ มีพระสังฆราชเข้าร่วม 2860 องค์ พระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ซึ่งเป็นผู้ประกาศให้มีสังคายนาครั้งนี้และได้ให้มีการเตรียมการก่อนถึงสามปีเศษ ได้เป็นผู้เปิดการประชุมเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 1962 ซึ่งได้ดำเนินไปจนถึงวันที่ 8 ธันวาคม 1965 จึงได้ปิดลง โดยพระสันตะปาปาปอลที่ 6 เป็นประธาน (เพราะพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ได้ถึงแก่อสัญกรรมในปี 1963 เมื่อสังคายนาได้ดำเนินมาเพียงภาคเดียว)

สังคายนาวาติกันที่ 2 สิ้นสุดลงพร้อมกับเอกสารสำคัญ 16 ฉบับ ซึ่งบรรดาพระสังฆราชได้ลงมติด้วยการออกเสียงสนับสนุนเป็นเอกฉันท์ ประกอบด้วยพระธรรมนูญ (Constitution) 4 ฉบับ กฤษฎีกา (Decrete) 9 ฉบับและปฏิญญา (Declaration) 3 ฉบับ เอกสารเหล่านี้ว่าด้วย พระศาสนจักร การเปิดเผยของพระเจ้า (Revelation) พิธีกรรม พระศาสนจักรในโลกปัจจุบัน พระสังฆราช พระสงฆ์ การเตรียมตัวเป็นพระสงฆ์ การปฏิรูปชีวิตนักบวช บทบาทการแพร่ธรรมของฆราวาส การประกาศศาสนา พระศาสนจักรตะวันออก เอกภาพของนิกายต่างๆในศาสนาคริสต์ สื่อสารมวลชน การศึกษาเยาวชน ความสัมพันธ์กับศาสนาต่างๆ และสุดท้ายคือเสรีภาพในการนับถือศาสนา

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการประชุมสังคายนาครั้งนี้ได้มีผู้สังเกตการณ์รับเชิญเข้าร่วมด้วยจำนวนหนึ่ง ทั้งที่เป็นคาทอลิกแต่ไม่ใช่สังฆราชและชาวคริสต์นิกายต่างๆ ตลอดจนศาสนิกจากศาสนาอื่นๆ บุคคลเหล่านี้ไม่ได้ร่วมสังเกตการณ์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพระสังฆราชและผู้ที่เกี่ยวข้องกับสังคายนาครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้เพราะประเด็นสำคัญที่สุดประเด็นหนึ่งซึ่งได้รับการพิจารณาและมีการเปลี่ยนแปลง คือเรื่องท่าทีต่อศาสนาอื่นๆ ซึ่งเดิมทีนั้นเคยมีประกาศไว้ว่า "นอกพระศาสนจักรไม่มีผู้ใดรอดได้" วาติกันที่ 2 ได้ให้ความเข้าใจใหม่ว่า ใครก็ตามที่ปฏิบัติตามวิถีชีวิตของตนอย่างซื่อสัตย์และจริง เขาผู้นั้นก็สามารถรอดได้ แม้จะไม่เป็นคาทอลิกหรือคริสต์ก็ตาม

พระธรรมนูญว่าด้วยพระศาสนจักรในโลกปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นเอกสารที่สำคัญที่สุดฉบับหนึ่งของการสังคายนาครั้งนี้ แสดงออกถึงจุดยืนใหม่ ซึ่งเกิดจากการวิเคราะห์สภาพการณ์ในปัจจุบันซึ่งเห็นว่าโลกมนุษย์ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ก็มีทั้งคนดีและคนชั่ว หลักศาสนาต่างๆล้วนสอนให้คนไปสู่จุดหมายสูงสุดของชีวิต ถ้าหากจะยึดหลักการเดิมที่เคยบอกไว้ว่า ใครผู้ใดไม่ได้รับศีลล้างบาปเป็นคริสต์ ผู้นั้นไม่อาจจะรอดได้ ผู้คนนับพันๆล้านคนทั้งในปัจจุบันและในอดีตก็คงตกนรกไปหมดสิ้น รวมทั้งชาวคริสต์เองที่เป็นคนบาป คนที่ไปสวรรค์จริงๆก็คงมีไม่กี่คน เรื่องนี้น่าจะแย้งกับหลักคำสอนที่ว่า พระเจ้าไม่ทรงปรารถนาให้ผู้ใดพินาศ ทรงต้องการให้ทุกคนรอด ดังนั้น พระองค์ก็คงต้องประทานเงื่อนไขและเครื่องมือให้มนุษย์ทุกคนไปสู่ความรอดได้ แนวคิดทางเทวศาสตร์แนวนี้ได้เกิดขึ้นก่อนสังคายนาแล้ว และได้ถูกนำมาพิจารณาและเห็นชอบในพระธรรมนูญสำคัญนี้อย่างเป็นทางการ

จากการวิเคราะห์สภาวการณ์ของยุคปัจจุบัน สังคายนาถือว่าพระศานสนจักรเองก็อยู่ในสังคมโลกเดียวกันนี้ด้วย จึงไม่ควรถือว่าพระศาสนจักรเป็น "ผู้บริสุทธิ์" ที่อยู่เหนือกาลเวลาและสถานที่ ควรมีความรู้สึกร่วมกับผู้คนแห่งยุคนี้ โดย "มองยุคสมัยของเราด้วยความเห็นอกเห็นใจ" นอกนั้น การที่คนยุคนี้ไม่สนใจศาสนา ไม่ได้แปลว่าพวกเขาเป็นคนเลว หากเป็นเพราะสภาวการณ์ทางสังคมเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดชะตากรรมของพวกเขา เป็นหน้าที่ของพระศาสนจักรที่จะเข้าใจและหาคำตอบใหม่ให้กับปัญหาใหม่ของพวกเขา ซึ่งไม่ได้หมายถึงแต่เฉพาะผู้นำศาสนาเท่านั้น แต่รวมถึงชาวคริสต์ทุกคนซึ่งต้องแสดงออกถึง "การเป็นพยานด้วยวิถีชีวิตและการเสวนา" ซึ่งหมายความว่า "ชาวคริสต์ต้องเป็นหนึ่งเดียวกับคนเหล่านี้ด้วยความเคารพและรัก ถือว่าตนเป็นสมาชิกร่วมประชาคมเดียวกัน มีส่วนร่วมในวิถีทางวัฒนธรรมและสังคม โดยการคบหาและร่วมงาน ต้องรู้จักประเพณีวัฒนธรรมของชาติและศาสนาอื่นๆเป็นอย่างดี..."

แม้สังคายนาจะยืนยันว่าจะต้องประกาศเรื่องพระคริสต์ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า "การประกาศศาสนา" นั้น ไม่ใช่การ "โฆษณา" ชวนให้เชื่อ ไม่ใช่การบีบบังคับด้วยวิธีการทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ เหมือนกับที่บางพวกบางกลุ่มเคยทำกันในบางยุคสมัยและบางแห่ง หากแต่เน้นการดำเนินชีวิตที่เป็นแบบอย่างและการเสวนา ทั้งนี้เพราะเรื่องศาสนาเป็นสิทธิเสรีภาพของแต่ละคน และนอกนั้น ชาวคริสต์เชื่อว่าความเชื่อมาจากพระเป็นเจ้า มนุษย์ไม่สามารถ "ให้" ใครได้

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพระศาสนจักรหลังสังคายนาวาติกันที่ 2 นี้นับเป็นการปฏิรูปครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ศาสนาคริสต์ ดังกรณีการเปลี่ยนทัศนคติต่อศาสนาอื่นๆที่ได้กล่าวมานี้ นอกนั้นพระศาสนจักรยอมรับว่าเอกภาพของพระศาสนจักรไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีรูปแบบเดียว (Uniformity) ในการแสดงออกทางศาสนา เช่น พิธีกรรมต่างๆ หากอยู่ที่แก่นความเชื่อซึ่งจะต้องกลมกลืนเข้ากับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของแต่ละแห่ง ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดให้ใช้ภาษาลาติน ดนตรีตะวันตกและรูปแบบพิธีกรรมอื่นๆให้เหมือนกันหมดทั่วโลก เรื่องนี้ได้มีการนำไปปฏิบัติทันทีหลังสังคายนา ดังกรณีของเมืองไทย ก็ใช้ภาษาไทยและดนตรีไทย และปรับรูปแบบบางอย่างให้เข้ากับวัฒนธรรมไทยมากขึ้น ซึ่งก็เกิดปฏิกิริยาทั้งจากฝ่ายอนุรักษ์คาทอลิกและจากคนไทยบางกลุ่มซึ่งไม่เห็นด้วยกับการปลี่ยนแปลงนี้ อันเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในทุกประเทศ ไม่ใช่แต่ฆราวาส แต่รวมถึงพระสงฆ์คาทอลิกเองจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถปรับปรุงตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ทันที

นอกจากพิธีกรรม ยังมีการปรับรูปแบบการบริหารในโครงสร้างทั้งระดับบนและล่าง โดยพระสันตะปาปาได้ให้พระสังฆราชมีส่วนร่วมในการพิจารณาและตัดสินเรื่องต่างๆร่วมกับพระสันตะปาปามากยิ่งขึ้น ถือว่าพระสันตะปาปาคือหัวหน้าของสมัชชาพระสังฆราช (College of the Bishops) ประหนึ่งศีรษะซึ่งจะคิดทำอะไรโดยเป็นอิสระจากส่วนอื่นๆของร่างกายไม่ได้ ในทำนองเดียวกัน พระสังฆราชในแต่ละประเทศรวมกันเป็นสภาพระสังฆราช โดยมีประธานซึ่งทำหน้าที่ร่วมกับสมาชิกอื่นๆ (Bishops' Conference) พระสังฆราชในแต่ละสังฆมณฑลก็ต้องกระทำเช่นเดียวกัน คือ ร่วมกับสภาสงฆ์ในการบริหารงานและตัดสินเรื่องต่างๆ พระสงฆ์ก็ต้องร่วมกับสภาสังฆราชหรือสภาวัดในทำนองเดียวกัน แม้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนี้จะไม่ใช่การปฏิวัติที่นำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยในพระศาสนจักร แต่ก็เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้สมาชิกของพระศาสนจักรไม่ว่าระดับใด มีส่วนร่วมในความเป็นไปของพระศาสนจักรนี้มากยิ่งขึ้น สำหรับผู้นำทางศาสนาหลายคน การปฏิรูปโครงสร้างนี้เท่ากับเป็นการลดทอนอำนาจลงไป ซึ่งทำความลำบากใจให้ไม่น้อย ดังเช่นกรณีของสภาวัดที่เข้าไปร่วมงานกับฝ่ายพระสงฆ์เจ้าอาวาส ไม่ได้เกิดความร่วมมือกันที่สร้างสรรค์เสมอไป กลับทำให้เกิดความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น และดูเหมือนว่าบทบาทของฆราวาสซึ่งได้รับการยอมรับในสังคายนาและระยะหลังการประชุม ไม่ได้พัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับซบเซาไปในที่สุด ยังเหลืออยู่บ้างก็แต่เพียงรูปแบบเท่านั้น ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนี้กับเรื่องอื่นๆที่ได้รับการปฏิรูปจากสังคายนา

ความจริง แม้ว่าสังคายนาจะเปิดโอกาสให้อย่างมากมายก็ตาม แต่ก็ยังประกาศย้ำหลักความเชื่อที่ว่าแหล่งที่มาของสัจธรรมที่พระเจ้าทรงเปิดเผย ไม่ได้อยู่ที่พระคัมภีร์ไบเบิลเท่านั้น แต่อยู่ที่ประเพณีของพระศาสนจักรด้วย ซึ่งก็หมายความว่าหลักคำสอนที่ได้รับการประกาศจากพระศาสนจักรก็เป็นสัจธรรมที่มาจากพระเจ้าเช่นเดียวกับพระคัมภีร์ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นการเปิดเผยใหม่ของพระเจ้า หากแต่เป็นการ "ตีความ" เรื่องที่พระเยซูได้ทรงเปิดเผยนั้นให้ปรากฏชัดแจ้งยิ่งขึ้นเพื่อสื่อ "สาร" (Message) แห่งความรอดอันเดียวกันให้เข้าถึงมนุษย์ การประกาศย้ำเรื่องนี้ก็เท่ากับย้ำสิทธิอำนาจ (Authority) ของฝ่ายผู้นำศาสนา และสถานภาพในการเป็นผู้แทนของพระเจ้าให้หนักแน่นมั่นคง การปรับโครงสร้างไม่กระทบกระเทือนต่อหลักความเชื่อนี้ อย่างไรก็ดี ก็ได้เกิดปัญหาต่างๆขึ้นมาไม่น้อย

ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากความพยายามปรับหลักคำสอนทางศาสนาเข้ากับสภาพที่เป็นจริงของแต่ละท้องถิ่น เกณฑ์ในการวัด "ความเหมาะสม" ตลอดจน "ความถูกต้อง" แตกต่างกันไป นับแต่ "คำสอนดัช" (Dutch Catechism) จนถึง "เทวศาสตร์แห่งการปลดปล่อย" (Theology of Liberation) ซึ่งอยู่ในแวดวงที่ชาวคริสต์เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ หรือการปรับตัวทางพิธีกรรมและหลักคำสอนในประเทศที่ชาวคริสต์เป็นคนส่วนน้อย เช่น ในอาฟริกาและเอเชีย ทั้งนี้เพราะสังคายนาวาติกันที่ 2 ได้ให้ไว้แต่เพียงหลักการใหญ่ เมื่อถึงรายละเอียด ก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายปกครองทางศาสนาของแต่ละประเทศจะพิจารณาให้เป็นไปตามความเหมาะสม ซึ่งนอกจากจะเป็นปัญหาภายในพระศาสนจักรเองแล้ว ยังเกิดความขัดแย้งกับคนในท้องถิ่น ซึ่งไม่เห็นด้วยกับวิธีการหรือแม้กระทั่งกระบวนการทั้งหมดของการปรับตัวนี้ บางฝ่ายเห็นว่าเป็นการ "เหมาเอา" ของคนอื่นมาเป็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการตีความหลักธรรมของศาสนาอื่น หรือการนำเอารูปแบบพิธีกรรมบางอย่างมาปรับใช้ในศาสนาคริสต์เอง

ปัญหาต่างๆเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดมาในประวัติศาสตร์ศาสนา ไม่ว่าศาสนาใด ศาสนาคริสต์เองแม้จะกำเนิดมาในเอเชีย แต่เติบโตขึ้นมาในยุโรป รับเอาประเพณีวัฒนธรรมของตะวันตกเกือบทั้งหมด ไม่เว้นความรู้สึกเหนือกว่าผู้อื่น ย่อมเป็นการยากที่จะเปลี่ยนความรู้สึกและความเชื่อดังกล่าวซึ่งสืบทอดกันมาเป็นเวลานับพันปีในเวลาอันสั้น การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์ศาสนาคริสต์ แต่ครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ เพราะไม่ใช่ความคิดของคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นมติของสภาสังคายนาสากล ซึ่งให้ความชอบธรรมต่อความคิดริเริ่มต่างๆ ซึ่งยังต้องการเวลาเพื่อให้ประสบการณ์ต่างๆได้รับการไตร่ตรองและพัฒนาออกมาเป็นหลักการอันเป็นที่ยอมรับ กระบวนการดังกล่าวกำลังดำเนินอยู่ทั่วโลกในขณะนี้

(บทความนี้คัดมาจากตอนหนึ่งของหนังสือ "ศาสนาคริสต์" ตีพิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม 2529 ไม่ระบุสำนักพิมพ์ ขอขอบคุณอาจารย์เสรี พงศ์พิศเป็นอย่างยิ่ง)

 

หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง

6 ตุลาคม 2000
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2000