issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระ "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | บทความ
article
บูรณาการกับความศักดิ์สิทธิ์
คุณพ่อประเสริฐ โลหะวิริยศิริ

ในยุคปัจจุบัน คำที่นิยมใช้ในวงการต่างๆ กันมากคงจะเป็นคำว่า บูรณาการ

บูรณาการ เป็นศัพท์ที่ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Wholeness หรือ "ทั้งหมด" ในภาษาไทย ซึ่งหมายความว่า รวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกันรวมทั้งสิ่งที่เป็นจุดบอดหรือแง่ลบ หรือความขัดแย้งด้วย Niels BoLr นักฟิสิกส์ช่วยให้เราเห็นความสำคัญของความขัดแย้งโดยกล่าวว่า "สิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำกล่าวที่ถูกต้อง คือคำกล่าวที่ผิด แต่สิ่งที่ตรงกันข้ามกับความจริงที่ลึกซึ้งคือความจริงที่ลึกซึ้งอีกอย่างหนึ่ง" ความเข้าใจคำว่าบูรณาการ หรือ "ทั้งหมด" ตามแนวความคิดของคริสตศาสนาทำให้เราคริสตชนยอมรับความขัดแย้งบางอย่าง คือแม้ว่าบูรณาการจะนำความพึงพอใจและความกลมเกลียวมาสู่ชีวิตของเรา แต่เราต้องจัดการกับความขัดแย้งหรือเงามืดของบูรณาการอย่างสร้างสรรค์ ความขัดแย้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความจริง ความเข้าใจต่อความขัดแย้งเช่นนี้สามารถก่อให้เกิดความกังวลใจก่อนที่จะเกิดความกลมเกลียวได้ (AU and CANNON, URGINGS OF THE HEART, P.8) อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นที่จะจัดการกับเงามืดอย่างสร้างสรรค์ เพื่อความเป็นบูรณาการอย่างแท้จริง

ในคริสตศาสนาของเรามีศัพท์อีกตัวหนึ่งซึ่งมีความหมายต่อเราคริสตชน คือ กำลังศักดิ์สิทธิ์ หรือ Holiness ในภาษาอังกฤษ (Wholeness or Holiness น่าจะมาจากรากศัพท์เดียวกัน) เมื่อพูดถึงความศักดิ์สิทธิ์แล้วอยากเน้นถึงความสำคัญของครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ ทำไมเราเรียกสมาชิกทั้งสามในครอบครัวนี้ คือพระเยซูเจ้า แม่พระและนักบุญยอแซฟว่าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ทั้งนี้ก็เพราะทั้งพระเยซู แม่พระและนักบุญยอแซฟได้ยึดถือสิ่งหนึ่งร่วมกัน คือพระประสงค์ของพระบิดาเจ้า พระเยซูเจ้าตรัสว่า "อาหารของเราคือการก้าวตามพระประสงค์ของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา และกระทำการงานที่พระองค์ทรงมอบให้ทำได้สำเร็จ" (ยน 4:35) พระมารดากล่าวแก่เทวดาคาเบรียลว่า "จงเป็นไปแก่ข้าพเจ้าตามวาทะของท่าน" (ลก 1:38) และนักบุญยอแซฟยอมรับพระนางมารีย์มาเป็นภรรยาของตน ตามที่เทวทูตได้บอกให้ท่านทราบในฝัน (มธ 81:18 - 25) แม้ว่าพระเยซูเจ้า พระนางมารีย์และนักบุญยอแซฟ จะยอมรับสิ่งต่างๆตามพระประสงค์ แต่ก็ยังฉงนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตน แม้ว่าพระเยซูเจ้าจะยอมรับพระประสงค์ของพระบิดา แต่พระเยซูเจ้ายังทรงแคลงพระทัยกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์และต้องต่อสู้กับน้ำใจของพระองค์เอง ดังที่พระองค์ตรัสไว้ "พระบิดาเจ้าข้า พระองค์ทรงทำทุกอย่างได้ ขออย่าให้ลูกต้องรับทุกข์ทรมานเลยแต่อย่าให้เป็นไปตามใจชอบของลูก ขอให้เป็นไปตามประสงค์ของพระองค์เถิด (มก 14:36)

เมื่อพระนางมารีย์และนักบุญยอแซฟ ได้ถวายพระกุมารในพระวิหาร สิเมโอนก็อุ้มพระกุมารขึ้นขอบพระคุณพระจ้าว่า

"บัดนี้ทรงจัดการตามสัญญา
ทาสทั่วหน้าหลับตาตายหมายสุขสันต์
ตาข้าฯ เห็นผู้พระองค์ทรงเตรียมครัน
เพื่อช่วยสรรพ์ปวงชนปลอดรอดชีพเนา

พระกุมารนี้เป็นเช่นสว่าง
แสงกระจ่างเผยสัจจะองค์พระเจ้า
แก่ชาติมวลล้วนห่างต่างลำเนา
นำเกียรติเข้าสู่ประชา อิสราเอล" (ลก 2:29 - 32)

พระนางมารีย์และนักบุญยอแซฟ ต่างรู้สึกแปลกใจที่สิเมโอนพูดเช่นนั้น ยิ่งกว่านั้นสิเมโอนยังกล่าวกับพระนางมารีย์ว่าพระนางจะต้องรับความยากลำบาก

"พระเจ้าทรงเลือกสรรพระกุมารนี้ เพื่อเป็นเหตุให้หลายคนในชาติยิวถึงแก่หายนะและให้อีกหลายคนรอด ทั้งจะเป็นเครื่องหมายสำคัญจากพระเจ้าซึ่งคนเป็นอันมากจะต่อต้าน แล้วเปิดเผยความในใจของเขา ส่วนท่านความทุกข์นั้นจะเป็นเหมือนดาบคมกริบ ทำลายดวงจิตของท่านให้แตกสลายไป" (ลก 2:35)

พระนางมารีย์คงจะฉงนและเก็บเรื่องราวเหล่านี้ไว้กับตนเองพระนางได้แปรสภาพ (TRANSFORMING) น้ำใจของตนเองไปสู่พระประสงค์ของพระบิดา แม้ว่าจะไม่เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ที่ซีเมโอนได้ทำนาย

ความศักดิ์สิทธิ์จึงมิใช่เป็นการแปลกแยก (SELF-ALIENATION) หรือการละทิ้งจุดบอดหรือความบาปของตัวเอง (SELF-ABANDONMENT) แต่เป็นการสอดประสานจุดบอดหรือความบาปของตัวเอง (SELF-INTEGRATION,) และแปรสภาพตัวเอง (SELF-TRANSFORMING) หรือการชำระตัวเองให้บริสุทธิ์ (SELF-PURIFICATION) ไปสู่การเป็นลูกของพระเป็นเจ้าอย่างแท้จริง โดยอาศัยพระวาจาและศีลศักดิ์สิทธิ์

ถ้าหากว่าคริสตชนยอมรับงานสานต่อพันธกิจของพระเยซูเจ้าที่ได้รับมอบหมายมาจากพระบิดา ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเลียนแบบสมาชิกครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการละลายน้ำใจของตัวเองหรือแปรสภาพน้ำใจของตัวเองไปสู่น้ำพระทัยหรือพระประสงค์ของพระบิดา เราจะต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตัวเอง เราจะต้องเปิดใจกว้างยอมรับความคิดเห็นและเนื้องานและธรรมชาติการอภิบาลของแต่ละสังฆมณฑลและหน่วยงานต่าง ซึ่งมีความแตกต่างกัน แต่ก็สอดประสานกันได้เราสามารถมีส่วนร่วมในงานอภิบาลของพี่น้องต่างสังฆมณฑลและหน่วยงานต่างๆ ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจยอมรับกันและกันมากขึ้น และนำไปสู่ความเข้มแข็งของการเป็นคริสตชนและกลุ่มคริสตชน

"เจ้าต้องเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เหมือนเราที่เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์" (1ปต.16)
 

 

หน้ารัง | บทความ

7 กรกฎาคม 2002
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002