issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : เรื่องสั้น-เรื่องแปล "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | เรื่องสั้น-เรื่องแปล

story

เรื่องสั้น-เรื่องแปล

สองคนยลตามช่อง - With Open Eyes
มักดาเลนา

"…สำหรับพระองค์แล้ว แม้แต่ความมืดก็ไม่มืดอีกต่อไป" (สดด.139:12)

เช้าหนึ่งที่สดใส ตะขาบสองตัวมาปะหน้ากันบนกิ่งไม้ ทั้งสองเป็นตะขาบพันธุ์เดียวกัน อายุ ความยาว รวมไปถึงจำนวนขาก็เท่ากัน นั่นคือร้อยขาพอดิบพอดี (ที่จริงเรื่องนี้อาจเป็นความบังเอิญก็ได้ เพราะในเอ็นไซโคพิเดียบริตตานิกาบอกไว้ว่า ในบรรดาตะขาบ 2,800 สายพันธุ์ มีจำนวนขาตั้งแต่ 14 ไปจนถึง 177 ขา) ที่บังเอิญยิ่งกว่านั้นก็คือ ตะขาบสองตัวนี้เป็นโรคเก้าท์เหมือนกันอีกตะหาก แต่ในบรรดาความเหมือนเหล่านี้ ทั้งสองกลับมีมุมมองต่อชีวิตที่ต่างกัน ดังที่เราจะได้ทราบต่อไปนี้แหละครับ

ตะขาบตัวแรกชื่อ แทค-ทุค มันเป็นตะขาบที่มีหัวใจยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นต่อชีวิต มันมีความเชื่อในพระเป็นเจ้ามาตั้งแต่เด็ก เพื่อนตะขาบด้วยกันเลยเรียกมันว่า เจ้า"ร้อยขาอารมณ์ดี" และมันเองก็เชื่อว่า นั่นคือวิถีชีวิตที่ควรเป็นไป

เพื่อนตะขาบอีกตัวที่พบกันบนกิ่งไม้ในเช้านี้คือ พล็อค-นิค มันเป็นตะขาบที่เงียบขรึม เอาจริงเอาจัง และไม่ยอมใครง่าย ๆ พูดถึงมุมมองในการดำเนินชีวิตแล้ว มันออกจะเชื่อมั่นใน "ความก้าวหน้าแห่งยุคสมัย" และวิทยาศาสตร์มากกว่าเรื่องพระเรื่องเจ้า ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นตะขาบที่ไม่เชื่อในพระเจ้านะครับ เพียงแต่ว่ามันไม่ได้คิดอะไรเหมือนที่ตะขาบอื่นเขาคิดกัน แถมมีทัศนคติต่อสิ่งรอบตัวแบบหลุดโลก เป็นต้นว่า "ถ้าเราเป็นพระเจ้าละก็ เราจะสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายให้ดีกว่านี้อีก!" เพื่อน ๆ เลยเรียกมันว่า เจ้า"ร้อยขาหน่ายโลก" และมันก็เชื่อว่า ชีวิตที่แท้ก็เป็นเช่นนั้นเอง

"เฮ้ นั่นพล็อค-นิคใช่ไหม เช้าวันใหม่สดใสอย่างนี้ สบายดีหรือเปล่า?" แทค-ทุคเอ่ยทัก

"นี่ ไอ้หนู" พล็อค-นิคอารมณ์เสียแต่เช้า "หวังว่าแกคงไม่ว่าอะไรนะ ถ้ากันจะบอกว่า เช้านี้มันห่วยแตกเต็มทน ลงขาข้างที่สามสิบเจ็ดด้านซ้ายปวดขึ้นมาเมื่อไหร่ กันก็ว่า เช้าไหน ๆ มันก็ห่วยเหมือนกันทั้งหลายแหละ" มันหมายถึงอาการเก้าท์ (ที่เท้าข้างที่สามสิบเจ็ดด้านซ้าย) เป็นเหตุให้พื้นเสียแต่เช้า

"แต่เอาเถอะ" มันพูดประชดประเทียด "กันยังสงสัยว่า แกยังร่าเริงอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อขาข้างที่แปดสิบสองด้านขวาของแกก็กระย่องกระแย่งไม่น้อยกว่าของกันเลย สันนิษฐานว่าถูกเก้าท์กินเหมือนกันใช่ไหมละ บางทีอาจจะอาการหนักกว่าของกันด้วยซ้ำไป แกยังทำหน้าบานเป็นจานเชิงอยู่ได้อีกหรือ? ไม่คิดบ้างหรือว่าอาการปวดขานี่มันทำให้ตะขาบอย่างเราแทบบ้าได้เหมือนกัน"

แทค-ทุคถึงกับอึ้งไปเมื่อได้ฟังเพื่อนร้อยขาใส่ไฟแบบไม่หยุด แต่มันก็รู้นิสัยของพล็อค-นิคดีว่าเป็นอย่างไร จึงพยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบ เพื่อไม่ให้เพื่อนหัวเสียมากไปกว่านี้

"ใช่แล้ว เพื่อน" มันเอ่ยเสียงราบเรียบ "แกเดาถูกทีเดียวเรื่องขาข้างที่แปดสิบสองด้านซ้ายของกัน เหมือนมันจะมีอาการไม่ดีมาเกือบอาทิตย์กว่าแล้ว แต่…" เสียงใสของมันดังฟังชัด "อีกเก้าสิบเก้าขาของกันก็ยังดีอยู่นา" แล้วหันไปพูดให้กำลังใจเพื่อนบ้าง "เราน่าจะชื่นชมยินดีที่อาการป่วยของเรามีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่อีก 99% ยังฟิตปั๋งอยู่ ใช่มะ?"

พล็อค-นิคฟังแล้วอยากหัวเราะเป็นภาษาคน
"เก้าเก้าเปอร์เซ็นต์!" มันร้องเป็นเพลงล้อเลียนเสียงของแทค-ทุค
"เก้าเก้าเปอร์เซ็นต์! แต้มสูงเหลือเกิ้น! ฮ่า ฮ่า ฮ่า! โชคดีอารายอย่างงี้? เรามาขอบคุณพระสำหรับสิ่งสร้างที่เลิศเลอเปอร์เฟคกันเถอะ อัลเลลูยา!"

และทันใดก็เปลี่ยนเป็นเสียงขรึมขลังจริงจังเหมือนเดิม

"นั่นแหละปัญหาละ ไอ้หนู สิ่งสร้างของพระเจ้าย่อมสมบูรณ์เต็มร้อย แต่ก็อย่างแกว่า มันมีคำว่า 'แต่' อยู่เรื่อย ยกตัวอย่างช่างปั้นหม้อก็ได้ ถ้ามันเป็นอย่างแกว่า ต่อให้หม้อดินสมบูรณ์แค่ไหน มันก็ยังต้องมีตำหนิอยู่นั่นเองใช่มะ แกเห็นรอยตำหนินั่นอยู่ทนโท่ แต่แกอาจไม่สนใจมองมันก็ได้ ตะขาบอารมณ์ดีอย่างแกชอบมองข้ามความจริงเสมอละ หันมามองโลกแบบที่มันเป็นจริงหน่อยสิ เรารู้ดีว่านั่นคือรอยตำหนิ รอยตำหนิก็คือรอยตำหนิ และยังเป็นรอยตำหนิอยู่วันยังค่ำ" มันย้ำประโยคสุดท้ายใส่หน้าแทค-ทุค

ร้อยขาอารมณ์ดีอึ้งไปครู่ใหญ่ เราจะแย้งเหตุผลและคารมเปื้อนโมโหแบบนี้ได้อย่างไร? ยังนึกสงสัยอยู่ ที่จริงพล็อค-นิคจะขู่ตะคอกตะขาบทุกตัวที่มีความเห็นขัดแย้งกับมัน คงถึงเวลาแล้วกระมังที่จะต้องมีใครสักตัวกล้าลุกขึ้นประจัญหน้ากับร้อยขาหน่ายโลกตัวนี้ และแสดงให้มันเห็นถึงการมองโลกอย่าง "เป็นเหตุเป็นผล" เสียที

"ฟังนะ เพื่อน" ร้อยขาอารมณ์ดีเริ่มต้นอย่างเนิบ ๆ "กันเชื่อเหมือนแกว่า รอยตำหนิก็คือรอยตำหนิ และไม่เคยนึกฝันให้รอยตำหนิเหล่านั้นเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไป ร้อยขาอารมณ์ดี - อย่างที่แกเรียกกัน ไม่เคยปฏิเสธว่าหม้อดินไร้รอยตำหนิ แต่กันก็ไม่เคยปฏิเสธที่จะชื่นชมส่วนอื่น ๆ ที่เรียบร้อยสวยงามของมัน"

"แกทำอย่างนั้นเมื่อไหร่ล่ะ?" พล็อค-นิค โพล่งถามอย่างหาเรื่อง
"คิดว่าแกฉลาดมากนักหรือไง? การทำเป็นพาซื่อไร้เดียงสาจะทำให้แกได้รู้จักชีวิตลุ่น ๆ งั้นเรอะ?"

แทค-ทุครำพึงครุ่นคิดอยู่ประเดี๋ยวก่อนตอบว่า
"กันจะอธิบายให้ฟังก็ได้ แต่มันยาวอยู่นา"
"กันก็อยากฟังอยู่เหมือนกันหรอก" ร้อยขาหน่ายโลกพูดเยาะ ๆ

แทค-ทุคมองขึ้นไปที่เหนือฟ้ากว้าง

"เหมือนบนท้องฟ้านี่เลย" เขาเริ่มช้า ๆ
"ความมืดเป็นคำอธิบายในตัวมันเองอยู่แล้ว นั่นคือ มันมืดเพราะมันขาดต้นเหตุแห่งความสว่าง แต่กับแสงสว่างไม่ใช่อย่างนั้น เพราะความสว่างจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีต้นเหตุแห่งความสว่าง"

"แล้วไง?" พล็อค-นิคถามเหมือนไม่สนใจ

"คราวนี้กลับมาที่หม้อดินของเราบ้าง การชื่นชมความงามของหม้อดินจึงไม่ใช่การมองที่ตำหนิหรือรอยขีดข่วนบนหม้อ พูดง่าย ๆ ก็คือ คนที่ไม่รู้จักค่าของศิลปะก็อาจจะทำลายความงดงามของศิลปะได้ การชื่นชมในความงามจึงอยู่ที่ตัวหม้อดินเองเป็นอันดับแรก"

พล็อค-นิคทำท่าจะขัดคอขึ้น แต่แทค-ทุคหยุดเขาไว้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เช่นเดียวกับในโลกของเรา ที่นี่มีความมืดอยู่มากเกินไป โลกนี้ต้องการความสว่างมากกว่าที่เป็นอยู่ ถ้านายเลือกอยู่ข้างความมืด นายย่อมไม่เข้าใจอะไรเลย เพราะนายเลือกจะปิดตาของนายเอง แต่ถ้านายเลือกอยู่ข้างความสว่าง นายจะเข้าใจอะไรบางอย่าง แต่จะไม่เข้าใจทั้งหมดนะ เพราะความมืดยังคงมีอยู่รอบ ๆ ความสว่างนั้น แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้นายเปิดตาขึ้นมองดูสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ใครจะรู้? บางทีสักวันหนึ่งข้างหน้าความมืดที่อยู่รอบ ๆ อาจกลายเป็นความสว่างก็ได้ แต่ถ้านายปิดตาเพราะเลือกอยู่ข้างความมืด นายก็จะพลาดแม้แต่ความสว่างที่มองเห็นได้ไปอย่างน่าเสียดาย"

"โอ๊ย พิสดารพันลึกเหลือเกิ้น!" พล็อค-นิคโพล่งใหญ่
"ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยได้ยินเรื่องไร้สาระอะไรอย่างนี้เลย! พอแล้ว พอกันที เห็นทีกันจะต้องทิ้งแกไว้กับหม้อดินแตก ๆ และแสงสว่างบ้าบออะไรนั่นเสียแล้ว กันขอยึดมั่นในสัจธรรมแห่งโรคเก้าท์อย่างเดิมดีกว่า" ว่าแล้วจึงเดินกร่างผ่านแทค-ทุคไป

ก่อนจะเดินต้วมเตี้ยมหายลับไป เขายังหันมาตะโกนเย้ยหยันเพื่อนร้อยขาอารมณ์ดีอีกว่า "อ้อ! เกือบลืมไป เจ้าช่างปั้น! ว่าง ๆ แวะมาเล่าให้ฟังบ้างนะ ว่าใครทุบหม้อของแกแตกไปบ้าง…"

แล้วทั้งสองจึงแยกทางกันไป ตัวหนึ่งโขยกเขยกจากไป อีกตัวหนึ่งก็โขยกเขยกไปเหมือนกัน แต่ในลำคอของมันยังฮัมเพลงเสียงสูงต่ำอย่างร่าเริง
 

 

หน้ารัง

Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001