| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : บทความอิสระย้อนหลัง | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | บทความ | บทความอิสระย้อนหลัง | ||
ค่ายเยาวชนระดับชาติ รุ่นที่ 18 นี้ เป็นค่ายที่แปลกกว่าค่ายเยาวชนที่ผ่านมา ทั้งนี้เพราะเป็นค่ายที่มีเป้าหมายเพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้สังคม ในระดับหมู่บ้าน เรียนรู้วัฒนธรรม การดำเนินชีวิต การทำมาหากิน โดยให้เยาวชนได้ไปพักอาศัยกับครอบครัวชาวบ้านโพนสูง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี เพื่อให้เยาวชนได้สัมผัสชีวิต ร่วมชีวิต (Exposure Immersion) หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นการจุ่มชีวิตของตนเองลงไปกับชาวบ้าน เหมือนดังที่พระเยซูเจ้าได้ทรงจุ่มชีวิตของพระองค์แบบนี้มาแล้ว "เยาวชนจะต้องเป็นเกลือดองแผ่นดินและแสงสว่างส่องโลก" นี่เป็นความคาดหวังในการจัดค่ายเยาวชนครั้งนี้ โดยมีคุณพ่อสมชาย อัญชลีพรสันต์ เป็นผู้อำนวยการจัดค่ายครั้งนี้ พี่พีรนันท์ ฝ่ายประสานงานหลัก และพวกพี่ๆ ผ่านประสานงานจากสังฆมณฑลต่างๆ (พี่อู๋ย พี่น้อง พี่เอ๋ พี่นก พี่แคท ฯลฯ) จิตตาภิบาล (พ่อสุนัย พ่ออังเดร พ่อพิเชษฐ์ พี่โกวิทย์ บร.กิตติ) นอกจากนี้ยังมีอาสาสมัครมาช่วยค่ายเยาวชนครั้งนี้ด้วย คือ บราเดอร์จากวิทยาลัยแสงธรรม ชั้นปีที่ 2 และ นักศึกษาคริสตศาสนธรรม ชั้นปีที่ 2 พวกเขาเหล่านี้จะเป็นแรงกายและแรงใจที่จะช่วยให้เยาวชนเป็นเกลือดองแผ่นดินและแสงสว่างส่องโลกอีกแรงหนึ่ง ประตูบานแรกที่ผมจะพาท่านผู้อ่านแง้มมองนั้น เป็นประตูของวันที่ 15 ตุลาคม 2001 วันนี้เป็นวันแรกที่เยาวชนจาก 10 สังฆมณฑล และ 8 องค์กร เริ่มทยอยที่จะมาในค่ายเยาวชนระดับชาติในครั้งนี้ โดยเยาวชนจะเริ่มมาที่จุดนัดพบที่วัดนักบุญยูดาห์ บ้านดุงก่อน เพื่อที่จะเดินทางไกลไปบ้านโพนสูง ซึ่งระยะทางระหว่าง 2 หมู่บ้านนี้ประมาณ 4 กิโลเมตร การเดินทางไกลครั้งนี้เป็นการให้เยาวชนได้สัมผัสผืนแผ่นดิน สัมผัสผืนนาท้องทุ่ง สัมผัสกับเพื่อนร่วมทาง เยาวชนบางคนบอกผมว่า "อยู่บ้านไม่เคยเดินไกลๆ ขนาดนี้เลย.." ผมก็ไม่รู้จะตอบเขาว่ายังไง ก็เลยแค่พยักหน้าตอบรับ แต่ในใจก็ดีใจนิดๆ ที่เขาจะได้สัมผัสกับชีวิตอีกแบบที่แตกต่างจากชีวิตประจำวันของเขาบ้าง ขณะที่น้องเยาวชนเดินทางไกลอยู่นั้น ผมก็ไปแอบมองระหว่างทาง ด้วยเหตุว่ากลัวน้องๆ เยาวชนจะเป็นอะไรซะก่อนที่จะถึงที่หมาย แต่ก็ไม่ใช่ดังที่คิด น้องเยาวชนยังมีแววตาแห่งความอดทน ทุกย่างก้าวยังมั่นคง แม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยบ้างก็ตามกับการเดินทางไกลนี้ เมื่อถึงบ้านโพนสูง เยาวชนก็ต้องพบบรรยากาศใหม่ๆ อีกแบบ พวกเขาจะต้องไปพักอยู่กับครอบครัวชาวบ้านโพนสูง ซึ่งเปรียบเหมือนคุณพ่อคุณแม่อีกคนของเด็กเยาวชน อ้อ..ผมลืมบอกไปว่า ทั้งเยาวชนและอาสาสมัครรวมกันมีประมาณ 250 คน และที่ผมสังเกตเห็นอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความมีน้ำใจดีของชาวบ้านโพนสูงที่มารอรับทั้งลูกชายและลูกสาวไปอยู่ที่บ้าน บางครอบครัวมาบ่นกับผมเล่นๆ ว่า "วันนี้ไปรอรับลูกชาย ลูกสาวแล้วไม่ได้เลย ครั้งต่อไปให้พาเยาวชนมาเยอะๆ หน่อยนะ" ความมีน้ำใจดีเช่นนี้ช่างน่าจดจำตราตรึงไว้ให้นานๆ แง้มมองประตูบานที่สอง เป็นประตูที่ศึกษาความจริงของชีวิต (16 ตุลาคม 2001) ในวันนี้น้องเยาวชนและพี่อาสาสมัครจะต้องอยู่กับครอบครัว ดังเช่นบุตรคนหนึ่งตั้งแต่เช้าจนค่ำ ให้ร่วมชีวิตการทำงาน อาหารการกิน การเผชิญหน้าปัญหาต่างๆ น้องเยาวชนที่พักอยู่กับครอบครัวหนึ่ง ก็ได้เล่าประสบการณ์ให้วันนี้ให้ฟังว่า "ดูนี่สิคะบราเดอร์ หนูไปเกี่ยวข้าวได้แผลมาด้วย" พอผมมองดู ก็จริงของเค้า เห็นแผลหลายที่ทีเดียว ตรงแขนบ้าง ขาบ้าง แต่เขาก็ดูมีความสุขที่ได้รับประสบการณ์การเกี่ยวข้าวจากชาวบ้านโพนสูง ผมก็รู้สึกอิจฉาอยู่นิดๆ อยากจะเกี่ยวข้าวกะเขาบ้าง แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยครอบครัวที่ผมอยู่ ก็พาผมและเพื่อนๆ อีก 4 คน ไปหาปลา บางคนตกปลา บางคนทอดแห ส่วนผมก็นั่งดูเป็นกำลังใจให้ พวกเราทอดแหกันอยู่นานหลายชั่วโมง แต่ได้ปลาแค่ 4-5 ตัว ขนาดตัวเล็กเท่าหัวแม่มือ พวกเราก็เก็บเอาไว้ครับ เสียดายมาก อุตส่าห์ทอดแหได้ จนในที่สุดคุณแม่ก็ตะโกนออกมาจากเถียงนาว่า "บ่ได้ก็บ่เป็นหยังเด้อ เดี๋ยวแม่สิปิ้งไก่สู่กิน" ผมกับเพื่อนๆ มองหน้ากันแป๊บหนึ่ง จากนั้นก็ตัดสินใจขึ้นไปรอกินไก่ดีกว่า ฝีมือหาปลายังน้อยนิดนัก สุดท้ายต้องไปตายรังที่ฝีมือคุณแม่ นับได้ว่าวันนี้ทั้งวันเป็นการจุ่มชีวิตกับครอบครัวชาวบ้านจริงๆ ทั้งการทำงาน การกิน เป็นการซึมซับวัฒนธรรมความเชื่ออันงดงามที่ผสานกลมกลืนอยู่ในการดำเนินชีวิต คิดว่าลูกๆเยาวชนทั้งหลายคงจะได้รับประสบการณ์ไม่มากก็น้อยกับคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านโพนสูงอย่างแน่นอน ประตูแห่งสันติภาพ เป็นประตูบานที่สาม (17 ตุลาคม 2001) ที่ผมจะพาท่านผู้อ่านแง้มมอง กิจกรรมในวันนี้เป็นกิจกรรมที่ฝึกฝนให้เยาวชนรู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในระดับสังคม ระดับบ้าน ระดับประเทศ ระดับโลก นั่นคือ กิจกรรมสงครามถล่มโลก พวกอาสาสมัครก็จะแบ่งเยาวชนออกเป็น 20 กลุ่ม (10 คู่) จากนั้นกลุ่มคู่กรณีก็จะประกาศสงครามกัน (สำหรับวิธีการเล่นคงไม่กล่าวในที่นี้นะครับเพราะอาจจะยาวเกินไป) โดยที่แต่ละกลุ่มจะต้องสู้กันไปเรื่อยๆ ให้รู้แพ้รู้ชนะ ถ้ายังไม่รู้ผลแพ้ชนะ ก็จะมีการส่งทูตเจรจากันด้วย เพื่อขอสงบศึกหรือไม่ก็ทำการสู้รบกันต่อ ในช่วงเวลาแบ่งปันหลังจากกิจกรรมสงครามถล่มโลกนี้ น้องเยาวชนคนหนึ่งได้แบ่งปันว่า "สงครามมีแต่จะทำให้เกิดผลเสีย เงินทุนที่มีก็นำไปซื้ออาวุธจนหมด จึงขาดการพัฒนาประเทศ" น้องเยาวชนอีกคนได้แบ่งปันเรื่องการส่งทูตเจรจาว่า "รู้สึกน้อยใจ รู้สึกผิดหวังมากที่อีกกลุ่มหนึ่งเค้าหักหลังค่ะ กลุ่มหนูส่งทูตไปแล้ว ตกลงกันว่าจะขอสงบศึก พอกลุ่มเราสงบศึก แต่กลุ่มเขากลับประกาศสงคราม เราก็ไว้ใจเขา แต่ก็ถูกหักหลังจนได้" จากกิจกรรมนี้เยาวชน คงจะได้รับประสบการณ์ดีๆ หลายอย่าง ไม่ใช่มีความสนุก ความมันเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างทัศนคติ สร้างวิสัยทัศน์ให้รักสันติภาพด้วย ดังที่พระเยซูเจ้ากล่าวไว้ในพระวรสารนักบุญมัธทิว บทที่ 5 ข้อ 9 ว่า "ผู้สร้างสันติ ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรพระเจ้า" นอกจากนี้ยังมีการสวดภาวนาแบบเทเซ่ในช่วงค่ำอีกด้วย บรรยากาศในคืนนี้เป็นบรรยากาศที่สงบเงียบ ทั่วทั้งวัดมืดมิด จะมีแต่เพียงแสงเทียนเท่านั้นที่สว่างสุกใส ช่างเป็นบรรยากาศที่ชวนศรัทธา น่าภาวนาอย่างมาก ในช่วงระหว่างนี้ก็มีเยาวชนหลายคนได้ไปคืนดีกับพระด้วยการรับศีลอภัยบาป เป็นการส่งเสริมให้เยาวชนมีชีวิตฝ่ายจิต ชีวิตสนิทสัมพันธ์กับพระมากขึ้น ประตูบานที่สี่เป็นประตูที่แง้มมองดูเยาวชนไปทัศนศึกษาที่บ้างเชียงและคำชะโนด (18 ตุลาคม 2001) วันนี้เวลาประมาณบ่ายโมง รถบัส 3 คันได้พาเยาวชนเคลื่อนขบวนไปแล้ว ทุกคนดีใจมากที่จะได้ไปบ้านเชียงซึ่งเป็นมรดกโลก บางคนเคยไปมาแล้ว ส่วนบางคนยังไม่เคย แต่ถึงอย่างไร เยาวชนทุกคนก็เต็มใจที่จะไปชมแหล่งโบราณคดีนี้ เมื่อเดินทางไปถึงบ้านเชียงแล้ว ก็ได้นั่งฟังบรรยายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์บ้านเชียง จากนั้นก็ขึ้นไปชมเครื่องปั้นดินเผา เครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ทำมาหากินของประวัติศาสตร์บ้านเชียง เยาวชนหลายคน รวมทั้งตัวผมเอง รู้สึกทึ่งในความสามารถของคนสมัยก่อนว่า "พวกเค้าทำกันได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือเนี่ย" "เขาสามารถทำอาวุธได้แล้ว" "สามารถหลอมละลายโลหะได้ด้วย" "ทำเครื่องปั้นดินเผาได้สวยงามและคงทนมาจนถึงเดี๋ยวนี้" กว่าจะชมนิทรรศการเสร็จก็ประมาณสี่โมงกว่า พวกเราก็ออกเดินทางไปที่คำชะโนด ซึ่งเป็นผีจ้างหนัง มีการเล่าขานกันว่า มีชายแก่คนนี้เอาเงินไปจ้างภาพยนต์ที่บริษัทแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี ให้มาฉายที่เมืองคำชะโนด บริษัทที่ได้รับว่าจ้างนี้ก็ไปตามสัญญา เมื่อฉายภาพยนต์เสร็จ เขาก็ขับรถกลับกลับไป พอกำลังจะออกจากเมืองคำชะโนด ถนนดีๆ ที่รถกำลังวิ่งอยู่ก็กลายเป็นดินไป ส่วนเมืองคำชะโนดที่มีที่ว่างพอให้กางจอหนังได้ ก็ไม่มีว่างเลย เหลือแต่เพียงต้นคำชะโนดเท่านั้น เรื่องนี้ก็เป็นที่เล่าขานกันมานานถึงปัจจุบัน ในช่วงค่ำวันนี้ก็เป็นการจัดราตรีสัมพันธ์กับครอบครัวชาวบ้านโพนสูงที่เยาวชนได้ไปพักอาศัยมีการทานข้าวเย็นร่วมกับชาวบ้าน บรรยากาศช่วงนี้เป็นช่วงที่อบอุ่นมาก ระหว่างทานอาหารก็มีการแสดงจากสังฆมณฑลต่างๆ ที่ให้ความสนุกและสาระ ก่อนจะเลิกงานเลี้ยงมื้อสุดท้ายนี้ คุณพ่อคุณแม่หลายท่านถึงกับร้องไห้ เมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้แล้วสินะ ที่ลูกเยาวชนจะต้องกลับแล้ว ส่วนลูกเยาวชนหลายคนก็มีความรู้สึกว่าบ้านที่เขาพักอยู่เป็นบ้านของเขาจริงๆ คุณพ่อคุณแม่ที่เขาอยู่ด้วยนั้นก็เปรียบเหมือนพ่อแม่ที่ให้ความอบอุ่นแก่เขาจริงๆ เช่นกัน ในที่สุดผมก็พาท่านผู้อ่านมาถึงประตูบานสุดท้ายแล้ว (19 ตุลาคม 2001)
ในช่วงเช้ามีการสรุปผลของค่ายเยาวชนระดับชาติ ครั้งที่ 18 นี้
เพื่อทำให้เยาวชนพร้อมที่จะก้าวออกไปเป็นดังเกลือดองแผ่นดินและแสงสว่างส่องโลก
โดยให้แต่ละคนเขียนข้อตั้งในส่วนตัวลงไปในกระดาษรูปหัวใจ
เพื่อจะได้ถวายข้อตั้งใจนี้แด่พระเจ้าในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ
หลังจากเสร็จพิธีแล้ว พวกเยาวชนก็ทานอาหารกลางวันร่วมกันเป็นมื้อสุดท้าย
บางคนก็ไปทานกับครอบครัว บางคนถึงกับทานอะไรไม่ลง
เมื่อจะต้องจากบ้านโพนสูง จากเพื่อนไปจริงๆ เยาวชนหลายคนอยู่เพียงแค่ 5 วัน 4 คืน
แต่ก็ยังมีความสนิทสัมพันธ์กับครัวที่โพนสูงอย่างเหนียวแน่น
สุดท้ายก็ถึงเวลาแล้วที่จะเดินทางแล้ว รถของสังฆมณฑลแต่ละคันก็ค่อยๆ
ทยอยมารับเยาวชนกลับไป จนในที่สุด จากบรรยากาศที่มีเสียงเจี๊ยวจ้าว
เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุย จากบรรยากาศที่มีคนพลุกพล่านอยู่หน้าวัด
ก็คงเหลือแต่ความเงียบและความทรงจำอันงดงามที่เยาวชนจากทั่วประเทศมาจุ่มชีวิตอยู่ร่วมกัน
ณ บ้านโพนสูงแห่งนี้ ในปีหน้างานเยาวชนระดับชาติ ครั้งที่ 19
ก็จะจัดที่สังฆมณฑลนครราชสีมา นะครับ
|
26 ตุลาคม 2001
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001