| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : เรื่องสั้น-เรื่องแปล | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | เรื่องสั้น-เรื่องแปล | ||
เรื่องสั้น-เรื่องแปล |
"ความรักและมิตรภาพที่จริงใจ ไม่ใช่เพื่อนแท้ร่วมเส้นทางเดียวกันกับฐานะ ยศศักดิ์ หรือรูปกายภายนอก เพราะความรักเป็นผลิตผลมาจาก "หัวใจ" บุคคลที่จะใช้เส้นทางอันอบอุ่น หอมหวล และชื่นฉ่ำสายนี้ได้ จึงจำเป็นต้องมีหัวใจเป็นพาหนะ ใช้ความปรารถนาดี ความเอื้ออาทร ห่วงใย และพร้อมให้อภัยเป็นพลังขับเคลื่อน" เหมือนเส้นทางของผมกับเก้า......ที่ก้าวไปบนเส้นทางนี้ "ด้วยความรักและมิตรภาพที่จริงใจ" ในห้องเรียนตอนผมอยู่ป.1 ภาพของเด็กผู้ชาย ตัวดำปิ๊ด ผอม เล็กแกร็น กับเสื้อผ้าที่หาความเป็นชุดนักเรียนไม่พบเลย กลายเป็นเป้าสายตาของผมและเพื่อนทุกคนในห้อง อย่างน้อยที่สุด เสื้อผ้านักเรียนของพวกเราชุดแรกในชีวิตวันนี้สีก็ขาวสะอาดใหม่ กลีบนั้นก็โง้งแหลมขึ้นเป็นสัน และยังมีกลิ่นสะกิดอวดความใหม่ให้จมูกใครต่อใครได้รับรู้บ้าง พวกเราต่างแปลกใจที่เขาไม่เคยส่งสำเนียงทักทายใคร ๆ มีแต่เพียงสายตาที่จับจ้องส่งตรงมายังพวกเรา และก็ก้มหน้าดูพื้นโต๊ะตัวเก่า ๆ ที่ตนนั่งอยู่เท่านั้น ตราบใดที่ธรรมชาติของแม่เหล็กขั้วเดียวกันยังคงผลักกัน ตราบนั้นธรรมชาติมนุษย์คนละขั้วก็ย่อมจะหันหน้าหากัน ไม่เพื่อปะทะก็เพื่อความใกล้ชิดยิ่งขึ้น สำหรับเพื่อนคนอื่นดูจะเป็นเพื่อปะทะมากกว่า แต่สำหรับผมได้แต่เก็บเอาความแปลกใจไว้ และรู้สึกสนใจเขามากขึ้นมันไม่ใช่เพื่อความใกล้ชิด แต่เป็นเพียงเพราะความอยากรู้ตามประสาเด็กที่ยังคงมีสังคมน้อย ๆ นั้นให้เข้าร่วม "เก้า" คือชื่อของเขาที่กลายเป็นคำเรียกประชดของเพื่อนคนอื่น ๆ เพราะสภาพเนื้อตัวอย่างเขาดูแล้วน่าจะเป็น "ศูนย์" ก็ถึงอย่างไรก็คงไม่เต็มหนึ่งดี พ่อแม่ของเก้าเป็นชาวนาที่ยากจน จนเมื่อเก้าอายุได้ 3 ขวบพ่อก็ตาย สมบัติที่พ่อเหลือให้ไว้คือที่นาผืนเล็กๆ และเคียวเก่าคร่ำคร่า "สมบัติประจำตระกูล" ต่อมาด้วยความลำบากที่สะสมมาตลอดชีวิต และยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเมื่อขาดผู้นำ แม่จึงเจ็บหนักตายไปอีกคน สมบัติที่แม่เหลือไว้ให้เก้าเป็นเพียงภาพอันแสนเจ็บปวดของความลำบากทั้งกายและใจ ตลอดชีวิตของแม่ที่ขอเพียงให้น้ำหยดแล้วหยดเล่า รวงข้าวเม็ดแล้วเม็ดเล่าได้หล่อเลี้ยงร่างกายเก้า......หล่อเลี้ยงจิตใจของแม่.....ผู้ให้ที่ให้ได้แค่ชีวิต..เท่านั้น ความเป็นเด็กที่ต้องใช้การลงทุนไปไม่น้อยกว่าจะเก็บเกี่ยวผลได้นั้น ทำให้ที่นาผืนเล็กๆ นั้นกลับได้รับความสนใจมากกว่าชีวิตน้อย ๆ ชีวิตหนึ่ง แม้เคียวเกี่ยวข้างเล่มเก่าคร่ำคร่าก็ยังดีกว่าชีวิตของเก้าเสียอีก เส้นทางบาตรจึงเป็นเส้นทาง ที่เก้าต้องก้าวไปในตอนเช้า เพื่อให้หัวใจยังคงพอมีกำลัง ทำหน้าที่ของตนอยู่รอดถึงตอนเย็น และเพื่อเตือนให้สองขารู้หน้าที่ของการ"ก้าว" สู้วันใหม่ต่อไป..... ความสงสาร เป็นพัฒนาการขั้นต้นของความห่วงใย และเจริญเติบโตจนถึงที่สุดเป็น "ความรัก" อันทำให้เส้นทางบาตรของเก้ามีผมเป็นเพื่อน เพื่อ "ให้" และ "เสาะหา" ความรัก และกำลังใจ เก้ามักจะเล่าอดีตที่อดสูให้ผมฟังเสมอ และมักจบลงด้วยความฝันที่จะก้าวจากศูนย์ขึ้นไปจนถึง "เก้า" ในอนาคต ผมเองได้แต่ยิ้มและปลอบเพื่อนด้วยความหวังดี ให้สู้ต่อไป อย่างน้อยที่สุด แม้เก้าจะบอกว่าชีวิตของตนมาจากศูนย์ และมีความสูญเสียเป็นดอกผลมาตลอด แต่เก้าก็ยังโชคดีกว่าคนที่ไม่เคยได้พบกับความสูญเสียอีกหลาย ๆ คน เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้มีชีวิตเป็นศูนย์เหมือนเก้า แต่มีชีวิตที่ "ติดลบ" จากสังคมที่เอาเปรียบ คดโกง เห็นแก่ตัว และโหดร้ายทารุณ จนตนต้องกลายเป็นผู้รองรับความป่าเถื่อนและอสัตย์อธรรมของคนเหล่านี้มิใช่หรือ? ในที่สุดเมื่อ เราสองคนจบ ป.6 พ่อแม่ตัดสินใจส่งผมเข้าเรียนต่อในกรุงเทพฯ ส่วนเก้าด้วยความฝันที่อยู่บนการทับถมของคนรอบข้าง และความมุมานะที่จะฝืนโชคชะตาที่เป็นข้ออ้างให้คนไม่ยอมลุกขึ้นสู้ เก้าจึงตัดสินใจชวนผมไปกราบลาหลวงตา เพื่อจะขอลาไปกรุงเทพฯ ไปต่อสู้แย่งชิงความสุข ไปบุกหาความฝันให้เป็นจริงเหมือนกับคนอื่น ๆ บ้าง หลวงตาได้มอบปัจฉิมโอวาทให้เก้าและผมที่นั่งเป็นเพื่อนด้วยว่า "หากเจ้าไม่ใช่ศูนย์ ชีวิตของเจ้าก็จะไม่สูญ" เย็นวันนั้น ท้องฟ้าเป็นสีทองอร่าม บนเนินดินกลางท้องทุ่งที่ยังให้สัมผัสอุ่น ๆ จากแสงสีทองของดวงอาทิตย์ ลมเย็นๆ พัดพาเอาเศษดินและหญ้าฟางขึ้นมารบกวนเราอยู่ตลอดเวลา นกฝูงใหญ่เริ่มบินกลับรังกันแล้ว เก้าชี้ให้ผมดูดวงอาทิตย์ที่ยามนี้ดูเหลืองอร่าม ดุจทองคำอันสุกใส เขาบอกว่านั่นแหละคือความใฝ่ฝันของเขาที่จะประสบความสำเร็จ และมีอนาคตที่สุกใสดั่งดวงอาทิตย์.........ดวงที่อยู่ข้างหน้าเรายามนี้...... แม้ผมจะไม่ได้สอบตกวิชาคณิตศาสตร์ แต่ปัจฉิมโอวาทของหลวงตาที่เพิ่งมอบให้เมื่อสักครู่นี้ ก็ดูยากเกินกว่าจะสอบซ่อมรอบที่สิบให้ผ่านได้ จนปัญญาจริง ๆ ว่าโจทย์นั้นบอกนัยให้เราทำอย่างไร? เก้าผู้ที่เรียนได้เก่งกว่าผมและทุกคนในห้องแทบทุกวิชา โดยเฉพาะคณิตศาสตร์จึงอธิบายให้ผมฟัง แต่เก้าไม่ได้ใช้ความรู้วิชาคณิตศาสตร์อธิบายปัจฉิมโอวาทนี้ให้ผมฟัง แต่เขาใช้ชีวิตเขาต่างหาก เพื่อให้ผมเข้าใจว่า ถ้าเขาและผมพยายามดิ้นรนต่อสู้ต่อไป เขาและผมก็จะพบกับความก้าวหน้า และไม่ต้องเผชิญชะตากรรมที่เลวร้ายเหมือนกับอดีตของเขา ผมสังเกตว่าระหว่างที่เก้าอธิบาย สายตาของเขาดูมุ่งมั่นจับจ้องไปยังดวงอาทิตย์ เหมือนกับว่าเขาพร้อมที่จะสู้ และยืนขึ้นฉายแสงแห่งความสำเร็จ เหมือนเช่นดวงอาทิตย์ยามนี้ให้ทุก ๆ คนได้เห็น แต่....สายตาของผมยังคงมีแววความไม่เข้าใจอยู่ดี.............. เราเดินทางมาด้วยกันจนถึงกรุงเทพฯ จุดหมายปลายทางของทุกความฝันที่ต้องมาด้นดั้นพยายามเสาะหาให้เป็นความจริงกันต่อไป ก้าวแรกของเมืองเทวดาอย่างที่ครูบอก เราสองคนรู้สึกว่าที่นี่ดูกว้างใหญ่ทันสมัย และตื่นตาตื่นใจกว่าย่ำรุ่งท้องทุ่งบ้านเรามากมาย ความแปลกใหม่ สังคมใหม่ทำให้เราสองคนเกิดความกังวล ระคนกลัวกันบ้าง แต่มันก็เกิดขึ้นเฉพาะในจิตใจ เพราะสถานที่ต่าง ๆ ที่เราสองคนผ่านมาก็เกิดมาจากสองเท้าที่ยังคงก้าวไปเรื่อยๆ .....เราจึงเข้าใจอีกบทหนึ่งของชีวิตมนุษย์ว่า แม้บางครั้งหัวใจจะสั่งห้าม แต่สองเท้าก็ยังคงพยายามก้าวอยู่ดี ผมนั้นพักอยู่กับน้าชายที่พอมีฐานะดีอยู่บ้าง ส่วนเก้าก็ยังคงใช้เส้นทางบาตรเป็นสายหลักต่อไป เรามีอันต้องแยกกัน "ทางกาย" เมื่อผมต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ส่วนเก้าก็เรียนภาคค่ำและทำงานไปด้วยส่วน "ทางใจ" เรายังคงผูกพันกันเสมอ ข่าวคราวของกันและกันยังคงมีทั้งทางจดหมายและโทรศัพท์ หลายปีต่อมาด้วยวันเวลาที่เราต่างต้องใช้ให้คุ้มค่าเพื่อติดตามความฝันของตนทำให้เราค่อยๆ ห่างกันเรื่อย ๆ เมื่อผมเรียนจบ ผมได้งานทำเป็นวิศวกรอยู่บริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง วันแรกของการทำงานก็เหมือนวันแรกที่เข้ากรุงเทพฯ ใหม่ๆ ถึงหัวใจจะหวาดหวั่น แต่สองขายังคงมั่น อย่างน้อยที่สุด เพราะมันถูกยึดไว้ด้วยหยาดเหงื่อและความหวังอันเต็มเปี่ยมของพ่อแม่ ที่เปลี่ยนมาเป็นเงินทุกบาททุกสตางค์ให้ผมได้ร่ำเรียน รอยยิ้มบนคราบน้ำตาแห่งความปลื้มปิติยินดีกับใบปริญญา กระดาษแผ่นเดียวที่ดูเหมือนมีค่ามหาศาลของผม ทำให้ผมรู้ว่าท่านรักผมมากขนาดไหน? และชีวิตต่อไปควรทำอย่างไรดี? แล้วเก้าล่ะตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างหนอ? ผมแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองที่หัวหน้าคนงานนี้ คือเพื่อนที่ผมรักที่สุดนั่นเอง เมื่อวาน จนมาถึงวันนี้ สายตาของเก้าคงมุ่งมั่นไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะดูขุ่นมัวไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากก้าวที่หนึ่ง สอง สาม...มาบ้าง แต่ก็ยังคงดูฉายแสงพร้อมก้าวที่เหลือสูงขึ้นอีกต่อไป ความเป็นเด็กที่มีศูนย์เป็นทุนรอน ทำให้เก้ามุ่งมั่น และทำทุกอย่างเพื่อให้ตนได้สัมผัสกับคำว่า "มี" ที่คนในสังคมเขาอยากมี และความสูญเสียอันเป็นดอกผล ก็ทำให้เก้าทำทุกอย่างเพื่อให้ตนได้สัมผัสกับคำว่า "ได้" ที่คนในสังคมเขาอยากได้ สำหรับผมแล้ว เก้าไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวที่เที่ยวหยิบยกผลงานคนอื่นมาเป็นของตน หรือหาช่องทางกดผู้ร่วมงานให้ต่ำลงและพยายามทำให้ตนสูงขึ้น แต่ชีวิตของเก้าที่ผ่านมาทำให้ผมเข้าใจว่า เก้าได้รับบทเรียนเพื่อจะหยัดยืนอยู่บนผืนโลกใบนี้ได้เหมือนคนกับอื่นๆ ทั่วไป และปัจฉิมโอวาทของหลวงตาก็เป็นนิยามที่จะพาเก้าพ้นจากชีวิตที่เป็น "ศูนย์" และ "สูญ" นั่นเอง ผมทำงานอยู่ได้แค่ปีกว่า ๆ ก็ต้องขอลาออกเพื่อกลับมาช่วยกิจการพ่อแม่ทางบ้าน ส่วนเก้านั้นกำลังพบแต่ความก้าวหน้าอย่างที่เขาใฝ่ฝัน สามปีต่อมาปรากฏว่าเขาได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้จัดการบริษัทดังที่เขาใฝ่ฝัน ผมได้ยินดีกับเพื่อนที่เพื่อนทำในสิ่งที่เพื่อนฝันมาตลอดได้ เก้าทำให้นิยามของหลวงตาเกือบจะสว่างขึ้นแล้วสำหรับผม ถ้าไม่ใช่เพราะ... ค่ำวันหนึ่งผมมีธุระที่จะต้องไปที่วัด เผอิญว่าจำเป็นต้องผ่านศาลาสวดศพศาลาหนึ่ง ซึ่งพอดีพระกำลังสวดพระอภิธรรมศพอยู่ แสงไฟเปิดสว่างอยู่ทั่วบริเวณ พระสงฆ์มีหลายรูป แต่น่าแปลกที่ในศาลานั้นไม่มีแม้แต่เงาของสิ่งมีชีวิต จนทำให้ผมอดแปลกใจไม่ได้ และด้วยความเป็นคนที่อยากรู้ ผมจึงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ศาลา ผมรู้สึกว่าดวงตาของใครคนหนึ่งกำลังจับจ้องมาที่ผมเป็นแววตาที่จ้องตรง ดูมุ่งมั่น และมีพลังอย่างบอกไม่ถูก ใช่แล้วสายตาแห่งความมุ่งมั่นคู่นั้น ผมจำได้ ภาพที่อยู่ข้างโลงศพนั่นคือภาพของเก้า เพื่อนที่ผมรักที่สุดนั่นเอง ทำไมหนอเพื่อนรัก ทำไมเพื่อนจึงอายุสั้นเช่นนี้ ทำไมเพื่อนจึงดูอ้างว้าง เปล่าเปลี่ยวเช่นนี้ ความอ้างว้างนี้ไม่ใช่หรือที่เพื่อนเกลียดที่สุด แล้วทำไมจึงกลับมาเยี่ยมเยือนเพื่อนอีกครั้งหนึ่งล่ะ? "เก้าเพื่อนรัก ร่างกายของเก้าวันนี้ต่างหากที่ทำให้เราเข้าใจเนื้อแท้ของคำว่าศูนย์ และสูญ ปากของเก้าไม่ได้เปิดอ้าออก แก้วหูของเราไม่ได้สั่นรับคำบอกอธิบายใดๆ หนทางระหว่างเราก็ไกลแสนไกล แต่เพื่อนรัก ความเข้าใจที่เพื่อนมอบให้ อยู่ที่นี่เอง อยู่ที่เพื่อน....อยู่ข้างหน้าเรา...." เพื่อนรักยามนี้ค่ำแล้วนะ เพื่อนคงจำยามเย็นวันนั้นได้ พระอาทิตย์ที่เรามองดูนั้นสวยงามเหมือนดังทองคำอันสุกใส แต่เพื่อนรักเพื่อนลืมไปว่ายิ่งพระอาทิตย์สุกใสเป็นสีทองเข้มขึ้นเมื่อใด มันก็เป็นสัญญาณของความมืดที่กำลังจะมาเยือนมิใช่หรือ? เหมือนที่เพื่อนบอกว่าเพื่อนคือศูนย์และเสาะหาที่จะไปให้ถึงเก้า จนลืมคิดไปว่าเมื่อใดที่เพื่อนทะยานไปจนถึงเก้า ก้าวต่อไปของเพื่อนก็คงเป็นศูนย์เช่นเดิม "หากเจ้าไม่ทำตนเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง เจ้าก็จะไม่พบกับความสูญเสีย" คือนัยที่หลวงตาได้มอบให้กับเราต่างหาก สังคมมนุษย์ที่พร่ำบอกว่าโลกของตนกำลังก้าวหน้า พวกเขาจะรู้ไหมนะว่าเมื่อเขาใช้เลขเก้าไปแล้ว เลขตัวต่อไปที่เขาจะพบคือเลขอะไร? | |
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2000