issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : ทักทายกะนายช่างคราวก่อน "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | ทักทายกะนายช่าง

computerเลาะไปในยุโรป (4)
แล้วก็มาถึงตอนอวสานกันซะทีกับการเลาะไปในยุโรปของนายช่าง แวะเข้าไปอ่านตอนก่อนๆกับภาพสวยๆ จากกองบก.อิสระ ก็ทำให้รู้สึกชุ่มชื่นใจ ทำให้ข้อเขียนมีชีวิตชีวาขึ้นเยอะ น่าอ่านขึ้นอีกโขทีเดียว ขอบคุณหลายๆ

Atomiumวันนี้เรากำลังออกเดินทางไปกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม อันเป็นทางผ่านก่อนไปถึงเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็ไปถึงกรุงบรัสเซลส์ ระหว่างทางก็แวะชมอนุสาวรีย์สิงโต อันเป็นอนุสรณ์ถึงสงครามวอเตอร์ลูและสงครามโลกครั้งที่สอง นอกจากนั้น ก็แวะไปถ่ายรูปกับอโตเมียม ที่เป็นสัญญลักษณ์ของสถานที่จัดงานแสดงสินค้าระดับโลก มีรูปร่างเหมือนอะตอมลูกใหญ่ๆ (อะตอมจริงๆ เป็นอย่างไรก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาบอกมาอีกที) จะว่าไปก็งั้นๆนะครับ ผมว่า แต่เผอิญมันอยู่ในโปรแกรมการแวะถ่ายรูป เลยต้องขออนุญาตกล่าวถึงหน่อย

Grand Place Grand Place

เราไปถึงบริเวณจัตุรัสแกรนด์พลาซ่า ซึ่งอยู่ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ และเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องแวะมาแน่นอน เพื่อมาดูจัตุรัสที่รายล้อมไปด้วยตึกที่มีสถาปัตยกรรมอันสวยงาม พิธีสำคัญๆ ของเบลเยี่ยมหลายๆ ครั้งจะจัดขึ้นที่นี่ นอกจากนั้นยังมีรูปปั้นสองชิ้นที่รายการทัวร์จะพลาดไม่ได้เลยก็คือรูปปั้นในท่านอนของนักรบ Evrard 't Serclaes ที่นักท่องเที่ยวจะจับรูปปั้น จนตัวมันวาววับทีเดียว ว่ากันว่าใครได้จับรูปปั้นนี้ จะมีความสุขไปตลอดทั้งปี หรือถ้าเป็นหญิงสาว ก็จะได้แต่งงานภายในปีนั้น (คงจะเป็นการดี สำหรับสาวๆ ที่กำลังจะพลาดรถไฟขบวนสุดท้าย ฮา)

Manneken Mannekenส่วนอีกรูปก็คือ อนุสาวรีย์หนูน้อยยืนฉี่ หรือ Mannekenpis เจ้าหนูน้อยคนนี้ได้ชื่อว่าเป็นพลเมืองเบลเยี่ยมที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุด และก็มีชื่อเสียงมากที่สุดของเบลเยี่ยมทีเดียว ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าหนูน้อยคนนี้มีที่มาที่ไปแท้จริงอย่างไร มีแต่เรื่องเล่าต่อกันมาหลายตำนาน อาทิเช่น ในช่วงที่กำลังเกิดสงคราม ข้าศึกกำลังจุดชนวนระเบิดกำแพงเมือง แต่เจ้าหนูน้อยคนนี้ไม่ทราบมาจากไหน เดินมาฉี่รดสายชนวนจนดับ ทำให้เมืองรอดพ้นจากระเบิดไปได้อย่างหวุดหวิด (ถ้าเป็นจริงอย่างตำนาน ใครเป็นพ่อแม่ของเจ้าหนูคนนี้น้า ปล่อยให้ลูกออกมาเดินเพ่นพ่านได้ไง) รูปปั้นเจ้าหนูน้อยนี้จะถูกแต่งตัวด้วยชุดประจำชาติต่างๆ แล้วแต่ช่วงแต่เทศกาล ดูจากรูปที่เขาถ่ายไว้ ก็น่ารักดี

ช่วงบ่ายมีเวลาเหลืออีกเยอะ เช่นเคยครับ ผมก็หาแผนที่จาก Information Center แล้วก็เดินเที่ยวเอง ออกจากตารางทัวร์ที่กำหนดไว้ จุดหมายของผมก็คือเดินไปดูตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ตามแผนที่ที่เขากำหนดไว้ เดินไปเดินมา ปรากฎว่าแวะวัดไปทั้งหมด 4 แห่ง อันได้แก่ วัด Kapelle (วัดนี้เดินหลงไปเอง อย่างไม่ตั้งใจ) วัดนี้มีธรรมมาสน์สำหรับพระสงฆ์เทศน์สวยมาก เป็นรูปแกะสลักไม้ตอนที่ เทวดานำอาหารมาให้เอลิชาห์ระหว่างที่หลบหนีอยู่ในถ้ำ วัดที่สองก็คือวัดน.มักดาเลนา แล้วก็วัดน.แคธเธอรีน กับ วัดน.นิโคลัส แต่ละวัดก็มีความสวยงามแตกต่างกันไป และมีอายุหลายร้อยปี ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ที่น่าใจหายก็คือ ดูเหมือนว่าแม้จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแต่ก็ไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร เห็นแล้วก็สะท้อนใจ

วันนี้เราค้างที่นี่หนึ่งคืน พอตกดึกผมก็พาคณะลูกทัวร์ประมาณห้าหกคนเดินไปดูโชว์แสงสีที่จัตุรัสแกรนด์พลาซ่า โชคดีโรงแรมที่พักของเราอยู่ใกล้พอที่จะเดินไปที่จัตุรัสเองได้ สวยงามคุ้มค่าเหนื่อยที่เดินมา

KeukenholfQueen of the nightวันรุ่งขึ้นเราเดินทางต่อไปที่กรุงอัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ วันนี้เป็นวันที่น่าประทับใจที่สุดสำหรับสาวๆ หลายคน เพราะเป็นวันที่เราแวะสวนดอกไม้ Keukenholf อันเป็นสวนที่มีดอกทิวลิปบานสะพรั่งมากที่สุดในโลก และโชคดี ช่วงที่เราไปเป็นช่วงที่ดอกทิวลิปกำลังบานสะพรั่งสวยสดงดงาม ที่สวนนี้มีดอกทิวลิปสีดำด้วย ซึ่งเรียกกันว่า Queen of the Night หรือ ราชินีแห่งราตรี ผมพึ่งเคยเห็นดอกทิวลิปสีดำนี้เป็นครั้งแรก แปลกดี พวกเราถ่ายรูปหมดกันไปคนละหลายๆ ม้วน มีลูกทัวร์ท่านหนึ่งถ่ายรูปเฉพาะที่สวนนี้แห่งเดียวสามม้วน แต่วันนั้น สวนสวยมากๆ อากาศก็ดี ใครจะอดใจไม่ถ่ายได้ล่ะ

ตอนบ่าย คณะทัวร์พาเรานั่งเรือหลังคากระจกไปตามคลองในอัมสเตอร์ดัม เพราะที่เมืองนี้มีคลองเยอะมาก ไกด์ของเราบอกว่า เรือที่จอดอยู่ริมคลอง เป็นบ้านจริงๆ ที่มีคนอาศัยอยู่ แต่ก่อนการเสียภาษีเรือ เขาจะเก็บภาษีจากจำนวนหน้าต่างของเรือ ถ้ามีหน้าต่างมากก็เสียภาษีแพง ถ้าหน้าต่างน้อย ก็เสียน้อย เป็นต้น เรือจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนฮอลแลนด์

ถ้าเราศึกษาเข้าไปในประวัติศาสตร์ ก็จะรู้ว่าชาวฮอลแลนด์เป็นชนชาติพ่อค้าที่จะล่องเรือไปขายสินค้าในต่างประเทศ เวลาเราเรียนประวัติศาสตร์ชาติไทย เราคงเคยได้ยินว่ามีพ่อค้าชาวฮอลันดามาติดต่อค้าขายกับคนไทยในสมัยก่อน และด้วยจิตวิญญาณของการเป็นพ่อค้ามาตั้งแต่ดั้งเดิมนี้เอง ประเทศฮอลแลนด์ หรือเนเธอร์แลนด์จึงได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ใจกว้างและเปิดมากที่สุดในบรรดาประเทศทางแถบยุโรปทั้งหลาย

ประเทศเขาเปิดกว้างขนาดมีกฎหมายให้ กัญชาเป็นยาเสพติดที่ถูกกฎหมาย หาซื้อได้ตามร้านเหล้าทั่วไป ซื้อหามาสูบกันได้อย่างอิสระเสรี และการค้าประเวณีก็เป็นอาชีพที่ถูกกฎหมาย โสเภณีต้องจ่ายภาษีด้วยนะครับ แพงกว่าอาชีพปกติเสียด้วย น่าแปลกไหม ไม่เหมือนเมืองไทยที่รักของเรา ทั้งสองอย่างเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ก็ซื้อขายกันได้อย่างง่ายดาย ทั้งยาบ้า และโสเภณี ยิ่งช่วงนี้อ่านข่าวจากเมืองไทย มีทั้งนักเรียน นักศึกษาทำอาชีพนี้หาลำไพ่พิเศษ ก็ยิ่งสะท้อนใจหนัก เฮ้อ เมืองไทยทำไมเป็นไปได้ขนาดนี้

Anne Frankเอ้า กลับมาเที่ยวอัมสเตอร์ดัมกันต่อ หลังจากนั่งเรือชมคลองกันแล้ว (ที่จริงชมใต้ท้องรถมากกว่า เพราะมีรถจอดอยู่ริมคลองเต็มไปหมด) เรานั่งรถผ่านบ้านหลังหนึ่ง ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์อันเคยเป็นที่หลบภัยของ แอน แฟรงค์ เด็กหญิงชาวยิวกับครอบครัวที่หลบหนีการจับกุมของทหารนาซี โดยซ่อนตัวอยู่ในบ้านหลังนี้เป็นเวลากว่าสองปีก่อนที่เธอจะถูกจับแล้วก็ส่งตัวไปค่ายกักกัน แล้วก็เสียชีวิตลงในเดือนมีนาคม ค.ศ 1945 เพียงสองเดือนก่อนที่เยอรมันจะประกาศแพ้สงคราม สาเหตุที่เรารู้เรื่องราวของเธอ เพราะแอน แฟรงค์ได้บันทึกเรื่องราวประจำวันลงในไดอารี่ส่วนตัวของเธอ หลังจากเธอเสียชีวิตลง ก็มีการค้นพบไดอารี่เล่มนี้และมีการตีพิมพ์ออกมาหลายสิบครั้ง แปลออกมาเป็นภาษาต่างๆทั่วโลก ภาษาไทยก็มี เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงเคยอ่าน "บันทึกของแอนแฟรงค์" ก็คือเรื่องราวของเด็กหญิงคนนี้

หลังจากนั้น คณะทัวร์ก็พาเราแวะร้านเพชรเพื่อชมวิธีการดูเพชร และเจียระไนเพชร ก็เลยได้ความรู้มาเล็กๆ น้อยๆ ว่า เพชรที่ดีจะต้องมี 4 C ครับ คือ Carat, Color, Clarity และ Cut

Carat ก็คือจำนวนกะรัตของเพชร Color เพชรที่ดีต้องสีขาวใส หรือภาษานักเลงเพชรก็คือ เนื้อ 100 เปอร์เซนต์ Clarity ก็คือ น้ำ หรือความสดใส ประกายวาววับ และสุดท้ายก็คือ Cut หรือการเจียระไน การเจียระไนแบบ Brilliant Cut หรือแบบ 64 เหลี่ยมจะเป็นการเจียระไนที่ทำให้เพชรแพงที่สุดเพราะเสียเนื้อเพชรไปเยอะที่สุด แต่ก็จะทำให้เพชรสวยงามที่สุดด้วย

พอสาธิตการดูเพชรเสร็จ ก็เป็นการขายเพชรสิครับ ลูกทัวร์ของเราก็สวมวิญญาณนักช็อปไทยทันที เบ็ดเสร็จสิริทุกคนรวมกันแล้วก็ สามแสนฝ่าๆ ครับ ผมน่ะหรือ เช่นเคยครับ ดูตาแต่ มืออย่าต้อง(เงิน)ไม่เสีย ฮิ่ ฮี่

Royal PalaceDam Squareจากนั้น เราก็นั่งรถไปชมจัตุรัสดัมสแควร์และพระราชวังหลวง มาเที่ยวที่อัมสเตอร์ดัมคราวนี้ที่ผมรู้สึกว่าแปลก และก็ชอบที่สุดก็คือคนเมืองนี้เขาขี่จักรยานกันเป็นเรื่องเป็นราวมากเลยครับ ทั้งผู้หญิงใส่กระโปรง หรือผู้ชายใส่สูทขี่จักรยานกันเป็นเรื่องปกติ มีช่องทางสำหรับจักรยานอยู่ทุกถนน คนเมืองนี้ท่าทางจะสุขภาพดีแฮะ

เสียดายที่โปรแกรมทัวร์ของเราไม่มีการแวะชมพิพิธภัณฑ์ผลงานของ แวน โกห์ (Van Gogh) จิตรกรชื่อดังชาวฮอลแลนด์ ตั้งใจว่า คราวหน้า ต้องมาเอง จะมาแวะดูให้ได้เชียว

Cologne

วันรุ่งขึ้นเราต้องเดินทางต่อไปที่เมืองแฟรค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมัน อันเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวของเรา ระหว่างทางเราแวะพักทานข้าวเที่ยงที่เมืองโคโลญจน์ อันเป็นที่มาของน้ำหอม 4711 ที่เรารู้จักกันดี เราแวะถ่ายรูปกับมหาวิหารที่ใจกลางเมืองสูงตระหง่านใหญ่โตมาก ภายในวิหารสวยงามไม่แพ้วัดอื่นๆที่เคยเห็นมา

RomerbergRomerberg

เรามาถึงเมืองแฟรค์เฟิรต์ตอนบ่ายแก่ๆ แล้วก็แวะชม Romerberg อันเป็นเสมือนจุดศูนย์กลางและเป็นแหล่งท่องเที่ยวของเมืองแฟรงค์เฟิร์ต ที่บริเวณลานจะมีรูปปั้นและน้ำพุแห่งความยุติธรรม วันนี้ก็อีกเช่นเคยครับ ได้มีโอกาสเดินดูวัดอีกสองแห่ง คือวัดน.นิโคลัส กับ มหาวิหาร Kaiserdom หรือมหาวิหารแห่งกษัตริย์ เพราะในอดีตมีกษัตริย์และจักรพรรดิ์หลายพระองค์ได้รับการเลือกและสวมมงกุฎที่นี่

การมาเที่ยวยุโรป แล้วได้เดินมาดูวัด นี่ดีนะครับ เพราะสถาปัตยกรรมที่สวยงามทั้งหลายมักจะได้รับการตกแต่งอย่างดีภายในวัด วัดจึงเป็นแหล่งรวมศิลปกรรมในอดีตจนถึงสมัยปัจจุบัน วัดบางแห่งอายุอานามเกือบพันปี สร้างแล้วเผา เผาแล้วสร้างใหม่ สร้างแล้วถูกทำลาย วัดบางแห่งจึงมีสถาปัตยกรรมหลายๆ ช่วงอยู่ภายในตัววัด ขึ้นอยู่กับว่าจะดูในส่วนไหน

ใครจะหาว่าผมเป็น "เด็กวัด" หรือเป็น "ทัวร์แสวงบุญ" ก็ช่าง มาทัวร์ครั้งนี้คุ้มค่าเหลือหลาย แถมได้บุญกลับมาอีกเป็นกระบุงโกย แถมมีเรื่องโฮลี่ๆ เก็บมาฝากกันอีก

ทัวร์จากเมืองไทยก็เดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น ส่วนผมและคนรู้ใจข้างกายก็แยกตัวออกมาเพื่อเที่ยวต่อที่ตัวเมืองแฟรงค์เฟิร์ตอีกหนึ่งวัน เราแยกทางกันที่สนามบินเพื่อจะขึ้นรถไฟฟ้าเข้าไปในตัวเมือง กว่าจะซื้อตั๋วรถไฟจากตู้ได้ เล่นเอาเหงื่อตก เพราะพี่ท่านเขียนเป็นภาษาเยอรมันล้วนๆ มีภาษาอังกฤษเล็กๆ พอเป็นพิธี พอดีวันนั้น เขาจัดงาน Festival อะไรบางอย่างในตัวเมือง เขาปิดถนนและมีการแสดงมากมาย เลยได้ดูอะไรเพลินๆ ตลอดทั้งวัน

เอาละครับ มาถึงตรงนี้ ผมคงต้องยุติการพาคุณๆ มาเที่ยวยุโรปกันแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับที่ติดตามอ่านกันมาสี่ตอนเต็มๆ ฟังผมโม้บ้าง บ่นบ้าง ไปตามประสา ถ้ามีสาระ หรือได้อะไรดีๆจากข้อเขียนเหล่านี้ ผมก็ดีใจ แต่หากมีข้อผิดพลาดใด ก็ขออำภัยกันตรงนี้เลยนะครับ

คราวหน้าเราจะกลับมาอยู่ในชีวิตจริงกับเรื่องราวคอมพิวเตอร์น่ารู้ ตามแนวที่ผมถนัดกันซะที หลังจากท่องเที่ยวอยู่ในความฝันมานาน

ไม่อยากออกมาจากความฝันเลยจริงจริ๊ง แต่ทำงัยได้ ต้องกลับมาอยู่ในชีวิตจริง ทำงาน เก็บหอมรอบริบเพื่อกลับไปท่องเที่ยวตามความฝันต่อไป

แล้วจะได้มีอะไรๆ มาโม้ให้คุณๆ ฟังต่อไง... ดีไหม
 

 

หน้ารัง | ทักทายกะนายช่าง

1 กรกฎาคม 2001
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001