| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : ทักทายกะนายช่าง | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | คุยกันก่อน | คนละครั้ง วันละคลิก | ติดต่อเรา | ||
| คอลัมน์ประจำ: ทักทายกะนายช่าง | มุมสนทนา | มุมบันเทิง | ป.ล.โมลิ่ง | เรื่องสั้น-เรื่องแปล | บทความ | คำสอนคาทอลิก | มุมภาวนา | เสริมศรัทธา | ||
|
|
ผมได้รับอีเมล์อีกฉบับ ที่ถูกส่งต่อมาจากกองบก.อิสระ ที่แสดงความไม่เห็นด้วยต่อบทความที่ผมเขียนไป เกี่ยวกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญในนิวยอร์ค และบอกว่าบทความเหล่านั้น ไม่ยุติธรรมต่อชาวอเมริกันทั้งหลาย อีเมล์ฉบับนี้ ทำให้ผมต้องย้อนกลับไปอ่านบทความทั้งหมดของผมอีกรอบ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ผมก็ย้อนกลับไปอ่านบทความของผมอีกหลายรอบ หลังจากได้อ่านบทความที่แสดงความเห็นของคุณผู้อ่านท่านหนึ่งที่หน้ารังแล้ว http://www.issara.com/article/wtcview.html ผมพยายามอ่าน และวิเคราะห์ว่า บทความที่ผมเขียนเหล่านั้น มีอคติต่อคนอเมริกันจริงๆ หรือ? ผมมั่นใจว่า ข้อเขียนทั้งหมดเป็นความเห็นของผมคนเดียว ผมไม่ได้พูดแทนใคร และไม่คิดว่าต้องขออนุญาตใคร และไม่เชื่อว่า ข้อเขียนของผมจะมีอิทธิพลต่อใครๆ ผมไม่แน่ใจว่า ข้อความในตอนใดที่อาจจะไปกระทบกระเทือนความรู้สึกของคนอเมริกันเข้า ผมสันนิษฐานว่า อาจจะเป็นข้อความในเรื่องของปมเขื่อง (Superior Complexity) ที่บอกว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกเช่นนี้ ความคิดเห็นในเรื่องนี้ อาจจะผิดหรือถูกก็ได้ เพราะนั่นเป็นมุมที่ผมมองโดยผ่านประสบการณ์ตรงของผม ประกอบกับการรับฟังข่าวสารและการอ่านหนังสือต่างๆ รวมทั้งผมถามเพื่อนอเมริกันที่ทำงานด้วยกันว่าเป็นความจริงหรือเปล่า ที่คุณมีความรู้สึกเช่นนั้น เขาบอกว่าไม่เชิงหรอก แต่ก็ไม่เคยรู้สึกว่าด้อยกว่าใครๆ ในโลก ในฐานะที่เป็นคนอเมริกัน ผมคงต้องขออภัย ถ้าหากไม่เป็นความจริง และอีกตอนหนึ่งที่ผมถามว่า "ชีวิตของคนอื่น มีค่าน้อยกว่าอเมริกันหรืออย่างไร" ข้อความตรงนี้ ผมขออนุญาตชี้แจงสักนิดครับว่า ชีวิตที่ผมหมายถึงก็คือชีวิตของผู้บริสุทธิ์ ที่จะต้องล้มตายไปมากกว่านี้ อันเนื่องมาจากสงคราม ผมตกใจ เสียใจ และก็หวาดหวั่น เหมือนๆ กับคนอเมริกันทั้งหลาย ผมยังจำได้ว่าผมนั่งน้ำตาซึม หลังจากดูรายการให้สัมภาษณ์ของ CEO ของบริษัท Cantor Fitzgerald ที่ผมเขียนไปเมื่อตอนแรก ผมโศกเศร้าไปกับญาติของผู้เสียชีวิตไปในเหตุการณ์นั้นและสวดภาวนาให้กับดวงวิญญาณของพวกเขาเสมอ แต่ผมก็ยังยืนยันความคิดเห็นของผมเสมอว่า "ผมคัดค้านการทำสงคราม!" ไม่ว่าจะเป็นสงครามรูปแบบใหม่ หรืออะไรก็ตาม ตราบใดที่มีการใช้กำลังทางทหารเข้าประหัตประหารกัน และมีผู้บริสุทธิ์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ต้องมาเสียชีวิตด้วย ผมขอคัดค้านครับ จำได้ไหม ในพระวรสาร พระเยซูเจ้าทรงสอนว่า "ผู้ใดตบแก้มท่านข้างหนึ่ง จงหันแก้มอีกข้างหนึ่งให้เขาตบด้วย ผู้ใดเอาเสื้อคลุมของท่านไป จงปล่อยให้เขาเอาเสื้อยาวไปด้วย" (ลก 6/29) และหลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่นาน พระสันตะปาปาตรัสว่า "โปรดช่วยกันแก้ปัญหาด้วยการเสวนา ในแนวทางของสันติเถิด" แน่นอน คงจะมีคนบอกว่า ถ้าอเมริกันไม่ทำสงคราม โดยการถล่มรังของผู้ก่อการร้าย อีกไม่นาน พวกมันก็คงมาคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปอีก แต่เราแน่ใจแล้วหรือว่าสงครามคือทางออกสุดท้ายของปัญหานี้ อ่านมาถึงตรงนี้ ผมแน่ใจว่าคงมีคุณผู้อ่านที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของผมอีก เพราะทุกคนต่างก็มีมุมมองของตนเองต่อเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัว ผ่านกรอบอ้างอิง (Frame of Reference) อันเป็นกรอบความคิดที่เกิดจากประสบการณ์ในอดีต การอบรมเลี้ยงดู การศึกษา ความเชื่อ และทัศนคติ เจ้ากรอบอ้างอิงนี้แหละครับ ที่เป็นตัวปัญหาของเรื่องยุ่งๆ ในเวลานี้ แปลกนะครับ เวลาที่เราบอกว่า คนอเมริกัน เรามักจะเหมารวม generalize ออกมาเป็นนามธรรม (ผมก็เป็นเช่นนั้น) แต่เราก็ลืมคิดไปว่า คนอเมริกันก็คือบุคคลจริงๆ ที่มีเลือดเนื้อ ดำเนินชีวิตอยู่ในแผ่นดินอเมริกา มีทั้งคนขาว คนดำ คนดีและคนเลว เหมือนกับที่เราบอกว่าผู้ก่อการร้ายเป็นคนเลว สามารถทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ได้หลายพันคน แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็มีเลือดสีแดง มีชีวิตและร่างกายเหมือนทุกๆ คนในโลก คนอเมริกัน และคนชาติอื่นๆ ในโลกต่างก็รักครอบครัว เพื่อนฝูง สังคมและประเทศชาติของตน เหมือนๆ กับที่ผู้ก่อการร้ายก็คงจะมีความรัก ความซื่อสัตย์ อย่างน้อยก็ในหมู่ผู้ก่อการร้ายด้วยกันเอง แต่สิ่งที่ทำให้ คนอเมริกัน และผู้ก่อการร้าย แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ก็คือ เจ้ากรอบอ้างอิง นี่เอง คนอเมริกันกำลังใช้กรอบอ้างอิงของตนเอง ในการยืนยันถึงอิสรภาพ ความถูกต้องและความยุติธรรม ในขณะที่ผู้ก่อการร้าย ก็ใช้กรอบอ้างอิงของตนเอง ยีดติดกับศาสนาอย่างสุดโต่ง และเชื่ออย่างฝังหัว การสละชีวิตเพื่อฆ่าศัตรูคือคนอเมริกัน เป็นหนทางนำไปสู่พระเป็นเจ้าอย่างรวดเร็วที่สุด ใครยอมตายเพื่อปกป้องศาสนา จะได้รับความสุขในเมืองสวรรค์ ขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ ผมก็กำลังมองผ่านกรอบอ้างอิงของตนเองเหมือนกับที่คุณผู้อ่านเข้ามาเขียนแสดงความเห็น ก็ต้องเขียนและมองผ่านกรอบอ้างอิงของตนเองเช่นเดียวกัน ผมเคารพในความคิดเห็นของผู้อ่านทุกท่าน และผมก็มั่นใจว่าทุกท่านที่เข้ามาอ่านเวบไซท์อิสระ มีวิจารณญาณในการอ่านและรับรู้สื่อต่างๆ อย่างมีวุฒิภาวะ ทุกคนต่างก็มีกรอบความคิด และมีมุมมองของตนเอง คงไม่มีใครมาบีบบังคับ ให้ใครเชื่ออะไร หรือไม่เชื่ออะไรได้ง่ายๆ หรอกครับ ผมภูมิใจนะครับ ที่คุณผู้อ่านเวบไซท์อิสระของเราหลายท่านเป็นคริสตชนที่กล้าแสดงความเห็นของตนอย่างเปิดเผย (ลองเข้าไปอ่านในมุมสนทนา ดูก็ได้ครับ ถ้าไม่เชื่อ แฮ่ะ แฮ่ะ) สังคมคาทอลิก และสังคมไทยโดยส่วนรวม ก็คงจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ มีใครเคยคิดไหมครับว่า ต้นตอของปัญหานี้คืออะไร? เพื่อนชาวฮ่องกงของผมบอกว่า เขามองเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ แล้วเขาก็สรุปเปรี้ยงไปเลยว่า นั่นแหละทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ต้องการนับถือศาสนาใดๆ (เพื่อนผมคนนี้ ไม่ถือศาสนาอะไรทั้งสิ้น) ผมฟังแล้วก็อึ้งสิครับ ไม่รู้ว่าจะตอบยังไง แล้วเขาก็พูดต่ออีกว่า เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะดีหรือเลว ต่างฝ่ายต่างก็ยืนยันว่า เขาทำเพื่อ "พระเจ้า" ศาสนาทำให้มนุษย์เป็นคนดี ในขณะเดียวกัน ศาสนาก็ทำให้ มนุษย์ทำร้ายมนุษย์ด้วยกันได้ ผมทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับความเห็นของเขา แต่คิดในใจ เพื่อนผมคนนี้ เขาก็พูดขึ้นมาโดยผ่านกรอบอ้างอิงของตัวเองเช่นเดียวกัน ผมแลกเปลี่ยนการสนทนากับเขาอยู่สักพัก เพราะการสนทนาและการพูดคุยจะช่วยขยายกรอบความคิดของเราให้กว้างขึ้น ตัวอย่างนี้แหละครับ ที่ทำให้ผมเข้าใจว่าทำไมพระสันตะปาปาจึงเรียกร้องให้มีการเสวนากันอย่างสันติ เพราะรากเหง้าของปัญหานี้ ไม่ได้อยู่ที่การก่อการร้าย หรือการใช้กำลัง แต่อยู่ที่ความรัก และความเข้าใจ ก่อนจะจบบทความนี้ ผมย้อนกลับไปอ่านทวนทั้งหมดอีกที และผมมั่นใจว่า "I do my homework" ผมทำการบ้านมาอย่างดีเลยครับ! |
หน้ารัง | ฝากจดหมายถึงนายช่าง | แนะนำเพื่อนอ่าน
13 ตุลาคม 2001
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001