| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : ทักทายกะนายช่าง | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | คุยกันก่อน | คนละครั้ง วันละคลิก | ติดต่อเรา | ||
| คอลัมน์ประจำ: ทักทายกะนายช่าง | มุมสนทนา | มุมบันเทิง | ป.ล.โมลิ่ง | เรื่องสั้น-เรื่องแปล | บทความ | คำสอนคาทอลิก | มุมภาวนา | เสริมศรัทธา | ||
|
|
นานมากแล้วนะครับ ที่ผมไม่ได้เขียนบทความมาลงในเวบไซท์อิสระของเรา ส่วนหนึ่งเพราะติดภารกิจการทำงาน พร้อมกับลงเรียนปริญญาโทอีก 3 วิชา เวลาที่มีอยู่น้อยนิดในแต่ละวัน ก็เลยไม่อาจเอื้อเฟื้อเจือจุนมาทักทายกันในคอลัมน์นี้ได้ แต่วันนี้หลังจากนั่งดูรายการ DateLine ทาง NBC แล้ว ก็เกิดความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ถ้าข้อความในคอลัมน์ของผมครั้งนี้ อ่านแล้วสับสน งุนงง ก็อย่าแปลกใจนะครับ เพราะนั่นก็คือความรู้สึกของผมในเวลานี้จริงๆ ผมชั่งใจอยู่นานนะครับ ว่าผมควรจะเขียนเรื่องราวเหล่านี้ลงในเวบไซท์ของคาทอลิกของเราดีหรือไม่ ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในพระศาสนจักรคาทอลิก อีกฟากโลกหนึ่งของเมืองไทย แต่ผลของเหตุการณ์นี้ ผมเชื่อว่าหนักหนาสาหัสไม่น้อย สำหรับพระศาสนจักรคาทอลิกโดยรวม พระศาสนจักรคาทอลิกเมืองไทยสุดที่รักของเรา คงจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนักหรอกครับ เพราะไม่มีข่าวคราวอะไรเล็ดลอดออกไปทางสื่อของเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สื่อของคาทอลิก อย่างอุดมสาร ที่มีแนวทางการนำเสนอข่าวคราวอย่างอนุรักษ์นิยมเป็นอย่างยิ่ง ผมเขียนไปแบบนี้ ไม่รู้จะโดนก้อนอิฐ ก้อนหิน ขว้างมาอีกรึเปล่าก็ไม่รู้!! ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ราวต้นเดือนมกราคม พระศาสนจักรคาทอลิก กลายเป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์แทบทุกสัปดาห์ เกี่ยวกับข่าวที่พระสงฆ์ หลายๆ องค์ ถูกกล่าวหา และบางองค์ถูกตัดสินจำคุกไปแล้ว ในข้อหา Child Molesing หรือข่มขืนกระทำชำเราเด็กชาย โดยเฉพาะหลังจากที่หนังสือพิมพ์ใน Boston ลงข่าวพาดหัว ขุดคุ้ยเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และโจมตีว่า พระคาร์ดินัล Bernard Law ช่วยพระสงฆ์เหล่านี้ปกปิดความผิด ทั้งที่รู้ว่ามีเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้น แต่พระคาร์ดินัล ไม่ได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก แต่กลับส่งพระสงฆ์เหล่านี้ไปประจำตามวัดต่างๆ และหวนกลับไปทำสิ่งเหล่านั้นอีก หนึ่งในพระสงฆ์เหล่านั้นก็คือ Rev. John Geoghan ตามรายงานข่าวของ US News บอกว่า คุณพ่อท่านนี้ปัจจุบันอายุ 66 ปี ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา หลังจากกระทำชำเราเด็กกว่า 130 คน ตลอดระยะเวลา 30 ปีของการเป็นพระสงฆ์ และพระศาสนจักรยินยอมที่จะจ่ายเงินประมาณ 30 ล้านเหรียญ เพื่อยอมความการฟ้องร้องต่างๆ ในบทความเดียวกันนี้ ยังเอ่ยถึงพระสงฆ์อีกหลายๆ องค์ ในรัฐต่างๆ ที่กระทำความผิดในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ที่ผ่านมาในอดีต แทบจะพูดได้ว่า ไม่มีส่วนไหนของอเมริกา ที่จะไม่มีข่าวคาวแบบนี้ นับแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา คนที่เคยตกเป็นเหยื่อของอารมณ์ดำกฤษณาของพระสงฆ์ ก็เริ่มดาหน้าออกมาปรากฎตัว และออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมกับพระศาสนจักรคาทอลิก และทางกฎหมาย บ้างก็เป็นการกล่าวหาขึ้นมาลอยๆ บ้างก็เป็นเรื่องราวที่แสนเศร้า และเป็นบาดแผลที่ฝังลึกของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความเลวร้ายนี้ ระหว่างที่ผมนั่งดูรายการ Dateline ที่เล่าถึงชะตากรรมของสองครอบครัว ผมสบถกับตัวเองออกมาอย่างลืมตัว ว่าเรื่องราวนี้เช่นนี้ เกิดขึ้นได้ด้วยหรือ มันเป็นความรู้สึกที่ผสมปนเป อย่างบอกไม่ถูก ครอบครัวแรก ผู้ชายคนหนึ่ง เคยถูกพระสงฆ์กระทำมิดีมิร้าย ตั้งแต่เด็ก แต่ไม่ได้บอกใคร แม้กระทั่งพ่อแม่ของตัวเอง พอโตขึ้น ก็แต่งงาน มีลูกชาย เขาก็เลี้ยงลูกชายขึ้นมาแบบคาทอลิกที่ศรัทธา แต่ในใจลึกๆ เขาก็คอยปกป้องลูกชายของตัวเอง ว่าจะไม่ให้เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นกับลูกชาย เหมือนที่เคยกับตัวเขา จนกระทั่ง ลูกชายโตเป็นหนุ่มอายุ 18 ปี เขาจึงเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ลูกชายของตัวเองฟัง ที่ตลกจนอยากร้องไห้ก็คือ ลูกชายของเขาเองกลับบอกว่า เขาเองก็ถูกพระสงฆ์อีกองค์หนึ่ง ทำมิดีมิร้าย มาตั้งแต่เขาอายุ 13 ขวบ แต่ไม่เคยบอกใคร จนกระทั่ง พ่อกับลูกได้มานั่งคุยกัน และพูดถึงความลับที่ต่างคนต่างปกปิดไว้ มาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี รอยเกวียนแห่งบาป ย้อนกลับมาตอกย้ำในความทรงจำของพ่อลูกคู่นี้ อย่างไม่อาจลืมเลือน! อีกครอบครัวหนึ่ง เด็กชายคนหนึ่ง เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่อบอุ่น แต่ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ เด็กคนนี้กลายเป็นเด็กที่ก้าวร้าว รุนแรง เสเพล จนกระทั่งเกือบจะฆ่าพ่อของตัวเอง เพียงเพราะเขารู้สึกเกลียดตัวเอง เกลียดทุกคน และอยากให้ตำรวจมายิงเขาให้ตาย พ่อแม่ของเขา ก็พาเขาไปปรึกษาจิตแพทย์ ทุกคนต่างถามเป็นเสียงเดียวกันว่า เด็กเคยถูกทารุณกรรมทางเพศ มาหรือเปล่า พ่อแม่ไม่อาจตอบได้ จนกระทั่ง ข่าวคราวเกี่ยวกับพระสงฆ์ ที่ทำผิดทางเพศหนาหูมากขึ้น วันหนึ่ง พ่อแม่เห็นเขาถือรูปถ่าย ขณะที่เขายังเป็นเด็กกำลังรับศีลมหาสนิทครั้งแรก กับพระสงฆ์องค์หนึ่ง เขาล้มทรุดลง แล้วร้องไห้ ทันใดพ่อแม่เขาก็เข้าใจในทันทีว่า พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ มีสาเหตุมาจากอะไร แล้วทุกคนก็ร้องไห้! เด็กคนนั้นปัจจุบันเป็นหนุ่มแล้ว ถูกถามว่า พระสงฆ์องค์นั้นกระทำมิดีมิร้ายกี่ครั้ง เขาบอกว่า จำไม่ได้ รู้แต่ว่าตั้งแต่ 6 ขวบ ถึง 13 ขวบ คือจนกระทั่งเวลาที่พระสงฆ์องค์นั้นย้ายไปประจำที่วัดอื่น พระสงฆ์องค์นั้นก็คือ Rev. John Geoghan นั่นเอง ทั้งสองกรณี เป็นพระสงฆ์สององค์ที่อยู่ในความดูแลของพระคาร์ดินัล Bernard Law ที่กลายเป็นจำเลยของหนังสือพิมพ์อยู่ทุกวันนี้ ในข้อหา ที่ไม่ยอมสั่งปลดคุณพ่อทั้งสองให้หมดจากตำแหน่งหน้าที่ ที่มีโอกาสเข้าถึงเด็กๆ อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านบางคนที่มีหัวอนุรักษ์นิยม อาจจะด่าผมขึ้นมาในใจแล้วก็ได้ ผมเอาเรื่องราวเหล่านี้มาเล่าเพื่อจุดประสงค์อะไร แล้วมันมีอะไรดีๆ ขึ้นมาบ้างสำหรับ คริสตชนไทย นอกจากจะทำให้พระศานจักรเสื่อมเสีย และเกิดทัศนคติในทางลบต่อพระสงฆ์ และพระศาสนจักรโดยรวม อย่างที่ผมบอกตั้งแต่ต้นไงครับ ผมชั่งใจอยู่นานว่า ถ้าหากผมเขียนลงไป จะเกิดอะไรขึ้น คาทอลิกไทยจะได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้ ผมไม่อยากจะคิดว่า เรื่องราวเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นกับพระศาสนจักรในประเทศอื่นๆ ด้วย แต่ไม่ตกเป็นข่าว คงมีแต่ผู้เคราะห์ร้ายที่กลายเป็นเหยื่อ และมีบาดแผลในจิตใจที่ฝังลึกที่ยากเกินกว่าจะเยียวยา ด้วยความรู้สึกที่ผมสงสารผู้เคราะห์ร้าย ที่ปัจจุบันยังต้องระทมทุกข์กับความเลวร้ายในอดีต และความรู้สึกที่พระศาสนจักร สามารถทำอะไรบางอย่างได้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้เคราะห์ร้าย เกิดขึ้นอีกในอนาคต ผมจึงรู้สึกว่า ข้อความที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ สะท้อนความเห็นของผมที่ว่า ผมไม่ต้องการให้พระศาสนจักรมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก ไม่ว่าที่ไหนๆ ในโลก โดยเฉพาะในพระศาสนจักรคาทอลิกไทยของเรา มีคนบอกว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เป็นเพราะทัศนคติแห่งความรักของพระศาสนจักรนั่นเอง เพราะนี่เป็นทัศนคติเดียวกับที่พระศาสนจักรคาทอลิกในอเมริกาในอดีต นำมาใช้จัดการกับกรณีที่เกิดขึ้น คือไม่ทำอะไร แต่ปกปิด และปฏิบัติตามคำสั่งสอนคือ รักและให้อภัย โดยหวังว่าอะไรๆ ต่าง คงจะดีขึ้นได้เอง แต่บังเอิญเรื่องราวเช่นนี้เกิดในอเมริกา ประเทศที่มีหลายศาสนา หลายนิกาย และให้ความสำคัญกับการไหลเวียนของข่าวสารข้อมูล (Free Flow of Information) โดยไม่สนใจหน้าอินทร์ หน้าพรหม ว่าใครเป็นอะไรมาจากไหน พระศาสนจักรในอเมริกาจึงต้องตอบคำถามต่อสังคม และสื่อมวลชนอย่างหนักอยู่ในเวลานี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อพระศาสนจักร กับเหตุการณ์นี้ ลึกซึ้งและกว้างไกลทีเดียว ถึงกับมีคนตั้งคำถามว่า เพราะพระสงฆ์ไม่แต่งงาน จึงเกิดปัญหานี้? และสิ่งที่ผมเชื่อว่ากระทบกระเทือนอย่างยิ่ง ต่อกระแสเรียก และงานอภิบาลของพระศาสนจักร ก็คือการมองดูพระสงฆ์ด้วยสายตาที่เคลือบแคลง จากสัตบุรุษ และบุคคลภายนอก ในยามที่ต้องดูแลเด็กๆ และเยาวชน ผมมองว่า นี่แหละครับเป็นความเสียหายที่ร้ายแรงยิ่ง แม้แต่พ่อเจ้าวัดที่ผมไปเป็นประจำ ยังเขียนลงในสารวัดเลยว่า ท่านรู้สึกเจ็บปวดในใจ และทุกครั้งที่จะกอดเด็กๆ หรือเล่นกับเด็กๆ ก็จะมี second thought หรือฉุกใจคิดขึ้นมาว่า จะเป็นที่สะดุดหรือไม่ น่าเศร้านะครับ ไม่ใช่พระเยซูเจ้าหรอกหรือครับที่ตรัสว่า "ปล่อยให้เด็กๆ มาหาเราเถิด" แต่ตอนนี้ คงต้องเติมคำว่า "ให้พ่อแม่ตามมาด้วย" ย้อนกลับมาเรื่องใกล้ๆ ตัว เรื่องราวที่มีการพาดพิง และอ้างถึง อยู่ในมุมสนทนา ในหัวข้อที่เกี่ยวกับการทักท้วงพระสงฆ์ (ซึ่งผมเป็นหนึ่งเสียงในกอง บก ที่คัดค้าน) ถูกลบออกไป ก็ด้วยทัศนคติเช่นเดียวกันนี้แหละครับ ผมไม่ได้บอกว่าถูกหรือผิด แต่ผมกำลังบอกว่า พระศาสนจักรต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นในเมืองไทย เรื่องอะไรต่างๆ ที่อ่านอยู่ในมุมสนทนานั่นน่ะ เรื่องเล็กครับ (หลังจากได้อ่านข่าวเหล่านี้แล้ว) ผมยังคงยืนยันอยู่เสมอว่า พระศาสนจักรคาทอลิกซึ่งสืบทอดมาจากพระเยซูเจ้า ยังคงศักดิ์สิทธิ์เสมอ พระองค์ทรงเป็นความดีงาม ความรัก และความจริง มีแต่มนุษย์ที่สืบทอดงานของพระองค์ต่างหาก ที่อาจจะหลงผิด และด่างพร้อยไปบ้าง เปรียบเสมือนมีแกะขาวอยู่หลายร้อยตัว มีเพียงแกะดำไม่กี่ตัว ที่สร้างความเสื่อมเสีย แกะดำเหล่านั้นควรที่จะถูกแยกออกมา ผมยังคงรักพระศาสนจักรคาทอลิกของผมไม่เสื่อมคลาย และไม่เคยสงสัยในความเชื่อต่อพระเจ้า และพระคัมภีร์ แต่ผมขอประนามพระสงฆ์ที่ประพฤติ ปฏิบัตินอกลู่นอกทางเหล่านั้น และสมควรที่จะถูกลงโทษอย่างหนัก เพราะเป็นผู้ป่าวประกาศศีลธรรม แต่กลับทำผิดศีลธรรมเสียเอง ต้องลงโทษเป็นสองเท่าครับ ผมเชื่อครับว่า พระสงฆ์คือพระเยซูเจ้าอีกองค์หนึ่ง พระสงฆ์ที่ดี ผมก็รักและเคารพ แต่พระสงฆ์ที่ทำผิดศีลธรรมเหล่านี้ อย่าว่าแต่เป็นพระเยซูเจ้าเลยครับ เป็นคนได้หรือเปล่า ยังไม่รู้เลย
|
หน้ารัง | ฝากจดหมายถึงนายช่าง | แนะนำเพื่อนอ่าน
4 มิถุนายน 2002
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002