| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : คำสอนคาทอลิกคราวก่อน | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | คำสอนคาทอลิก | ||
ความเป็นมาโดยสังเขป นับตั้งแต่พระเยซูเจ้าได้ทรงบัญชาพวกสาวกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเสด็จขึ้นสวรรค์ว่า "จงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวดีแก่นานาชาติ" ( มก. 16: 15 ) การสอนคำสอนก็เริ่มก่อตัวขึ้นในจิตสำนึกของพวกสาวก และค่อยๆวิวัฒนาการจนถึงขีดสูงสุดในวันพระจิตเสด็จลงมา เมื่อพวกเขาออกจากห้องที่ชุมนุมกัน แล้วเริ่มประกาศคำสอนของพระเยซูเจ้าในที่เปิดเผยอย่างเอาเป็นเอาตาย ตั้งแต่วันนั้น การสอนคำสอนมิได้สิ้นสุดหรือสะดุดหยุดชะงักลงเลย แต่ได้กลายมาเป็นกิจวัตรประจำวันหรือประจำชีวิตของพวกสาวกของพระเยซูเจ้าไปจนกระทั่งถึงสมัยของเรานี้ และคงจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะสิ้นโลก เวลานับเป็นพันๆ ปีที่ผ่านไป โลกมนุษย์เราได้ผ่านแต่ละยุคแต่ละสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ คำสอนของพระเยซูเจ้ายังคงตั้งหลักปักฐานอย่างเหนียวแน่น เป็นความจริงที่เที่ยงแท้และอมตะ แม้จะถูกค้นพบแง่มุมใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่ก็มิได้ทำให้คำสอนนั้นเปลี่ยนแปลงหรือขัดแย้งกัน ตรงกันข้าม กลับทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น วิธีการประกาศคำสอนนั้นมีอยู่หลายรูปแบบ สุดแล้วแต่ความเหมาะสมและประสิทธิภาพที่จะทำให้คำสอนเข้าถึงจิตใจของสัตบุรุษ ยุคแรกๆ อาจจะเน้นพระเยซูเจ้าองค์ศาสดามากกว่าอย่างอื่นๆ เพราะพระองค์เพิ่งเสด็จผ่านไปใหม่ๆ ความทรงจำและประสบการณ์ของผู้สอนก็ได้และของผู้ฟังก็ดี ยังสดๆ ร้อนๆ อยู่ พวกสาวกถึงกับกำหนดเป็นเงื่อนไขในการเลือกคนที่จะมาแทนยูดาส ศิษย์ทรยศ ว่า "คนที่จะมาร่วมงานกับเรา จำเป็นจะต้องเป็นประจักษ์พยานในเรื่องพระเยซูกลับคืนพระชนม์ เขาจะต้องเป็นผู้ที่อยู่กับเราตลอดเวลา และไปไหนมาไหนกับพระเยซูเจ้าตั้งแต่วันได้รับพิธีล้างจากยอห์น บัสติสตา จนกระทั่งถึงวันที่เสด็จขึ้นสวรรค์" ( กจ. 1: 21-22 ) เพราะเขาจะได้สามารถยืนยันด้วยประสบการณ์ของเขาเอง ทำให้คำสอนมีน้ำหนักยิ่งขึ้น ยุคต่อๆ มา ประสบการณ์และความทรงจำนี้ค่อยๆ จางหายไปจากผู้สอน จากผู้ฟัง เพราะอยู่ห่างจากเหตุการณ์ จุดเน้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนมาลงที่คำสอนของพระเยซูเจ้าเป็นการใหญ่ เป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งกันในเรื่องคำสอนและเกิดการแตกแยกเป็นลัทธิต่างๆ เพราะความเข้าใจไม่ตรงกัน พระศาสนจักรต้องเรียกประชุมสังคายนาหลายครั้งหลายคราเพื่อตัดสินชี้ขาด และการประชุมสังคายนาเหล่านั้นก็ช่วยให้พระศาสนจักรผ่านพ้นวิกฤติการณ์มาได้อย่างโชกโชน และชำระคำสอนของพระเยซูเจ้าที่ได้ทรงมอบฝากไว้ให้บริสุทธิ์ผุดผ่องและสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นทุกที มาร์ติน ลูเธอร์ เป็นผู้หนึ่งที่อธิบายคำสอนของพระเยซูเจ้าหลายประเด็นผิดแผกไปจากเดิม และยังได้เขียนหนังสืออธิบายคำสอนตามทัศนะของตนนี้ในรูปของการถาม - ตอบเป็นเล่มแรกขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1529 พระศาสนจักรจึงถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องปกป้องคำสอนของพระเยซูเจ้าที่ถูกต้องและครบถ้วนสมบูรณ์แบบไว้ เพื่อมิให้คนเกิดความเข้าใจผิดหรือไขว้เขว ก็ได้เขียนหนังสืออธิบายคำสอนแบบถาม - ตอบขึ้นมาเหมือนกันในปี ค.ศ. 1530 เนื้อหาส่วนใหญ่ก็เป็นการตอบโต้หักล้างคำสอนของมาร์ติน ลูเธอร์นั่นเอง จุดเน้นของการสอนคำสอนก็เปลี่ยนไปเป็นการหยิบยกเอาปัญหาบางอย่างที่ฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาโจมตี มาพิจารณาหาทางพิสูจน์ป้องกันและอภิปรายคัดค้านข้อกล่าวหานั้น เจตนาของพระศาสนจักรก็เพื่อมิให้คริสตชนหลงเข้าใจผิดและคล้อยตามความผิดหลงนั้น สภาพการณ์เช่นนี้ คงอยู่ต่อเนื่องเป็นเวลาช้านาน ส่งผลให้คำสอนของพระศาสนจักรมีลักษณะที่เน้นหนักไปในทางป้องกันตัวอยู่ตลอดเวลา และยิ่งต่อมาในยุคหลังๆ เมื่อวิชาการเฟื่องฟู เหตุผลทางด้านสติปัญญาเข้ามามีบทบาท เป็นที่นิยมและยอมรับกันยิ่งทียิ่งมากขึ้น พระศาสนจักรก็ใช้เหตุผลทางด้านสติปัญญานั้นมาช่วยอธิบายสนับสนุนคำสอนของตนให้มั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น คำสอนจึงกลายไปเป็นเรื่องทางวิชาการ และการสอนคำสอนก็กลายไปเป็นการสอนวิชาการไปด้วย ผู้เผยแผ่ธรรมหลายท่านที่มีจิตสำนึก เริ่มรู้สึกอึดอัดต่อท่าทีของการสอนคำสอนแบบนี้ ซึ่งไขว้เขวไปจากเป้าหมายเดิม คือองค์พระเยซูเจ้า และหันไปเน้นข้อคำสอนหรือข้อความเชื่อกันจนเลยเถิด กระแสต่อต้านค่อยๆ รุนแรงขึ้น จนในที่สุดก็เผยโฉมหน้าออกมาโดยมี เอ. ยุงก์แมนน์ เอส.เจ. เป็นผู้นำเมื่อปี ค.ศ. 1936 บุคคลเหล่านี้พยายามนำเอาพระเยซูเจ้ากลับมาเป็นศูนย์กลางของคำสอนเหมือนเมื่อครั้งพวกสาวก และเน้นพระคัมภีร์ (พระวรสาร) เป็นจุดสำคัญ การสอนคำสอนแบบนี้เริ่มแพร่หลายและเป็นที่นิยมทั่วไป ต่อมาในปี ค.ศ. 1962 ที่กรุงเทพ ได้มีการประชุมเรื่องการสอนคำสอนระดับนานาชาติ เรื่อง "การสอนคำสอนในประเทศมิสซัง" ผู้เข้าร่วมประชุมได้ศึกษากันอย่างลึกซึ้งและกว้างขวางถึงโครงสร้างของความเชื่อที่ก่อกำเนิดขึ้นในตัวของผู้ใหญ่ที่สนใจเรียนคำสอน ก็พบว่าความเชื่อเกิดจากการที่พระเป็นเจ้าทรงเรียก และมนุษย์เป็นผู้ตอบสนอง แต่พระเป็นเจ้าจะทรงเรียกมนุษย์ตามสภาพฐานะและสิ่งแวดล้อมของแต่ละคนที่แตกต่างกัน พระองค์จะไม่ทรงเรียกมนุษย์ทุกคนเหมือนๆ กันหรือโดยวิธีเดียวกัน ฉะนั้น จากผลของการศึกษานี้จึงทำให้เห็นว่าการสอนคำสอนแบบใช้พระคัมภีร์เป็นหลักและจุดเริ่มต้นนั้น ดูขัดกับโครงสร้างของความเชื่อ เหมือนกับให้ยาก่อนแล้วจึงวินิจฉัยโรควิธีที่ถูกต้อง ควรจะศึกษามนุษย์ก่อนว่าเขามีสภาพ ฐานะและสิ่งแวดล้อมอย่างไร เพื่อจะได้นำพระคัมภีร์ที่เหมาะสมกับเขา และสามารถช่วยเขาให้ดำเนินชีวิตตามสภาพ ฐานะและสิ่งแวดล้อมนั้นมาประกาศแก่เขาได้ จึงเกิดมีกระแสใหม่ของการสอนคำสอนขึ้น ที่ยึดตัวบุคคลมนุษย์เป็นจุดเริ่มต้น ( PERSONALISTIC) การสอนคำสอนแบบนี้จะเริ่มจากประสบการณ์ของมนุษย์ แล้วจึงชักเอาพระคัมภีร์ส่วนที่เกี่ยวข้อง และมีความหมายสำหรับประสบการณ์นั้นมากที่สุดมาเป็นเนื้อหาสำหรับสอน |
11 สิงหาคม 2543
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2000