issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : คำสอนคาทอลิกคราวก่อน "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | คำสอนคาทอลิก
คำสอนคาทอลิกLesson
คำสอนคาทอลิก : มโนธรรม
ดร.เจริญ อาทิตยา

ความเป็นมาโดยสังเขป

มนุษย์เป็นสัตว์โลกประเสริฐที่พระเจ้าบรรจงสร้างขึ้นมาตามพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ และมนุษย์ใช้การกระทำเพื่อเป็นสื่อทำให้ความประเสริฐของเขาเป็นที่ประจักษ์ การกระทำของมนุษย์มีทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับศีลธรรม การกระทำที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมนั้น มนุษย์มีศูนย์ความคุมกำกับ เรียกว่า มโนธรรม

คำว่า "มโนธรรม" มาจากการนำคำสองคำมาสมาสกัน (มโน + ธรรม) "มโน" แปลว่า "ใจ" และ "ธรรม" มีความหมายว่าอะไรที่เป็นจริง ดี ยุติธรรม ฯลฯ ดังนั้น มโนธรรม ก็ควรแปลว่า ใจที่เป็นความจริง

จากการรวบรวมและไตร่ตรองดูจากหลายแหล่งตำราและวัฒนธรรมทางความคิด และการพยายามนำข้อคิดเหล่านั้นมาขมวดเข้าด้วยกันเพื่อสามารถอธิบายในบริบททางความคิดของเราเองได้ เราจึงสามารถให้คำจำกัดความของมโนธรรมที่เข้าใจได้ดังนี้คือ "ใจของบุคคลซึ่งมีกลไกตามธรรมชาติที่สามารถทำการวินิจฉัยและตัดสินการกระทำของตน อันเป็นดุลพินิจบนพื้นฐานของความจริงที่ตนได้รับการหล่อหลอมมาทั้งก่อนและหลังการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง"

ในพระคัมภีร์ เมื่อกล่าวถึงมโนธรรม เขาใช้คำว่า "หัวใจ" บ่งบอกถึงส่วนลึกก้นบึ้งภายในของมนุษย์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์ อย่างรูดอลฟ์ ชนักเกินเบอร์ก ได้กล่าวอธิบายไว้ว่า "ในทัศนะของเผ่าพันธุ์ชาวยิว ถือว่าหัวใจเป็นที่มาของความคิด ความปรารถนาและอารมณ์ และดุลพินิจทางศีลธรรม"

ในภาษาและวัฒนธรรมของเราเอง เมื่อพิจารณาไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนจะเห็นได้ว่า "ใจ" สามารถบ่งบอกลักษณะอะไรได้หลายอย่างของบุคคล อาทิ คนใจแคบ คนใจกว้าง คนใจดี คนใจทราม ฯลฯ เหล่านี้เป็นการบ่งบอกลักษณะทางศีลธรรมของบุคคล และยังสามารบ่งบอกอารมณ์เบื้องลึกของมนุษย์ เช่น ช้ำใจ เจ็บใจ สะใจ ดีใจ เป็นต้น และที่สำคัญ ยังสามารถช่วยสื่อเจตนาของบุคคลผู้กระทำได้อีกด้วย เช่น จงใจ จริงใจ จากใจ

ดังนั้น ถ้าหากพระคัมภีร์ใช้คำว่า "ใจ" อธิบายปรากฏการณ์ของมโนธรรม ก็น่าจะตรงกันกับความเข้าใจในภาษาและวัฒนธรรมของเราพอดี

การกำกับดูแลการกระทำที่เกี่ยวกับศีลธรรมของมโนธรรมนั้น มีทั้งก่อนและหลังการกระทำ มโนธรรมจะเป็นเหมือนศูนย์คอยกำกับดูแลให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด การนบนอบต่อดุลพินิจดังกล่าวเป็นไปตามธรรมชาติของมโนธรรม จึงไม่ได้ทำให้บุคคลถูกกดขี่หรือสูญเสียอิสรภาพทางศีลธรรม เพราะโดยธรรมชาติที่น่าจะเป็นของมนุษย์นั้น เขามุ่งหวังที่จะทำกรรมดีและตัดสินการดำเนินชีวิตของเขาตามความจริง

ดังนั้นการหล่อหลอมมโนธรรมเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคนพึงควรกระทำ พืชหันสู่แสงสว่างเพื่อการเจริญชีวิตฉันใด มโนธรรมก็หันสู่แสงสว่างแห่งความจริงเพื่อการดำเนินชีวิตที่สมศักดิ์ศรีของบุคคลฉันนั้น

มโนธรรมสามารถค้นพบความจริงได้โดยการศึกษาอบรม ซึ่งจะทำให้บุคคลรับรู้รับทราบความจริงการคุ้นเคยกับความจริงจะช่วยให้มโนธรรมวินิจฉัยตัดสินได้อย่างฉับไว ความจริงที่มโนธรรมค้นพบนั้น ไม่ใช่เป็นความจริงแบบอัตวิสัย ที่ตนประดิษฐ์ขึ้นมา และสามารถใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินการกระทำได้ แต่มโนธรรมค้นพบความจริงแบบปรนัย

มโนธรรมตัดสินตามความจริงภายนอกที่ได้นำมาหล่อหลอมจนกลายเป็นมาตรฐานของการดำเนินชีวิตของตน ความจริงเหล่านี้พระเจ้าได้เผยแสดงในกฎธรรมชาติ กฎบัญญัติศาสนาและคำสั่งสอนของพระศาสนจักร

กฎธรรมชาติมีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน เพราะพระเจ้าได้ทรงจารึกลงในจิตใจของแต่ละบุคคล "ในห้วงลึกของมโนธรรมของเขา มนุษย์จะตรวจพบกฎซึ่งเขาไม่ได้ยัดเยียดให้ตัวเอง แต่เป็นกฎซึ่งเขาต้องนบนอบ เสียงของมโนธรรมซึ่งพร่ำเรียกเขาอย่างสม่ำเสมอให้รักความดีและหลีกเลี่ยงความชั่วนั้น ยังสามารถพูดกับหัวใจของเขาเมื่อยามจำเป็นอย่างจำเพาะเจาะจงว่า จงทำนี่ อย่าทำนั่น เนื่องด้วยว่ามนุษย์มีกฎที่จารึกไว้ในหัวใจของเขา การนอบน้อมปฏิบัติตามกฎนี้ก็คือศักดิ์ศรีของมนุษย์นั่นเอง"

การถือปฏิบัติตามพระบัญญัติไม่ใช่เป็นการจำกัดอิสรภาพ แต่ตรงข้ามเป็นก้าวสำคัญที่เป็นพื้นฐานในอันที่จะดำเนินชีวิตในอิสรภาพตามคำเชื้อเชิญของพระองค์ในการเป็นผู้บริบูรณ์ พระบัญญัติไม่ใช่เป็นเกณฑ์ต่ำสุดที่บอกมนุษย์ว่าอะไรทำได้ แต่เป็นหนทางเพื่อก้าวไปสู่ชีวิตอันเปี่ยมด้วยความรัก เช่นพระบัญญัติบอกว่า "อย่าฆ่าคน" ก็เป็นการเรียกร้องให้ป้องกันและส่งเสริมชีวิตของเพื่อนพี่น้อง "อย่าทำอุลามก" ก็เป็นการเชื้อเชิญให้มองผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์ และให้เข้าใจความหมายของคู่สมรส ผู้ที่ดำเนินชีวิต "ตามประสาเนื้อหนัง" ก็จะรู้สึกว่ากฎเป็นภาระและเป็นการจำกัดอิสรภาพ แต่ถ้าหากเขาถูกชักนำด้วยความรัก ให้ "ดำเนินชีวิตโดยอาศัยพระจิต" และต้องการรับใช้ซึ่งกันและกัน ก็จะพบว่าการถือตามกฎบัญญตินั้นเป็นวิถีชีวิตซึ่งเป็นการเลือกโดยอิสระ และสามารถดำเนินตามได้อย่างเสรี และพวกเขาจะรู้สึกว่าเป็นความจำเป็นที่เกิดจากภายในเพื่อก้าวไปสู่ความบริบูรณ์ การก้าวไปสู่ความบริบูรณ์นี้เป็นคำเชื้อเชิญสำหรับทุกคน

นอกจากกฎธรรมชาติและกฎบัญญัติที่เป็นดังแหล่งอ้างอิงสำหรับมโนธรรมในการวินิจฉัยตัดสินว่าความจริงของการกระทำคืออะไร ดีหรือไม่ดีอย่างไร ยังมีคำสั่งสอนของพระศาสนจักรในเรื่องต่างๆเกี่ยวกับความเชื่อและศีลธรรมอีกด้วย ที่ช่วยให้เห็นความจริงได้ง่ายขึ้น คำสั่งสอนของพระศาสนจักรปรากฏใน คำสอนของปิตาจารย์ ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตของนักบุญ และในคำสั่งสอนทางการของสันตะสำนึก

ในกระบวนการหล่อหลอมมโนธรรมนั้น จะเห็นได้ว่าหลักการก็คือการให้การศึกษาอบรมแก่บุคคลว่าความจริงคืออะไรในการดำเนินชีวิต ซึ่งความจริงเหล่านี้มีอยู่ในกฎธรรมชาติ กฎบัญญัติและคำสั่งสอนของพระศาสนจักร ในกรณีปรกติ ถ้าบุคคลได้รับการหล่อหลอมมาอย่างดี ก็จะสามารถะเห็นความจริงได้โดยง่าย แต่ว่าบางครั้งบางคราวอาจมีอะไรบางอย่างที่อำพรางสติปัญญาของเขาอยู่ ซึ่งเรียกกันว่าความเขลาเบาปัญญา เราสามารถจำแนกออกเป็นสองประเภทคือ ประเภทแรกเป็นความเขลาเบาปัญญาแบบสามารถเอาชนะได้ และแบบไม่สามารถเอาชนะได้ ในแบบแรกนั้น ผู้กระทำผิดศีลธรรมจะต้องมีความผิด เพราะว่าไม่เกินกว่าวิสัยของเขาในอันที่จะเอาชนะความเขลาเบาปัญญาของตนเองได้ ส่วนอีกกรณีหนึ่งนั้นมันเกินกว่าวิสัยของเขาในอันที่จะเอาชนะความเขลาเบาปัญญาของตนเองได้ ดังนั้น ในกรณีหลังนี้ ผู้กระทำผิดศีลธรรมจึงไม่มีความผิด

สรุปความ การหล่อหลอมมโนธรรมคือกระบวนการซึมซับความจริงจากภายนอกของมโนธรรม อันได้แก่ควารมจริงในกฎธรรมชาติ กฎบัญญัติและคำสั่งสอนของพระศาสนจักร ซึ่งให้ความกระจ่างชัด และได้ถูกนำมาหล่อหลอมจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตบุคคล ซึ่งเขาสามารถให้มโนธรรมใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับติดสินการกระทำในชีวิตได้อย่างสอดคล้องกับความจริงภายนอกเหล่านั้น

 

หน้ารัง | คำสอนคาทอลิก | แนะนำเพื่อนอ่าน

18 สิงหาคม 2543
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2000