| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : คำสอนคาทอลิกคราวก่อน | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | คำสอนคาทอลิก | ||
ผู้ที่รักกัน ถ้าไม่ติดต่อกันหรือแสดงความรักกันอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นประจำ ไม่นานความรักของเขาคงจะจืดจางและค่อยๆหมดไป ความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระเจ้าจะสูญไปเช่นกัน ถ้าไม่มีการอธิษฐานภาวนา ซึ่งเป็นวิธีบำรุงความสัมพันธ์กับพระองค์ ใครไม่ภาวนา พระเป็นเจ้าก็จะอยู่ห่างไกลชีวิตของเขา การภาวนาเป็นการสนทนากับพระเป็นเจ้าอย่างลูกพูดคุยกับบิดา การภาวนาแบบคริสตชน มีตัวอย่างในบทเพลงสดุดี บทภาวนาตามพิธีกรรม พิธีโปรดศีล โดยเฉพาะในบูชามิสซา ลักษณะเฉพาะของการภาวนาแบบยิวและแบบคริสตชน เป็นดังนี้ คือ เป็นการตอบสนองต่อพระวาจาที่พระเป็นเจ้าได้ตรัสมาไว้ก่อน ฉะนั้น ความเลื่อมใสศรัทธาในพระวาจาที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ เป็นพื้นฐานของการภาวนา เมื่ออธิษฐานภาวนา คริสตชนยอมรับว่า พระเป็นเจ้าเป็นผู้โปรดสร้างสรรพสิ่งสรรพสัตว์ และเป็นผู้กอบกู้มนุษยชาติ มนุษย์จะหันมาหาพระเป็นเจ้าได้ก็ด้วยการดลใจของพระจิตเจ้า ด้วยพระจิตเจ้านั่นเองที่ทรงกระตุ้นโปรดให้คริสตชนยินดีในพระองค์ นมัสการสรรเสริญ อ้อนวอนและขอขมาโทษต่อพระองค์ คริสตชนภาวนาเพราะเขาต้องการรับความรักและการอภัยจากพระองค์ เพื่อรักษาจิตใจของตนไม่น้อยกว่าการต้องการอาหารเลี้ยงร่างกาย มนุษย์คนหนึ่งนับได้ว่าเป็นผู้ใหญ่ต่อเมื่อเขาสามารถรู้สำนึกในพระคุณต่างๆที่เขาได้รับจากผู้อื่น โดยเฉพาะจากบิดามารดา เป็นการแสดงว่าเขาเป็นคนมีปัญญาฉลาด จึงสามารถเจริญความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ตามความเป็นจริง ทำนองเดียวกัน ความยินดีของคริสตชนอยู่ในการมีความสัมพันธ์กับพระเป็นเจ้าอย่างลูกสัมพันธ์กับบิดา คือมีจิตใจที่เปิด ยินดีรับการดลใจของพระองค์ ความยินดีนั้นไม่ได้อยู่ในระดับความรู้สึก เหตุว่า บางครั้งคริสตชนจะภาวนาแทบไม่ได้ โดยเฉพาะในระยะเวลาที่เขาจมอยู่ในความมืดบอด เนื่องจากความสงสัย ความเชื่อคลอนแคลน หรือกรณีบาปท่วมใจเขา ในกรณีเช่นนี้ อาจจะรู้สึกว่าเขาอยู่ห่างไกลจากพระองค์ อย่างไรก็ดี แม้คริสตชนจะตกอยู่ในสภาพที่อาภัพก็ตาม อาศัยพระคุณของศีลล้างบาปที่เขาได้รับ พระจิตยังสถิตและภาวนาอยู่ในตัวเขาเสมอ
|
7 กุมภาพันธ์ 2001
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2001