| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : ป.ล.โมลิ่งคราวก่อน | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | ป.ล.โมลิ่ง | ||
ป.ล.โมลิ่งผู้อ่านคนหนึ่งไปอ่านเรื่อง "ชีวิตภายใน" ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารอิสระ จึงมาถามผมว่า เรื่องที่ว่าได้พบ กับชาวสะมาเรียผู้ใจดีนั้นเป็นความจริงหรือเปล่า? คำถามชนิดนี้เป็นคำถามที่ตอบไม่ถูก ถ้าตอบว่า จริง เขาก็ไม่เชื่อ ถ้าบอกว่าไม่จริง เขาถามได้ว่าแล้วเขียน ไปทำไม ส่วนตัวผมมั่นใจว่ามันเป็นเรื่องจริงมากกว่าไม่จริง แต่ถ้าพบกับใครที่ไม่อยากเชื่อ ผมจะไม่เสียเวลา ไปเถียงกับเขา เพราะนี่มันเป็นเพียงเรื่องชาวสะมาเรีย จะเรียกว่าเป็นเรื่องสมมติผมก็ไม่ว่าอะไร แต่มีเรื่องจริงอื่น ๆ บางเรื่อง ซึ่งคริสตชนจำนวนไม่น้อยถือว่าเป็นเพียงเรื่องสมมติไม่ใช่เรื่องจริง ขอยก ตัวอย่าง ที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า "เราเป็นเถาองุ่น พวกท่านเป็นกิ่ง" (ยน. 15:5) หรือที่พระองค์ตรัสว่า "เมื่อเขาจับพวกท่านไปไต่สวน ก็อย่าเป็นทุกข์ว่าจะต้องพูดอะไรบ้าง เพราะแท้จริง แล้วไม่ใช่ท่านพูด แต่เป็นพระจิตของพระบิดาตรัสผ่านทางท่าน" (มธ. 10:19-20) หรือ "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าเมล็ดข้าวไม้ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไป ก็จะคงเป็นเมล็ด เดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก" (ยน. 12:24) ที่จริง ถ้าไปถามคริสตชนว่า เรื่องเหล่านี้มันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องสมมติ เขาจะตอบทันทีว่า เรื่องจริงเพราะ เขาได้ท่องมาอย่างนั้น แต่ผมสงสัยว่าจะพบไม่กี่คนที่พูดเหมือนท่านนักบุญเปาโลอย่างเต็มปากได้ว่า "ข้าพเจ้าไม่ ได้มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตในข้าพเจ้า" (กท. 2:20) "ชีวิตภายใน" ของเราขึ้นอยู่กับ "ความจริง" ประเภทนี้ วันที่เราเริ่มดำเนินชีวิตตามความจริงนี้ เราจะกลายเป็นคนละคน และจะเริ่มทำบางสิ่งบางอย่างซึ่งแต่ก่อน เราเคยรู้สึกว่าทำไม่ได้ พระจิตในใจของเราจะเป็นผู้ดลใจให้ทำ และจะเป็นผู้ให้กำลังใจเมื่อลงมือทำ เมื่อนั้นชีวิต ภายในของเราจะเริ่มเจริญขึ้นภายใต้การนำของพระจิต พูดถึงเรื่องนี้เมื่อไร ก็ต้องมีคนมาถามว่า พระจิตทรงนำเราเมื่อไรและอย่างไร ฉันยังไม่เคยได้ยิน พระสุรเสียง ยังไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับพระจิตเลย ยังไม่เคย "สัมผัส" กับพระจิตหรือ ยังไม่เคยมีประสบการณ์กับการนำของพระองค์หรือ น่าที่จะถามว่า ตัวเองและพระจิตจะเป็นเหมือนเพื่อนสองคนที่นัดกันไว้ที่ "อนุสาวรีย์"แล้วคนหนึ่งไปรออยู่ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อีกคนหนึ่งรอที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จึงไม่ได้พบกัน หรือเป็นเหมือนอีกคนหนึ่งที่ตั้งใจเรียบร้อยแล้วว่าจะเดิน ไปทางใด แล้ววอนขอให้พระจิตเป็นผู้นำทาง (ของตน) เมื่อร้องเพลง "พระสัมผัสเราทุกวัน" คนพวกนี้จึงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เราจะสัมผัสกับพระจิต (และสัมผัสทุกวัน) ไม่ใช่โดยการร้องเพลงประเภทนี้ แต่เมื่อเราสามารถจะ "ปล่อย" ตัวเองและ "ปล่อย" เส้นทางของตน ("ปล่อย" แม้แต่ความปรารถนาอยากสัมผัสกับพระองค์) และ เริ่มร้องเพลงเหมือนกษัตริย์ดาวิดว่า "วันเวลาของข้าพระองค์อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์" (สดด. 31:15) ถ้าอยากรู้ว่าเขา "ปล่อย" กันอย่างไร ก็ต้องไปอ่านพระคัมภีร์ เช่น เรื่องแม่ม่ายแห่งเมืองศาเรฟัท (1 พกษ. 17:8-16) เธอกับลูกชายมาถึงขั้นที่จะหิวตายอยู่แล้ว มีอาหารเหลือเพียงมื้อเดียว แต่เมื่อมีคนแปลกหน้าและหน้าด้านอย่างท่านประกาศกเอลียาห์มาขออาหาร (และขอ กินก่อนเสียด้วย) เธอก็ยอม โง่กว่านี้ยังมีหรือ แต่แล้ว "แป้งในหม้อไม่หมดและน้ำมันในไหไม่ขาด จนกว่าพระเจ้าทรงส่งฝนมายัง พื้นดิน" แม่ม่ายคนนี้อาจจะเป็นคนโง่ก็จริง แต่ความโง่ของเธอกลายเป็นความฉลาด พระเยซูเจ้าจะทรงเรียกคนประเภทนี้ว่า "เด็กเล็ก ๆ" "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้หนึ่งผู้ใดมิ ได้รับพระอาณาจักรของพระเจ้าเหมือนเด็กเล็ก ๆ ผู้นั้นจะเข้าในพระอาณาจักรนั้นไม่ได้" (มก. 10:15) โง่กลายเป็นฉลาด นี่เป็นความจริงข้อหนึ่งซึ่งเราไม่ค่อยยอมรับ แต่ชอบหรือไม่ชอบศาสนาคริสต์เป็น ศาสนาที่สอนแบบ "กลับหัว" ไปหมด สอนให้ยอมตายเพื่อที่จะได้ชีวิต สอนว่าคนยากจน คนโศกเศร้า คนที่ถูก ข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรม. . . เขาเป็นสุข (เทียบ มธ. 5:3-10) ทั้งนี้เพราะ "พระเจ้าได้ทรงเลือกสิ่งที่โลกถือ ว่าต่ำต้อยและดูหมิ่นและเห็นว่าไร้สาระเพื่อทำลายสิ่งซึ่งโลกเห็นว่าสำคัญ" (1 คร. 1:28) เกี่ยวกับความโง่และความฉลาดนี้มีเรื่องหนึ่งอยู่ในพระวรสาร คือเรื่องเพื่อนเจ้าสาวสิบคน (มธ. 25: 1-13) ห้าคน (ฉลาด) มีน้ำมันและจุดตะเกียงได้ อีกห้าคน (โง่) ไม่มีน้ำมันและจุดตะเกียงไม่ได้ น้ำมันนี้หมายถึงสิ่ง ที่จำเป็นเพื่อที่จะเข้าสวรรค์ได้ คือความรักต่อเพื่อนมนุษย์ (ดู มธ. 25.31-46) ส่วนมากเราคิดว่า คนฉลาดห้าคน นั้นมีน้ำมัน เพราะเขาได้ใช้มันอย่างประหยัดตลอดวัน และอีกพวกหนึ่งได้จุดตะเกียงตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงคืน น้ำมัน จึงหมดพอดี ที่จริงมันตรงกันข้าม คนที่คิดว่าตัวเองฉลาดและใช้น้ำมันอย่างประหยัดมาตลอดเขาลุกขึ้นเวลา เที่ยงคืนและพบว่า น้ำมันระเหยไปหมดแล้ว ฝ่ายอีกห้าคนได้ใช้มันอย่างฟุ่มเฟือย และน้ำมัน (ความรัก) ไม่หมด เหมือนน้ำมันในไหของแม่ม่าย ทั้งนี้เพราะความรัก (น้ำมัน) ของเราไม่ได้เป็นสิ่งที่ไหลมาจากหัวใจของเรา มันเป็นความรักของพระบิดา ซึ่งเกิดมาเป็นตัวเป็นตนอยู่ในใจของเรา ความรักนี้ไม่มีการสึกหรอและจะไม่สิ้นสุด และสำคัญที่สุด สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เรา "สังเกต" ได้ เคยมีหรือเปล่าที่เราโศกเศร้า แต่แล้วไปเจอกับคนที่ร่าเริงด้วยความสุข และพลอยเป็นสุขกับเขาโดยลืม คิดว่าตัวเองกำลังเศร้าอยู่ เคยมีหรือเปล่าที่เราสามารถยอมรับว่าตัวเองด้อยกว่าเขาโดยปราศจากการอิจฉาใด ๆ ตัวอย่างชนิดนี้อาจจะไม่สะกิดใจเรา แต่ถ้าไปคิดเอาเอง จะสังเกตได้ว่า ในชีวิตของเราก็มีบางกรณีที่เรา เป็น "คนละคน" กรณีที่ดูเหมือนไม่มีการเห็นแก่ตัวเหลืออยู่ในใจ นี่เป็นการกระทำของพระจิตเจ้า นี่เป็นเวลาที่เรา สังเกตได้ว่าพระองค์สถิตอยู่กับเรา แต่อย่าลืมว่าถ้าเราอยาก "สัมผัส" กับพระจิต เราก็ต้องกลับใจเสียก่อน ต้องแลกเปลี่ยน "ความฉลาด" กับ "ความโง่" ต้อง "นัด" กับพระจิตในสถานที่ของพระองค์ ไม่ใช่ในที่ที่เราคิดเอาเองว่าจะพบพระองค์ ต้องเดิน บนเส้นทางที่พระองค์ทรงชี้ให้แก่เรา คือ เส้นทางของพระเยซูเจ้า เส้นทางอื่น ๆ ตันทุกสาย แล้วพระจิตเจ้าองค์แห่งความจริง (เทียบ ยน. 14:17 และ 15:26) จะทรงช่วยให้เราเข้าใจความจริงเรื่อง เมล็ดข้าวที่ต้องเปื่อยเน่าไป และเรื่องอื่น ๆ ที่จะทำให้ชีวิตของเราเป็น "ชีวิตสนิทกับพระเป็นเจ้าในองค์พระ คริสตเยซู" (รม. 6.11) |
8 กันยายน 2002
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002