issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : ป.ล.โมลิ่งคราวก่อน "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | ป.ล.โมลิ่ง
p.s.ป.ล.โมลิ่ง
 
แนวทางแห่งความรัก
คุณพ่อโมลิ่ง, S.J.

4

ไม่นานมานี้ชาวสะมาเรียผู้ใจดีมาเยี่ยมผมอีกแล้ว วันนั้นผมนั่งอยู่ในห้องทำงานและกำลังคิดถึงคำสอนของพระเยซูเจ้าที่ว่า "ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดิน และเปื่อยเน่าไป ก็จะคงเป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไป แล้วก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก" (ยน. 12:24) ผมจึงอ่านประโยคนี้ให้เขาฟัง และถามว่า "เคยได้ยินเรื่องนี้ หรือเปล่า"

เขาตอบมาว่า "ผมไม่ได้พบกับเยซูชาวนาซาเรธแบบตัวต่อตัว แต่เรื่องนี้เคยได้ยินเหมือนกัน คือวันหนึ่งที่ผมไปขายของในแขวงยูเดีย ก็ได้เห็นคนจำนวนมากกำลังยืนอยู่ริมถนนและฟังคนหนึ่งพูดอยู่ดัง ๆ ท่ามกลางเขา คนพูดเป็นคนที่ไม่ชอบท่านเยซู และด่าท่านอย่างรุนแรงว่าเป็นคนบ้านนอกไร้การศึกษาที่ไม่ปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเป็นเจ้า และไม่รู้จักพระคัมภีร์ แต่ไปสอนเรื่องผักเรื่องพืชตามหมู่บ้านในชนบท เขาล้อเลียนเสียงพูดของท่านและยกตัวอย่างมาสองสามเรื่องที่ผมจำได้มีเรื่องเมล็ดข้าวนี้เอง เขาหาว่ามันผิดคำสอนของบรรพบุรุษ ที่สอนเราว่าคนชอบธรรมเขาเป็นผู้ที่งอกขึ้นอย่างต้นอินทผลัม (เทียบ สดด. 92:12) ไม่ใช่คนที่ตายและถูกฝังแล้ว

"ผมฟังไม่นาน คุณรู้อยู่แล้วว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบการเถียงเรื่องศาสนา แต่หลังจากวันนั้นผมต้องคิดถึงคำของท่านเยซูเรื่องเมล็ดข้าวอยู่บ่อย ๆ ไม่ทราบว่าทำไม"

"คุณเข้าใจความหมายของคำนี้หรือเปล่า" ผมถาม

"วันนั้นไม่เข้าใจหรอก" เขาตอบทันที "แต่ภายหลังเมื่อได้ยินว่าเขาประหารชีวิตท่านเยซูแล้ว และเห็นมีคนไปถือตามคำสอนของท่านเป็นจำนวนมาก ผมก็เริ่มเข้าใจ ยิ่งคิดถึงคำนี้ยิ่งรู้สึกชอบมันเป็นคำลึกซึ้งมาก"

ผมอยากรู้เหลือเกินว่าเขาเข้าใจคำนี้อย่างไรแต่เขาไม่ยอมตอบ เขาบอกแต่ว่า "คุณเป็นคริสตชนก็ต้องรู้ ดีกว่าผมอยู่แล้ว"

แล้วเขาย้อนมาพูดถึงคนที่ล้อเลียนและด่าพระเยซูเจ้าวันนั้นว่า "ผมไม่ชอบคนพวกนี้ และเบื่อที่จะฟังเขาอธิบายเรื่องความชอบธรรม มีแต่สั่งอย่างนี้และห้ามอย่างนั้น เขาเองก็เป็นคนที่ถือตัวว่าชอบธรรม ทั้ง ๆ ที่บ่อยครั้ง ที่ผมรู้สึกว่าเขายังเป็นคนบาปอยู่ดี ผมไม่เชื่อว่าพระเป็นเจ้าจะสั่งให้เขามาว่าเราชาวสะมาเรียที่เราไม่ยอมไปนมัสการพระเป็นเจ้าที่กรุงเยรูซาเล็ม ผมโดนอยู่บ่อย ๆ เพราะชอบไปขายของอยู่นอกแขวงสะมาเรีย"

"และคุณไม่สนใจความชอบธรรมหรือ" ผมถาม

"ไม่ใช่อย่างนั้น" เขาตอบ "สนใจก็สนใจ แต่ผมมีความรู้ไม่เพียงพอที่จะชอบธรรมตามแบบของเขาผม พยายามที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น และเรื่องการนมัสการพระเป็นเจ้า ผมก็ถือตามที่พ่อแม่ได้สอนมา จะผิดหรือถูกผมไม่มีทางที่จะรู้ ทำอย่างนี้ผมสบายใจ"

"แล้วเรื่องเมล็ดข้าวละ. . ." ผมลองถามดูว่าเขาจะยอมพูดหรือเปล่า

"อ้อ. . . ใช่แล้ว เรื่องนี้เองที่ทำให้ผมสบายใจ เพราะเรื่องนี้ทำให้ผมเริ่มสังเกตว่า ทุกครั้งที่ผมพยายามเป็น ผู้ชอบธรรมและไปสร้างคุณงามความดีในใจของตนก็มีความเศร้าหมองตามมา แล้ววันหนึ่งผมบอกแก่ตัวเองว่า จะเสริมสวยไปทำไมถ้าไม่มีความสวยงามที่จะเสริม ตั้งแต่วันนั้นผมสามารถยอมรับตัวเองอย่างที่ผมเป็นอยู่ ไม่โกหกตัวเองและไม่โกหกใคร แต่ยอมรับว่าเป็นคนบาป และตั้งแต่วันนั้นเองผมเริ่มสนใจคนอื่นและเริ่มเห็นความ ต้องการและความเดือดร้อนของเขา เดี๋ยวนี้ผมสบายใจเสมอ เพราะเดี๋ยวนี้ผมสามารถที่จะแผ่เมตตาจิตให้แก่ ทุกคน ก่อนนั้นทำไม่ได้ทั้ง ๆ ที่ผมได้พยายามอย่างจริงจังเป็นเวลานาน

ผมเชื่อว่าคนทั้งหลายที่กอบโกยอยู่วันยังค่ำ เขาจะไม่เป็นสุขไม่ว่าเขาจะกอบโกยเงินทอง เกียรติยศและ อำนาจ หรือความชอบธรรมและคุณงามความดี มีแต่คนที่ไม่สะสม และปล่อยทุกอย่างแม้แต่ชีวิตของตน เขา สามารถที่จะเอ็นดูคนอื่น เขารวยจริง ๆ และสบายใจ ผมเข้าใจอย่างนี้"

เมื่อชาวสะมาเรียผู้ใจดีไปแล้ว ผมนั่งคิดอีกนาน ฟังเขาพูดเมื่อไรผมก็รู้สึกสบายใจทุกครั้ง แต่แล้วสงสัย อยู่เหมือนกันว่า ความคิดของเขาจะถูกหรือผิด เขาเป็นคนบ้านนอกและต่างศาสนา

คำว่า "สบายใจ" ที่เขาชอบใช้อยู่เสมอ (และระยะหลังนี้ดูเหมือนผมเริ่มใช้ศัพท์นี้บ่อย ๆ ด้วย) จะเป็นคำ ที่ถูกต้องหรือเปล่า เขาจะเป็นเหมือนเพื่อนผมบางคนที่ไม่แสวงหาอะไรนอกจากความสบายใจหรือแต่คิดแล้ว ผม ก็ต้องตอบว่า เขาไม่เป็นอย่างนั้นเลย การสบายใจของเขาเป็นเรื่องของมโนธรรม เมื่อมโนธรรมไม่ติเตียนเขา เขาก็ รู้สึกสบายใจ เขาไม่ได้มีโอกาสที่จะเรียนอะไรมาก แต่ผมเห็นว่ามโนธรรมสอนเขาอยู่เป็นประจำทุกวัน

ที่เขาไม่ชอบพวกฟาริสีก็ไม่แปลก พระเยซูก็ไม่ชอบพวกนั้นเช่นเดียวกัน

เมื่อเขาพูดเรื่องเมล็ดข้าวที่ต้องเปื่อยเน่าไป และผมเห็นดวงตาของเขามันเป็นประกาย จึงอดไม่ได้ที่จะคิด ถึงคริสตชนบางคนที่ได้รับศีลล้างบาปแต่ยังไม่รู้ว่าได้รับอะไร หรือพูดเรื่องพระหรรษทาน แต่ไม่รู้ว่าพูดเรื่องอะไร อย่างมากเขายังคิดถึงความบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นในดวงใจของตนวันนั้น และยังชอบชมภาพของตนที่ใส่เสื้อขาว สะอาดของศีลล้างบาป ซึ่งเพื่อนคนหนึ่งได้ถ่ายไว้เป็นที่ระลึก แต่ชมไม่นานก็เห็นว่าเสื้อขาวนั้นมันไม่สะอาด หมดจดเสียแล้ว แล้วกลุ้มใจทุกที เทียนที่เขาได้ถือตอนจบพิธีล้างบาปก็ไม่ปรากฎอยู่บนรูปถ่ายลืมมันในวัด

จริงอยู่ ศีลล้างบาปเป็นพิธีกรรมที่มีความหมายลึกล้ำสุดหยั่งถึง แต่สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนประกอบ ของพิธีนี้ น่าที่จะช่วยให้เราเข้าใจบ้าง

การสวมเสื้อขาวนั้นบอกให้รู้ตัวว่า ตั้งแต่นี้ไปเราเป็น "คนละคน" เราเปลี่ยนเสื้อเพราะเราเปลี่ยนใจเรา ตายไปแล้ว (เหมือนเมล็ดข้าว. . .) และกำลังเจริญชีวิตใหม่ในองค์พระคริสต์ เสื้อมันสีขาวเพราะมันยังใหม่อยู่ อาจจะไม่สวยสะอาดเหมือนใหม่ตลอดชีวิต แต่อาศัยความช่วยเหลือของพระเยซู เราจะพยายามสุดความสามารถ ที่จะไม่เปลี่ยนใจอีกครั้งหนึ่ง แล้วไปถอดเสื้อขาวนั้นทิ้งและสวมเสื้อเก่าเหมือนก่อนรับศีลล้างบาป

เทียนนั้นเขาไม่ใช้ไม้ขีดไฟจุด ไฟของมันเป็นไฟจากเทียนปัสกา คือไฟหรือความรักของพระคริสตเจ้าซึ่ง หลั่งมาสู่ดวงใจของเรา เหมือนดังว่า เดี๋ยวนี้พระองค์ต้องใช้ดวงใจของเราเมื่ออยากให้ "พี่น้องที่ต่ำต้อย" ของพระองค์รู้ว่าพระองค์ทรงรักเขา พระองค์ไม่ได้ทรงจุดเทียนของเรานี้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่เพื่อที่จะนำความ สว่างและความอบอุ่นไปสู่เขา เปลวไฟน้อย ๆ นี้ไม่สว่างมากนัก แต่ยังดีกว่าตะเกียงเจ้าพายุของพวก ฟาริสี ซึ่งทำให้คนมองรู้สึกแสบตา

ไฟของเทียนนี้จะไม่ดับ ถ้าเรายอมให้เทียนของเราละลายไป เทียนจะสั้นลง จะไม่ยาวขึ้น แต่จะไม่หมดจน วันสุดท้ายแห่งชีวิตของเรา

ไฟแห่งความรักของเทียนนี้ยังมีฤทธิ์ที่จะเผาการเห็นแก่ตัวที่เรามีอยู่ในใจ และจะทำให้ชีวิตของเราเป็น ชีวิตเพื่อคนอื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเอง เมื่อเรารักแบบลืมตัวเองอย่างนี้แล้ว คนอื่นก็จะไม่เห็นเสื้อขาวของเราที่ขาด ๆ เพราะได้ใช้มันนาน และต้องเอาไปซักมันไม่รู้กี่หน

เราทุกคนที่ได้รับศีลล้างบาปแล้วน่าที่จะสวดทุกวัน เหมือนสังฆานุกร (หรือคุณพ่อเจ้าวัด) สวดแทนเรา ในพิธีกรรมของวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ว่า "ขอให้เทียนนี้ลุกสว่างอยู่จนดาวประจำรุ่งโผล่ขึ้นเวลาเช้า" คือจนกว่าพระเยซูจะเสด็จมาเรียกให้ออกจากความมืดแห่งโลกนี้ไปเฝ้าพระบิดา

แต่ถ้าไม่อยากสวด อย่างน้อยอย่าลืมเทียนนี้ไว้ในวัด

อ่านตอนที่แล้ว | อ่านตอนต่อไป
 

หน้ารัง | ป.ล.โมลิ่ง | แนะนำเพื่อนอ่าน

26 ตุลาคม 2002
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002