issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : ป.ล.โมลิ่งคราวก่อน "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | ป.ล.โมลิ่ง
p.s.ป.ล.โมลิ่ง
 
แนวทางแห่งความรัก
คุณพ่อโมลิ่ง, S.J.

5

ในตอนที่แล้วผมได้เขียนถึงคนที่ไปรับศีลล้างบาป แล้วลืมเทียนไว้ในวัดเรื่องนี้เห็นจะต้องเขียนต่ออีกไม่ อย่างนั้นอาจจะมีคนไม่เข้าใจ

คริสตชนที่ชอบไปจุดเทียนในวัดต่อหน้าตู้ศีลหรือต่อหน้ารูปแม่พระมีมาก แต่ที่จุดเทียนและเดินออกจาก วัดเพื่อที่จะนำความสว่างของพระคริสตเจ้าไปส่องทางแก่เพื่อน ๆ นั้นมีน้อย พูดอีกอย่างหนึ่งคือมีคริสตชนจำนวน มากที่ไปวัดทุกวันอาทิตย์ ไปแก้บาปอย่างดี เหมือนคนที่กวาดบ้านให้สะอาดก่อนที่จะต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ แล้วไปรับศีลมหาสนิทด้วยจิตใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความรักต่อองค์พระเยซูเจ้า ซึ่งทำให้เกิด "แสนสุขอุรา" ทุกครั้ง แต่เขารู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นว่า ความสุขและความรักนี้ช่างดับเร็วเหลือเกิด เพราะเมื่อออกจากวัดกลับไปบ้าน เขา ไม่มีเวลาที่จะรักพระเยซูเจ้าแล้ว

เขาไปจุดเทียนในวัดผิดวิธี เขาไป "แก้บาปรับศีล" แต่ไม่ได้ "ทำมิสซา" คือไม่ได้ถวายบูชาอะไรเลยหรือ ไม่ได้ยอมสละตัวเองและชีวิตทั้งชีวิตของตนร่วมกับพระเยซูคริสตเจ้าเพื่อความรอดของมนุษย์ทั้งหลาย เขาไปรับ ศีลมหาสนิทเพราะอยากได้บุญ แต่ไม่พยายามที่จะเป็น "กายเดียวใจเดียว" กับพระคริสตเจ้า และผมยังสงสัยว่า เมื่อเตรียมตัวรับศีล เขาไม่ได้สวดว่า "ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย" โดยคิดถึงมนุษย์ทุกคนซึ่งเป็น พี่น้องของตน เพราะเป็นพี่น้องของพระเยซูเจ้าและลูกของพระบิดาองค์เดียวกัน แต่สวดอย่างหน้าด้านว่า "ข้าแต่ พระบิดาของกู" อย่างนี้จุดเทียนไม่ติด บุญก็ไม่เกิด และความรักก็เป็นหมัน

ที่เขียนมาอย่างนี้จะผิดหลักคำสอนของเราหรือเปล่า? ผมต้องยอมรับว่า สมัยที่ผมเป็นเด็กอยู่เขาไม่สอน อย่างนี้ แต่ผมเชื่อว่าที่เขียนมาข้างต้นไม่ผิด ทั้ง ๆ ที่ผู้สะกิดใจผมคิดอย่างนี้เป็นคนต่างศาสนา คือเพื่อนผมเอง ชาวสะมาเรียผู้ใจดี

วันหนึ่งนานมาแล้ว เขาถามผมถึงเรื่องมิสซาของเราว่า มันเป็นอะไรแน่ แทนที่จะตอบผมได้เสนอให้เขาไป ดูเอง ให้ไปดูวันอาทิตย์สักวันหนึ่ง หรือไปร่วมฉลองวัดแห่งใดแห่งหนึ่ง เขาจึงไปดูที่วัดบ้านนอก วันที่เขาฉลองวัด กันอย่างสง่า แล้วกลับมาเล่าให้ผมฟัง

เขาบอกว่า "ภาคแรก (เขาหมายถึงวจนพิธีกรรม) ก็พอที่จะเข้าใจได้ มันคล้าย ๆ กับพิธีกรรมในธรรม ศาลาของเรา แต่เมื่อมาถึงภาคที่สองผมงงและไม่รู้ว่าจะคิดอย่างไร เริ่มต้นมีคนเอาของหลายชนิดไปให้แก่คนที่ แต่งตัวแปลก ๆ อยู่ข้างหน้า ที่จำได้มี ธูป เทียน ดอกไม้ กล้วยน้ำว้าหลายหวี ข้าวสารหนึ่งกะละมังและเงินจำนวน ไม่น้อยในพานทองใบใหญ่ ๆ นี่มันอะไร"

แทนที่จะคิดดี ๆ ก่อน ผมรีบตอบเขาว่า "มิสซาของเราคือพิธีถวายบูชาแด่พระเป็นเจ้า สิ่งของต่าง ๆ ที่คุณ ได้เห็นก็เป็นเครื่องบูชานั่นเอง"

เขาไม่ชอบคำตอบของผม มองดูตาของเขาก็รู้อยู่แล้วว่าได้ตอบไม่ถูก เขาก็ถามขึ้นมาว่า "และคุณคิดว่า พระเป็นเจ้าจะสนใจสิ่งเหล่านี้หรือ"

แล้วแทนที่จะให้ผมมีโอกาสที่จะแก้ตัว เขาพูดต่อไปว่า "ที่จริง ผมสงสัยอยู่แล้วว่า สิ่งของเหล่านั้นจะเป็น เครื่องบูชา แต่ผมไม่อยากเชื่อ เพราะผมจำได้ดีว่า วันหนึ่ง ผมได้ผ่านที่แห่งหนึ่งในแขวงสะมาเรีย ชาวบ้านทั้งหมู่ บ้านกำลังเถียงกันเรื่องการถวายบูชา สาเหตุก็เพราะเยซูชาวนาซาเร็ธได้สอนอะไรก็ไม่ทราบเกี่ยวกับพระวิหาร และเกี่ยวกับการถวายบูชา มีหลายคนที่เห็นด้วยกับท่าน แต่บางคนก็หาว่าชาวกาลิลีคนนี้เป็นภัยต่อพระศาสนา แท้ ๆ ถ้าปล่อยไป อีกไม่นานเราทุกคนก็จะเป็นคนไร้ศาสนา

วันนั้นผมไม่ได้เถียงกับใคร และไม่ได้สอบถามว่าเยซูชาวนาซาเร็ธได้สอนอะไรแน่ แต่ถ้าท่านสอนว่าพระ ผู้เป็นเจ้าไม่สนใจเครื่องบูชาต่าง ๆ นานาผมก็เห็นด้วย ที่ผมคิดอย่างนี้ก็เพราะวันหนึ่งในธรรมศาลามีอาจารย์ คนหนึ่งอ่านและอธิบายบทความจากหนังสือของประกาศกโฮเชยาที่ว่า "เราประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์ เครื่องสัตวบูชา" (ฮชย 6:6) ฟังแล้วผมรู้สึกประทับใจทันที ตั้งแต่นั้นมา ผมไม่ค่อยไปถวายบูชาอะไรแล้ว แต่ พยายามที่จะมีใจเมตตาต่อทุกคนเสมอ

อาจารย์อีกคนหนึ่งที่ได้ทราบความคิดของผม (สงสัยว่ามีคนไปฟ้อง) เขามาว่าผมอย่างแสบ ๆ และหาว่า ผมได้ลืมพระเป็นเจ้าเสียแล้ว ได้ทิ้งศาสนาและหมกมุ่นอยู่ในเรื่องฝ่ายโลก ไม่คิดถึงสวรรค์ แต่การใช้อารมณ์มาว่า ผมอย่างนี้ ยิ่งทำให้ผมมั่นใจในความคิดของตน

แล้ววันนั้น เมื่อเห็นว่าเขาถวายอะไรต่อมิอะไรในมิสซา ผมก็ถามตัวเองว่า "พวกนี้เข้าใจคำสอนของเยซู ชาวนาซาเร็ธหรือเปล่า?"

หลังจากเขาได้พูดคนเดียวนานอย่างนี้ เขาก็ให้ผมมีโอกาสที่จะพูดบ้าง ผมยอมรับทันทีว่า "ที่ผมพูดมา เมื่อกี้นี้ไม่ถูกนัก พูดอย่างนี้จะต้องมีคนเข้าใจผิด" แล้วผมเล่าเรื่องพระเยซูเจ้าที่บ่อน้ำของยาโคบให้เขาฟัง (ยน 4: 1-42) อธิบายคำสอนของพระองค์ที่สอนให้เรานมัสการพระบิดา "ด้วยจิตใจและความสัตย์จริง" (ยน 4: 23-24) และได้บอกให้เขาทราบว่า พระเยซูเป็นคนที่ชอบบทความของโฮเชยาเหมือนกัน เพราะพระองค์ทรงอ้างถึง ฮชย 6:6 อย่างน้อยสองครั้ง (มธ 9:13 และ 12:7)

ผมยังไม่ทันพูดจบ เขาก็ถามว่า "แล้วคริสตชนที่ผมได้เห็นในวันฉลองวัด ทำไมเขาไม่ถือตามคำสอนของ เยซูชาวนาซาเร็ธเล่า"

"เดี๋ยวก่อน" ผมตอบ "อาจจะมีคริสตชนหลายคนที่ยังไม่เข้าใจอย่างชัดแจ้ง แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ถือตามคำสอนของพระคริสตเจ้า"

สิ่งของที่เขานำมาวางไว้ที่แท่นบูชาก็ไม่ใช่ของที่เขาถวายแด่พระเป็นเจ้าโดยตรง ธูป เทียน และดอกไม้นั้น เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการถวายบูชา ส่วนเครื่องอาหารและเงินทองก็เป็นสิ่งที่เขานำมาสำหรับคนยากจน ทั้งนี้ เพราะพระเยซูเจ้าเคยสอนว่า "ทุกสิ่งที่ท่านได้ทำแก่พี่น้องที่ต่ำต้องของเราก็ได้ทำให้แก่เรา" (มธ 25:40) นี่อาจจะเรียกว่าเป็นการถวายโดยทางอ้อม คือ โดยทางคนยากจน

และมีอีกเรื่องหนึ่งที่คุณควรจะรู้ อย่างน้อยในสมัยก่อน คุณพ่อเจ้าวัดไม่มีรายได้นอกจากสิ่งที่สัตบุรุษเอา มาให้ มันเป็นภาระของชาวบ้านที่จะเลี้ยงคุณพ่อเจ้าวัดและรักษาหรือบูรณะวัดของตนสม่ำเสมอ ส่วนหนึ่งของสิ่ง ที่เขานำมาจึงเป็นของคุณพ่อเจ้าวัด หรือของวัด

"ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ไม่เห็นผิดคำสอนอะไร"

เพื่อนผมยังไม่ค่อยพอใจและพูดว่า

"ถ้าอย่างนั้นผมก็เห็นด้วย แต่ผมรู้สึกว่า คนที่ผมได้เห็นวันฉลองวัดนั้นเขาไม่คิดอย่างนี้ ผมอดไม่ได้ที่จะ คิดถึงคนรวยบางคนในบ้านของผม เมื่อเขาไปถวายบูชาก็เป็นเรื่องใหญ่โตทุกที และชาวบ้านทุกคนจะต้องรู้ว่า เขาไปถวายบูชาอีกแล้ว ที่ผมคิดอย่างนี้ก็เพราะได้สังเกตคนที่นำดอกไม้ไปถวาย เขาได้ใส่มันในแจกันสวยหรู ราคาแพง อย่างนี้จะเป็นสัญลักษณ์ที่ดีหรือ ทำไมไม่เลือกแจกันธรรมดาที่ทำด้วยดินเผาไม่ลงสีจะทำให้ระลึกถึง ร่างกายของตน ซึ่งพระเป็นเจ้าทรงสร้างขึ้นจากดินเหนียวเหมือนกัน"

เมื่อเขาพูดมาอย่างนี้ผมก็ไม่ค่อยสบายใจ และไม่รู้ว่าจะตอบอะไร เพราะหลายอย่างที่เขาพูดอาจจะเป็น ความจริง

ผมจึงหาทางออกและบอกแก่เขาว่า

"เอาไว้ก่อน พิธีถวายบูชาของเราคริสตชนยังมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านี้อีกมาก คุณไปชมพิธีนี้เพียงหน เดียวยังมีหลายอย่างที่คุณไม่ได้สังเกต ถ้าคุณสนใจผมจะอธิบายหมดทุกอย่าง แต่ขอเลื่อนเป็นวันอื่น"

เราตกลงกันอย่างนั้น และเขาลากลับไปบ้าน

ที่จริงเมื่อเขากำลังติเตียนการถวายบูชาของคนที่เขาได้เห็นในวันฉลองวัด ผมนึกถึงพระวาจาของพระเยซู เจ้าที่ว่า "เมื่อท่านทำบุญให้ทาน อย่าให้มือซ้ายรู้ว่ามือขวาทำอะไร" (มธ 6:3) แต่ผมไม่ได้เปิดเผยความคิดนี้ ให้แก่เขา เรื่องนี้เขาคงยังไม่รู้ และถ้าไม่รู้ก็ดีแล้ว เดี๋ยวเอาเรื่องนี้มาว่าอีก

กลับมาพูดเรื่องการจุดเทียนดีกว่า

เราถวายบูชาโดยทางอ้อม คือเราให้แก่คนยากจนแทนที่จะถวายแต่พระเป็นเจ้าโดยตรง เรามาด้วยความ จงรักภักดี คือยอมตนและมอบตนอยู่ใต้อำนาจของพระองค์เพราะถึงเวลาแล้ว "ที่ผู้นมัสการจะได้นมัสการ พระบิดาด้วยจิตใจและความสัตย์จริง" (ยน 4:23)

เทียนที่เราจุดก็เช่นกัน เราไม่จุดถวายมันแด่พระเป็นเจ้าผู้สถิตอยู่ในแสงสว่างนิรันดร แต่เราจุดมันให้แก่ ผู้ที่อยู่ในความมืด

ที่จริงเราจุดเทียนไม่เป็น เราต้องยอมให้พระคริสตเจ้ามาจุดมันให้ เพราะแสงเทียนนี้หมายถึงแสงแห่ง ความรักซึ่งเราไม่ค่อยมี แต่พระเยซูเจ้าทรงจุดเทียนของเราไว้ อาศัยพระจิตของพระองค์ตั้งแต่วันที่เราได้รับศีล ล้างบาป และถ้าเรามาถวายบูชาอย่างถูกต้องทุกวันพระ พระเยซูเจ้าจะทรงดูแลรักษาแสงเทียนของเรานี้ให้มัน "ลุกสว่างอยู่ จนดาวประจำรุ่งโผล่ขึ้นเวลาเช้า"

อ่านตอนที่แล้ว | อ่านตอนต่อไป
 

หน้ารัง | ป.ล.โมลิ่ง | แนะนำเพื่อนอ่าน

2 พฤศจิกายน 2002
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002