issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : ป.ล.โมลิ่งคราวก่อน "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | ป.ล.โมลิ่ง
p.s.ป.ล.โมลิ่ง
 
แนวทางแห่งความรัก
คุณพ่อโมลิ่ง, S.J.

6

หลังจากวันที่ชาวสะมาเรียผู้ใจดีมาพูดเรื่องการถวายบูชา และผมได้สัญญาว่าจะอธิบายหมดทุกอย่างเกี่ยวกับมิสซาให้เขา ผมรู้สึกหนักใจไม่น้อย จะอธิบายหมดทุกอย่างได้อย่างไร? มิสซาและศีลมหาสนิทเป็นจารีต พิธีที่ลึกล้ำสุดที่จะเข้าใจได้อยู่แล้ว ผมยังจะบังอาจไปอธิบายหมดทุกอย่าง และยิ่งกว่านั้น เพื่อนผมยังเป็นคนต่างศาสนาเสียด้วย

อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้เตรียมตัวสำหรับวันที่เขาจะกลับมาอย่างดี และได้ตัดสินใจว่าผมจะเป็นผู้เริ่มพูด และจะไม่ปล่อยให้เขาถามสิ่งที่ผมไม่อยากตอบหรือตอบไม่ได้

แล้วไม่กี่วันภายหลัง เขาก็มาจริง ๆ

เขาอารมณ์ดีกว่าครั้งสุดท้ายที่เราพบกัน และมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับมิสซาของเรา ผมจึงเริ่มเลยว่า

"มีเรื่องหนึ่งที่คุณคงไม่ได้สังเกตวันนั้น แม้แต่คริสตชนที่ไปวัดไปวาเป็นประจำอาจยังไม่สังเกตเลย ผมหมายถึงบทภาวนาที่พระสงฆ์สวดเป็นเสียงเบา ๆ หลังที่ได้วางเครื่องบูชาบนพระแท่น เป็นคำภาวนาที่ คุณอาจจะรู้จักดี เพราะเป็นคำที่ดัดแปลงมาจากหนังสือของประกาศกดาเนียล คือจากบทภาวนาที่อาซาริยาห์สวดเมื่ออยู่ในเตาที่ไฟลุกอยู่พร้อมกับเพื่อนอีกสองคน อาซาริยาห์สวดว่า "แต่เราก็ถ่อมตนสำนึกผิด ขอทรงรับพวกข้าพระองค์เถิด เหมือนดังว่ามีการเผาแกะผู้และวัวผู้ถวาย. . . ขอทรงพอพระทัยเครื่องบูชาของเราเฉพาะพระพักตร์พระองค์ในวันนี้" (ดนล. 3:40-41 หรือ 16-17) ที่บทจารีตเตือนให้เราคิดถึงอาซาริยาห์ ก็คงจะเป็นเพราะเขาเป็นตัวอย่างของคนที่ถวายด้วยจิตใจและความจริงคนหนึ่ง เขาเองเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่เขาภาวนาว่า "ที่เราต้องตกต่ำกว่าชาติอื่น ๆ ในโลกทุกวันนี้ ก็เพราะบาปของเรา ในสมัยเรา. . ไม่มีการเผาถวายเครื่องบูชา หรือเผาเครื่องหอมถวาย ไม่มีสถานที่จะถวายพืชผลแรกให้พระองค์พอพระทัย แต่. . ขอทรงรับพวกข้าพระองค์เถิด" (ดนล. 3:37-40 หรือ 14-16) ก็เพื่อแทนเครื่องบูชาอื่น ๆ"

เพื่อนผมฟังโดยดีมาตลอด แล้วพูดขึ้นมาว่า "ผมชอบเรื่องนี้ และยอมรับว่าเขาได้ถวายด้วยจิตใจ แต่ผมไม่เห็นว่าเขาได้ถวายด้วยความจริงเพราะมีเทวทูตมาช่วยเขาและเขารอดชีวิตได้"

เขาเริ่มสอนผมอีก ผมจึงต้องอธิบายว่า "จริงที่คุณพูด แต่การถวายด้วยจิตใจของเขาก็เป็นการถวายที่สมบูรณ์แบบ เพราะเขาสละชีวิตของตนแล้วตามที่เห็นได้จากคำพูดของเขาต่อหน้ากษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ ที่พิสูจน์ว่าเขาพร้อมแล้วที่จะตาย เขาพูดว่า "ถ้าพระเจ้าของพวกข้าพระบาทพอพระทัยจะช่วยกู้พวกข้าพระบาทให้พ้นจากเตาที่ไฟลุกอยู่พระองค์ก็ จะทรงช่วยกู้ให้พ้นพระหัตถ์ของฝ่าพระบาท ถึงแม้ไม่เป็นเช่นนั้น ขอฝ่าพระบาททรงทราบว่าพวกข้าพระบาทก็ ไม่ปรนนิบัติพระของฝ่าพระบาท. . ." (ดนล. 3: 17-18)

เราทั้งสองเงียบไปสักครู่หนึ่งแล้วเขาพูดว่า "แต่ในพระคัมภีร์ยังมีตัวอย่างของคนที่ถวายด้วยความจริง ผมคิดถึงเรื่องของพี่น้องเจ็ดคนที่จงรักภักดีต่อพระเป็นเจ้า และยอมถูกฆ่าอย่างทารุณ วันนั้นไม่มีเทวทูตมาช่วย" (ดู 2 มคบ 7)

ผมยอมรับและเสริมว่า "ที่น่าประทับใจในเรื่องนี้ก็เป็นคำพูดของน้องคนสุดท้องที่ว่า "ฉันและพวกพี่น้องยอมรับความทรมานก็เพื่อพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์จะได้เลิกพิโรธชาติของเรา" (2 มคบ 7:38) เขาเห็นตัวเองเป็นเครื่องบูชาแทนเครื่องบูชานานาชนิดที่เขาถวายกันในพระวิหารตามประเพณี และเขายอมตายเพื่อความรอดของเพื่อนร่วมชาติ"

แต่สำหรับเราคริสตชน ผู้ที่ถวายด้วยจิตใจและความจริงคือ "พระเยซูคริสตเจ้า"

ผมจึงเริ่มอธิบายเรื่องที่พระเยซูเจ้าทรงยอมรับพิธีล้างจากยอห์น (เหมือนดังว่าพระองค์ทรงมีบาปเหมือนคนทั้งหลาย) จนถึงการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ทั้ง ๆ ที่พระองค์มิได้ทรงเปิดเผยความคิดของพระองค์อย่างละเอียด แต่เราสามารถที่จะเห็นชัดทีเดียวว่า พระองค์ทรงเห็นชีวิตของพระองค์ในลักษณะของผู้รับใช้ของพระเจ้า ตามหนังสือของประกาศกอิสยาห์

ในความคิดของพระองค์ ชีวิตมนุษย์มีความหมายก็ต่อเมื่อมนุษย์มีความจงรักภักดีต่อพระเป็นเจ้า จนถึงขั้นที่พร้อมที่จะคืนชีวิตแด่พระบิดาเจ้าเมื่อไรและอย่างไรก็ได้ นี่อาจจะเหมือนความคิดของอาซาริยาห์ หรือพี่น้องเจ็ดคนนั้น แต่พระเยซูเจ้ายังมีความคิดที่ลึกกว่านี้อีก การมอบคืนชีวิตแด่พระเป็นเจ้าต้องมาในรูปของการมอบทุกอย่างแม้แต่ชีวิตของตนแก่พี่น้อง เพราะพระเป็นเจ้าไม่ประสงค์เครื่องบูชา แต่ประสงค์ความรักเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย (เทียบ ฮชย. 6:6)

เพื่อนของผมไม่คุ้นเคยกับเรื่องผู้รับใช้ของพระเจ้าในหนังสืออิสยาห์ ผมจึงต้องเปิดพระคัมภีร์ และอธิบายอย่างละเอียด (อสย. 42: 1-9, 49: 1-6, 50: 4-11, 52: 13-53: 12)

เรื่องการเสกศีลและการรับศีลเขาไม่ได้ถามถึง ผมจึงไม่ต้องอธิบายที่ไม่ได้ถามก็อาจจะเป็นเพราะวันนั้นเขาไม่ค่อยคิดถึงเรื่องมิสซาแล้ว ดูเหมือนเขาสนใจเรื่องการถวายบูชาด้วยจิตใจและความจริงเพียงเรื่องเดียว ถ้าเพื่อนผมซึ่งยังเป็นคนต่างศาสนาเข้าใจเรื่องนี้ดีและปฏิบัติตามก็ดีมากแล้ว

แต่เราคริสตชนต้องรู้และเข้าใจดีกว่านี้ ผมเคยถามคริสตชนบางคนว่า "เราไปถวายด้วยจิตใจและความจริงที่ไหน เมื่อไร อย่างไร"

คนหนึ่งก็ตอบว่า "ในวัด วันอาทิตย์ แต่ต้องไปรับศีลด้วย"

ตอบอย่างนี้จะพอหรือ? แต่ยังดีที่เขาบอกว่าต้องรับศีลด้วย เพราะการรับศีลเป็นจุดสุดยอดของมิสซาและเป็นจุดที่การถวายของเราสำเร็จไป

ในมิสซาเราถวายตัวเองโดยการร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว และเป็นกายเดียวกับองค์พระคริสตเจ้า

ขนมปังและเหล้าองุ่นไม่ได้เป็นสิ่งที่เราถวายแด่พระบิดา แต่เป็นสิ่งของซึ่งหมายถึงตัวเรา เมื่อเสกศีลสิ่ง เหล่านี้กลายเป็นองค์พระคริสตเจ้า และเราก็เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์แล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เพราะเรามีความปรารถนาอยากให้การเป็นหนึ่งเดียวนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เราจึงไปรับศีลมหาสนิทและยอมให้ตัวเรา "สลาย" ไปใน พระกายของพระคริสตเจ้า

แต่พระกายของพระคริสต์นี้เป็นร่างกายซึ่งถูกมอบแก่ศัตรูของพระองค์ เป็นร่างกายของผู้ที่ยอมตายเพื่อเราทั้งหลาย เราจะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับพระองค์ไม่ได้นอกจากเรายอมดำเนินชีวิตเพื่อมนุษย์ทั้งหลายและพร้อมที่จะตายเพื่อเขาเหมือนพระคริสตเจ้า

นี่เป็นการถวายบูชาโดยทางอ้อมอีกอย่างหนึ่ง เหมือนเมื่อเรานำอาหารและเสื้อผ้าไปแจกจ่ายแก่คนจน เพราะพระบิดาไม่ทรงประสงค์เครื่องบูชา แต่ความรักเมตตาต่อพี่น้องของเรา

การถวายบูชาของเราจะสมบูรณ์โดยการรับศีลอย่างถูกต้อง อย่าไปเข้าใจการทำมิสซาว่าเป็นการแลกเปลี่ยนของขวัญ คือเราถวายตัวเองแด่พระบิดาและพระบิดาทรงมอบพระบุตรมาให้แก่เรา นี่จะเป็นการค้าขายในพระวิหารอีกชนิดหนึ่งที่พระเยซูเจ้าไม่ทรงประสงค์

ถ้ามีคนมาถามว่า มิสซาของเราจะเรียกว่าเป็นการบูชาด้วยจิตใจและความจริงหรือเปล่า ก็ต้องตอบว่า ใช่แล้ว เพราะพระคริสตเจ้าเป็นผู้ถวายที่แท้จริง และการถวายของพระองค์สมบูรณ์ทุกประการ แต่ฝ่ายเราผู้ร่วมถวายกับพระองค์ "ความจริง" นั้นไม่เกิดขึ้นเมื่อเรายังอยู่ในวัด มันจะเกิดขึ้นเมื่อเราออกมาอยู่ท่ามกลางมนุษย์ทั้งหลายในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อเราเดินออกจากวัดจิตใจของเราจะต้องเหมือนจิตใจของอาซาริยาห์ คือพร้อมที่จะรับเหตุการณ์ทั้งที่ดีและที่ไม่ดีจากพระหัตถ์ของพระเป็นเจ้า

ที่จริงไม่จำเป็นที่จะคิดถึงคนในสมัยโบราณ คิดถึงคุณพ่อมักสิมีเลี่ยน โคลเบ ก็ได้ พระศาสนจักรได้ประกาศว่าท่านอยู่ในสวรรค์แล้ว เป็นการรับรองว่าการยอมตายแทนเพื่อนของท่านเป็นสิ่งที่ไม่ผิดหลักศาสนา ทั้ง ๆ ที่บางคนที่ไม่เข้าใจศาสนาคริสต์อาจจะยกคำถามได้หลายอย่างเช่นผลแห่งการจับ ฉลากอาจจะเป็นผลตามน้ำพระทัยของพระเจ้า แล้วท่านทำไมยังบังอาจที่จะเปลี่ยนที่กับเพื่อนอีกคนหนึ่ง อาจจะหาว่าเหตุจูงใจที่ทำให้ท่านเปลี่ยนที่กับอีกคนก็ดีอยู่ แต่ไม่เพียงพอ ท่านตายเพราะสงสารมนุษย์คนหนึ่งและครอบครัวของเขาไม่เห็นมีความรักต่อพระเป็นเจ้า. . .

คนที่พูดอย่างนี้ยังไม่เข้าใจพระเยซูเจ้า

ในศาสนาของพระองค์ ความรักต่อมนุษย์กลายเป็นความจงรักภักดีต่อพระบิดา และถ้าใครอยากพิสูจน์ความจงรักภักดีต่อพระบิดาก็ต้องไปรักมนุษย์ทั้งหลายแม้แต่ศัตรู รักเขาเหมือนพระคริสต์ทรงรักเรา

อ่านตอนที่แล้ว | อ่านตอนต่อไป
 

หน้ารัง | ป.ล.โมลิ่ง | แนะนำเพื่อนอ่าน

17 พฤศจิกายน 2002
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002