| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : ป.ล.โมลิ่งคราวก่อน | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | ป.ล.โมลิ่ง | ||
ป.ล.โมลิ่งSolidarity (โซลิดาริตี้) เป็นคำฝรั่งซึ่งคนสมัยนี้รู้จักดี อาจจะไม่รู้ความหมายแต่รู้ว่าเป็นชื่อของสหภาพแรงงานเสรีในประเทศโปแลนด์ ผมไม่รู้ว่าจะแปลศัพท์คำนี้อย่างไรดี ภาษาไทยมีศัพท์และวิธีพูดหลายอย่างซึ่งมีความหมายคล้าย ๆ กัน เช่น "ความสามัคคี" "การเป็นปึกแผ่นกัน" "การมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน" "การเอาใจเขามาใส่ใจเรา" และคำอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ถ้าต้องแปลชื่อของสหภาพแรงงานเสรีของโปแลนด์ ผมจะขอแปลว่า "สหภาพแห่งเพื่อนตาย" "เพื่อนตาย" นี้ไม่ใช่เพื่อนที่ตายแล้ว แต่เป็นเพื่อนที่ยอมตายแทนกันได้ ที่รัฐบาลแห่งประเทศโปแลนด์ทำลายสหภาพแรงงานเสรีของเขาไม่ได้ ก็เพราะเขาเป็นเพื่อนตายจริง ๆ นั่นเอง ผมเขียนมาอย่างนี้ ไม่ใช่เพราะอยากช่วยโฆษณาสหภาพแรงงาน แต่เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตคริสตชน พระเยซูเจ้าทรงเป็นเพื่อนตายของเรา "เรา" ในที่นี้หมายถึงมนุษย์ทุกคน คนดีและคนชั่ว คนจนและคนรวย คนโง่และคนฉลาด คนน่ารักและคนที่ไม่น่ารัก ถ้าเราอยากเป็นเพื่อนของพระเยซูเจ้า เราก็ต้องยอมเป็นเพื่อนตายของมนุษย์ทุกคนเหมือนพระองค์ รักกันเหมือนพระคริสตเจ้าทรงรักเรา ไม่มีความหมายอย่างอื่นนอกจากที่ว่ามานี้ คือยอมเป็นเพื่อนตายแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่ต้องสอนกันมาก แล้วสมัยนี้ใคร ๆ ก็ชอบร้องเพลงว่า เรา "สมัครสมานจับมือกันเดินหน้าไป. . . ร่วมยินดีที่เรามีจิตใจเดียวกัน" และใคร ๆ ก็ชอบอ้างถึงพระวาจาของพระคริสต์เจ้าที่ว่า "มีสองสามคนประชุมกันที่ไหน ๆ ในนามของเรา เราจะอยู่ท่ามกลางเขาที่นั่น" (มธ 18.20) แต่ผมยังสงสัยอยู่ว่า การ "จับมือกันเดินหน้าไป" นั้น จะพอหรือ โดยเฉพาะถ้าเราสนใจความ "ยินดี" ที่เกิดมาจากการ "มีจิตใจเดียวกัน" เพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือผมกลัวว่า หมดความ "ยินดี" เมื่อไรการ "มีจิตใจเดียวกัน" ก็หมดไปเมื่อนั้น เพียงจับมือกันเมื่ออยู่กับพรรคพวกแล้ว จะทำให้พระเยซูเจ้าเสด็จมาอยู่ด้วยทุกครั้งไปนั้นคงเป็นไปไม่ได้ เพราะพระองค์จะทรงอยู่ท่ามกลางเราถ้าเราอยู่ด้วยกัน "ในพระนามของพระองค์" เท่านั้น ในเรื่องนี้พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราเมื่อทรงสอนเรื่องคนใจศรัทธาทั้งหลายที่มาวอนขอพระองค์ในวันพิพากษาว่า "...เราได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์มิใช่หรือ?" และพระเยซูเจ้าตรัสตอบแก่เขาว่า "เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย" (มธ 7.22-23) เมื่อรู้เรื่องนี้ เราคงจะระวังคำพูดของเราและไม่ประกาศทันทีว่า พระเยซูอยู่ท่ามกลางเราแล้วขณะที่เรากำลังจับมือกันและร้องเพลงกัน "ในพระนามของพระองค์" เพราะก่อนที่จะพูดโดยเต็มปากได้ว่าเราทำอะไร "ในพระนามของพระองค์" เราก็ต้องเป็นคนที่ฟังพระวาจาของพระองค์ และประพฤติตามด้วย (เทียบ มธ 7.24) หรือพูดให้ชัด ๆ คือเราต้องยอมเป็นเพื่อนตายแก่คนอื่น ทำอย่างนี้ยากหน่อยก็จริง แต่ทุกวันนี้ยังมีคนที่ทำอยู่ไม่น้อย ไม่กี่ปีมานี้มีเครื่องบินตกในแม่น้ำที่กรุงวอชิงตัน ผู้โดยสารที่ออกมาทันกำลังลอยคออยู่ในน้ำ คนช่วยโยนเชือกให้และมีผู้ชายคนหนึ่งจับมันได้ แต่แทนที่จะใช้เชือกนั้นดึงตัวเองเข้าฝั่ง เขากลับว่ายน้ำนำเอาเชือกนั้นไปให้แก่ผู้หญิงอีกคน และต่อมาผู้ชายคนเดียวกันนั้นก็ได้เชือกอีกครั้ง แต่เขาก็เอาไปให้ผู้หญิงอีกคน หลังจากนั้น อนิจจา. . . ผู้ชายคนนี้ต่อมาจมน้ำและไม่โผล่ขึ้นมาอีกเลย และแทบไม่น่าเชื่อผู้หญิงทั้งสองที่รอดชีวิตได้นั้นไม่รู้จัก เขาเลย คนขับรถเครื่องคนหนึ่งกำลังจะชนเด็กที่วิ่งเข้ามาในเส้นทางของเขา เขาจึงหักรถหลบหลีกเด็กได้พ้นพอดี แต่ตัวเองก็ไปชนกำแพงตาย เขาขับรถเร็วเกินไปก็จริง (และมีคนว่า. . .สมน้ำหน้าเขาด้วย) แต่เขายังเป็นคนที่ยอมตายแทนเด็ก มนุษย์ประเภทนี้ยังไม่ได้สูญพันธุ์ คนอย่างนี้เองแหละทำให้โลกของเราน่าอยู่มากขึ้น ถ้าอยากพบกับคนประเภทนี้ต้องไปตามบ้านของคนธรรมดา ๆ ในบ้านของคนมั่งมีนั้นอาจจะมีน้อย หลายปีมาแล้ว เมื่อมีการปฏิวัติ (ไม่สำเร็จ) ในประเทศฮังการี มีผู้พาคนบาดเจ็บถึงชายแดนออสเตรีย สถานีวิทยุที่เมืองเวียนนาได้ออกประกาศขอรับบริจาคโลหิต ชาวบ้านคนหนึ่งที่อยู่ชายแดนสังเกตว่า คนที่มาก่อนเพื่อนคือพวกขับรถเครื่องขนาดห้าสิบซีซี แล้วมีรถที่ใหญ่และเร็วกว่าตามมาทีหลังรวมทั้งรถเก๋งด้วย แต่รถขนาดรถเบ็นซ์ไม่ได้วิ่งมาแม้แต่คันเดียว..!.!.!.. ยกตัวอย่างมาพอสมควรแล้ว ขอให้เราหันไปหาพระเยซูเจ้าและคำสอนของพระองค์ในพระวรสารอีกที คำว่า "Solidarity" ไม่ใช่ศัพท์ของพระคัมภีร์ แต่เนื้อความนี้มีหรือแฝงอยู่ในคำสอนของพระเยซูเจ้ามากมาย จนพูดได้ว่าเรื่องนี้เองเป็นจุดสำคัญ หรือเป็นจุดศูนย์กลางของพระวรสารทีเดียว ผมจะไม่อธิบายเรื่องนี้อย่างละเอียด แต่จะขออนุญาตอธิบายนิทานเปรียบเทียบของพระเยซูเจ้าเพียงสองเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพื่อนตายของเรานี้ เรื่องแรกเป็นนิทานที่เราเรียกว่า เรื่องลูกล้างผลาญ (ลก. 15.11-32) เป็นเรื่องที่ทำให้เราคิดถึงพี่น้องสองคู่ในพระธรรมเดิม คือ อิชมาแอลกับอิสอัค และเอซาวกับยาโคบ อิชมาแอลถูกไล่ออกจากบ้าน ส่วนเอซาวหมดสิทธิที่จะรับมรดกตลอดกาล ชาวยิวชอบเรื่องของพี่น้องสองคู่นี้ และถือว่าเป็นหลักปฏิบัติ โดยเฉพาะพวกฟาริสีเป็นคนที่ไม่คบกับคนบาปและแยกตัวออกจากเขา โดยถือว่าเมื่อคนหนึ่งทำบาปและหมดสิทธิที่จะเป็นบุตรแล้ว ความเป็นทายาทก็หมดไปด้วย เขาอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น พระเยซูเจ้าไม่ทรงเห็นด้วยกับพวกนี้จึงทรงเล่านิทานให้เขาฟัง ผู้น้องในนิทานก็เป็นคนที่หมดสิทธิ์ทุกอย่างเหมือนอิชมาแอลและเอซาว แต่เขากลับบ้านได้ และทุกคนต้อนรับเขาอย่างดี (เว้นแต่ฟาริสีคนหนึ่ง คือพี่ชายของเขา) การทิ้งบ้านและการล้างผลาญของน้องเป็นบาป แต่ในสายพระเนตรของพระเยซูเจ้า บาปของพี่ชาย ใหญ่กว่าเพราะเขาไร้เมตตากรุณาต่อน้องซึ่งแม้จะเป็นคนบาป แต่ก็ยังเป็นน้องอยู่เหมือนเดิม นี่เป็นความคิดใหม่ของพระเยซูเจ้าและพระองค์ทรงพยายามจะปลูกฝังความคิดนี้ลงไปในใจของพวก ฟาริสีอยู่ตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยจะได้ผล เรื่องที่สองเป็นเรื่องการเลี้ยงสมรสที่มีคนเดินเข้ามาทั้ง ๆ ที่แต่งตัวไม่เรียบร้อย (มธ. 22.1-14) อย่าไปเข้าใจว่าการ "แต่งตัว" นี้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับเสื้อผ้าโดยตรง เพราะคนส่วนมากที่มาร่วมงานวันนั้นเป็นคนที่ถูกเชิญอย่างกระทันหัน ยิ่งกว่านั้นยังคนขอทาน คนพิการ และคนบ้านนอกที่รีบมา โดยไม่ได้อาบน้ำหรือเปลี่ยนเสื้อผ้าเลย เสื้อผ้าที่ไม่เรียบร้อยนั้นจึงต้องหมายถึงเรื่องอื่น และเรารู้ว่ามันหมายถึงอะไร เพราะพระเยซูเจ้าทรงเล่าเรื่องนี้ เพื่อสอนเรื่องการพิพากษาในวันสิ้นโลก เรารู้อยู่แล้วว่าวันนั้นมีสิ่งเดียวที่ขาดไม่ได้แน่ คือความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ (เทียบ มธ. 25.31-46) อ่านเรื่องนี้เสร็จแล้ว เราคงจะตระหนักใจดีว่า ในงานเลี้ยงวันนั้นเราต้องยอมนั่งอยู่กับคนขอทานที่ยังไม่ได้อาบน้ำ เพราะอาบไม่ทัน และต้องยอมอยู่กับคนบ้านนอกที่แต่งตัวไม่ดี หรือคนแปลกหน้าทั้งหลายซึ่งไม่เคยมาวัดร่วมกับเราเลย จะสนุกหรือ ? ผมว่าสนุกแน่ !! แต่ผมอยากเสนอว่าควรไปซ้อมบ้างตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ซ้อมให้เกิดความชำนาญในการยอมรับมนุษย์ทุกประเภทเป็นพี่น้องของเรา ซ้อมอย่างไร? ก่อนอื่นก็โดยไม่ถือตัวเหมือน พวกฟาริสีที่ใจแคบและสนใจตัวเองจนมากเกินไป วิธีซ้อมมีหลายอย่าง ผมขอเสนอวิธีหนึ่งซึ่งใช้ได้อยู่ทุกแห่ง ใช้ในห้องแอร์ที่เรานั่งสบาย ๆ ก็ยังได้ ขอให้หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาแล้วดูรูป (ไทยรัฐก็ยิ่งดี) ยังไม่ต้องอ่านอะไร เพียงดูรูปของผู้ร้ายซึ่งตำรวจเพิ่งจับได้หรือเพิ่งฆ่าตาย แล้วรีบสังเกตความคิดที่ผุดขึ้นในใจของตัวเอง ถ้าเรากำลังคิดว่า "สมน้ำหน้า" หรืออะไรทำนองนี้ ขอให้เราลงโทษตัวเองทันทีโดยการอดอาหารหนึ่งมื้อ (อย่าลืมว่า "อด" แปลว่า "ไม่กิน") แล้วเอาเงินจำนวนที่ประหยัดได้โดยการอดอาหารนั้นไปให้คนจน เมื่อตัดสินใจเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว ก็ให้พยายามสร้างความคิดที่ดีงามแทน มีสิ่งที่จะช่วยเราในเรื่องนี้มากมาย ผมขอเสนอเพียงชนิดเดียว คือ ให้เราคิดถึงแม่ของผู้ร้ายซึ่งปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ เราไม่ทราบว่าแม่เขาเป็นใครอยู่ที่ไหน แต่เขาอาจกำลังนั่งอยู่เหมือนเราและมองดูรูปลูกของตน แม่ไม่เกลียดลูก และไม่เชื่อว่าลูกจะเป็นผู้ร้ายตามที่หนังสือพิมพ์บอก คิดถึงแม่เขาอย่างนี้ก็จะเกิดการเปลี่ยน แปลงขึ้นในใจของเราอย่างแน่นอน หลังจากที่ได้ชมรูปตามขั้นตอนเหล่านี้นานพอสมควรแล้ว เราจึงค่อยไปอ่านเรื่องเกี่ยวกับรูปได้ถ้าหากยังสนใจอยู่ สุดท้ายให้เราภาวนาอุทิศให้ผู้ร้ายญาติพี่น้องและเพื่อนของเขา รวมทั้งนักหนังสือพิมพ์ที่ไปหากินบนความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์นั้นด้วย เราหลายคนอ่านหนังสือพิมพ์ยังไม่ค่อยเป็น การฝึกซ้อมแบบนี้จึงมีประโยชน์แน่นอน รับรองได้ สาเหตุใหญ่ที่เราต้องซ้อมแปลก ๆ อย่างนี้ก็เพราะในวันกินเลี้ยงใหญ่วันนั้น เราอาจจะต้องนั่งโต๊ะกับอดีตผู้ร้ายเหล่านี้ก็ได้ เพียงแต่วันนั้นเขาอาจจะไม่เป็นผู้ร้าย แม้ใบหน้าจะยังเป็นใบหน้าเดิมอยู่ก็ตาม พบกันวันนั้นก็จะทำให้เรามีความสุข ถ้าเราเคยแผ่เมตตาจิตให้แก่เขาเมื่อยังมีชีวิตอยู่ในโลก ไม่อย่างนั้นเราอาจจะตกใจก็ได้ ใครจะไปรู้. . . |
3 ธันวาคม 2002
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002