| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : ป.ล.โมลิ่งคราวก่อน | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | ป.ล.โมลิ่ง | ||
ป.ล.โมลิ่งมีผู้อ่านท่านหนึ่งหาว่า ที่ผมเขียนเกี่ยวกับชีวิตภายในมาหลายเรื่องแล้วแปลกผิดปรกติ ผู้อ่านท่านนี้ชักเริ่มสงสัยว่าแนวทางชีวิตภายในแบบนี้ จะสอดคล้องกับคำสอนของพระคริสตเจ้าได้หรือเปล่า ผมยอมรับว่าไม่ได้พยายามที่จะเขียนและเรียบเรียงเรื่องต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบตามลำดับความสำคัญของแต่ละเรื่องเหมือนคนอื่นเขาเขียนกัน ผมเขียนต่อกันเฉย ๆ ตามที่ได้รับการดลใจ แต่ไม่ได้เขียนผิดหรือนอกเรื่องหรอก เพื่อความสบายใจของผู้อ่าน (บางคน) วันนี้ผมจะไม่เขียนเรื่องนิทานแปลก ๆ ที่ผมคิดขึ้นเอาเองแต่จะอธิบายบทความของพระวรสารอย่างตรงไปตรงมาตามที่เขาทำกัน จะเขียนเรื่องความเป็นสุข เพราะความสุขเป็นเรื่องที่สำคัญในชีวิตมนุษย์ แต่ความเป็นสุขนี้จะหาได้ที่ไหน? คำตอบอยู่ในพระวรสารของนักบุญมัทธิว บทที่ 5 ข้อ 3-10
คำสอนของพระเยซูเจ้าบทนี้ก็แปลกไม่ใช่น้อยเหมือนกัน อ่านใหม่อีกครั้งก็รู้สึกว่ามีอะไรที่ขัด ๆ มันเป็นบทความที่สวนกระแสความคิดของเราเหลือเกิน บางคนยอมรับมันไม่ได้จึงไปเปลี่ยนถ้อยคำนิด ๆ หน่อย ๆ เพื่อให้ มีความหมายที่พอรับได้ บางคนจึงแปลว่า "ผู้นั้นเป็นสุขได้" โดยอาจจะคิดถึงคนยากจนบางคนที่มีความสุขเพราะมีเหล้าขวดหนึ่งที่ทำให้เขาลืมหมดทุกอย่าง แต่คำว่า "ได้" ไม่ปรากฏอยู่ในต้นฉบับ บางคนแปลว่า "ผู้นั้นจะเป็นสุข" แต่คำว่า "จะ" เป็นส่วนเกินเช่นเดียวกัน เพราะพระเยซูเจ้ามิได้ทรงคิดถึงความสุขที่จะเกิดขึ้นวันหลังวันหนึ่ง หรือในสวรรค์แต่ทรงหมายถึงความสุขที่เกิดมาควบคู่กับความทุกข์และ สามารถที่จะทำลาายความทุกข์ได้ เราคาทอลิกชอบแปลว่า "บุญลาภแก่ผู้มีใจยากจน" หรือ "บุญของเขาที่มีใจยากจน" แต่นี่ก็เป็นวิธีหลีกเลี่ยงเช่นเดียวกัน เพราะพระวรสารเขียนว่า "เป็นสุข" ไม่ใช่ "ได้บุญ" "ได้ลาภ" หรืออะไรทำนองนี้ แปลกแต่จริง แต่นี่เป็นวิถีแห่งความสุขของพระเยซูเจ้า และนี่เป็นทางดำเนินชีวิตของเราคริสตชน อีกครั้งหนึ่งอย่าเข้าใจผิด พระเยซูเจ้ามิได้สอนวิธีการหรืออุบายที่จะนำเราไปสู่ความสุข ความสุขนี้เป็นเพียงผลพลอยได้ที่เกิดมาแก่เรา เมื่อเราเดินตามพระเยซูเจ้า โดยปราศจากการเห็นแก่ตัวใด ๆ หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง ความสุขที่แท้จริงนี้ มิได้เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาได้โดยวิธีการต่าง ๆ แต่เป็นสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงประทานให้ แก่คนที่สละ หรือ "ปล่อย" ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว เราจะเข้าใจเรื่องนี้ดีขึ้น หลังที่ได้พิจารณาเรื่องนี้ทั้งหมดเป็นข้อ ๆ อย่างถี่ถ้วน นักบุญมัทธิวแยกเรื่องออกเป็น 8 ประการ แต่มีอาจารย์บางคนคิดว่าประการที่ 3 ซึ่งพูดถึงคนใจอ่อนโยนที่จะเป็นเจ้าของแผ่นดินนั้นอาจจะเป็นประการที่มีใครต่อเติมมาภายหลัง ถ้าเรายอมรับความคิดนี้ก็จะมีเหลือเพียง 7 ประการ ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจว่า ทำไมนักบุญมัทธิวได้เรียบเรียงเรื่องมาเป็นลำดับนี้? มันเป็นวิธีเรียงลำดับที่ ผิดปกติ แต่ชาวยิวนิยมใช้อยู่บ่อย ๆ เขาเอาเรื่องที่สำคัญที่สุดมาเป็นจุดศูนย์กลาง (ประโยคที่อยู่ตรงกลาง) โดย เรียงประโยคอื่น ๆ รอบประโยคนั้นแยกเป็นคู่ ๆ ดังนี้ ผมรู้สึกว่าการจัดลำดับนี้มีความหมายดีและผมจะอธิบายประโยคต่าง ๆ ตามลำดับเลขข้างบนนี้ 1. "ผู้ใดมีใจกรุณา. . .จะได้รับพระกรุณาตอบ ในพระวรสารของนักบุญยอห์น พระเยซูเจ้าทรงสอนให้เรารักซึ่งกันและกันเหมือนที่พระองค์ทรงรักเรา แต่ในพระวรสารของนักบุญมัทธิวพระองค์ทรงใช้คำว่า "รัก" อย่างประหยัด และทรงใช้คำว่า "กรุณา" แทน ความกรุณาหรือความสงสาร ก็คือความรักที่เราพึงมีต่อเพื่อนมนุษย์ที่ประสบความทุกข์ ซึ่งก็ตรงกับพระบัญญัติใหม่ ของพระเยซูเจ้านั้นเอง (เทียบ ยน. 13.34 และ 15.12) การสงสารคนอื่นอย่างนี้เป็นบ่อเกิดแห่งความสุข ถ้าเราสามารถที่จะเอ็นดูเขาโดยปราศจากการเห็นแก่ตัว ยิ่งกว่านั้นการสงสารยังมีฤทธิ์ที่จะทำลายการเห็นแก่ตัวของเราอย่างหมดสิ้นและความสุขก็จะตามมา เราไม่ปฏิบัติตามข้อนี้ เพื่อความสุขของตนหรือเพื่อที่จะได้รับรางวัลจากพระเป็นเจ้า แต่เพราะคนที่เป็น ทุกข์ เขาก็เป็นพี่น้องของเรา และบุตรของพระเป็นเจ้าเหมือนเรา 2. "ผู้ใดกระหายความชอบธรรม-ผู้ใดมีใจบริสุทธิ์. . .จะได้อิ่มหนำ-จะได้เห็นพระเจ้า" สองข้อนี้มีความหมายคล้าย ๆ กัน ทั้งสองข้อก็พูดถึงมนุษย์ที่ดับกิเลสแล้วเขาไม่กระหายอะไรนอกจาก ความชอบธรรม แต่ก็รู้ตัวว่า ความชอบธรรมนี้เป็นเป้าหมายที่จะบรรลุไม่ถึง เขาไม่ใช่คนประเภทฟาริสี ที่อวดตัวว่า ชอบธรรม เมื่อได้ทำตามพระบัญญัติทุกประการ แต่เป็นคนที่ "แสวงหา. . .ความชอบธรรมของพระเจ้า" (มธ. 6.33) คือความชอบธรรมที่พระเป็นเจ้าทรงประทานให้ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่มีอะไรที่จะต่อรอง เขามีใจบริสุทธิ์ ไม่ใช่เพราะไม่ได้ทำบาปอุลามก แต่เพราะใจของเขากระหายเพียงพระเป็นเจ้าแต่ผู้เดียว (เป็นคนใจเดียว) หรือเพราะเขาได้เจอไข่มุกที่งดงาม และไปขายสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่แล้ว (เทียบ มธ. 13.45-46) เดี๋ยวนี้มีเหลือแต่ไข่มุก คือพระเป็นเจ้า เขาก็อิ่มหนำและเป็นสุข และไม่มีอะไรในโลกที่จะทำลายความสุขของเขาได้ 3. "ผู้ใดโศกเศร้า-ผู้ใดสร้างสันติ. . .จะได้รับการปลอบประโลม-พระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่าเป็นบุตร" นี่ไม่ใช่คนที่โศกเศร้า เพราะปัญหาของตัวเอง มันเป็นเรื่องของผู้ที่โศกเศร้าเพราะความทุกข์ของพี่น้อง มันเป็นความเศร้าที่เกิดจากความกรุณาที่มีอยู่ในใจ แล้วเมื่อเห็นคนทะเลาะกัน เขาจะไม่ไปมุงดูเฉย ๆ แต่จะพยายามหาวิธีที่จะช่วยให้สงบลงและจะไม่หยุดจนกว่าจะได้สร้างสันติอีกครั้งหนึ่งในใจของพี่น้อง ความเศร้าประเภทนี้ไม่ใช่ความทุกข์ และไม่ใช่ความผิดหวัง 4. "ผู้ใดมีใจยากจน-ผู้ใดต้องถูกข่มเหง เพราะเหตุความชอบธรรม. . .พระอาณาจักรจะเป็นของเขา" "มีใจยากจน" เป็นคำแปลที่ไม่สู้ดี แต่หาคำแปลที่ดีจริง ๆ ก็ยาก มันหมายถึงทั้งคนที่ยากจนและคนที่ด้อยกว่าคนอื่น คนที่ต่ำต้อย คนไร้ชื่อเสียง คนถูกเบียดเบียน คนที่ถูกลืม คนที่รู้สึกตนต้องการพระเจ้าเพราะไม่มีที่พึ่งอยู่ในสังคมมนุษย์ มนุษย์ประเภทฝ่ายตรงข้ามกับผู้ที่มีใจยากจนนี้ไม่ใช่ผู้ที่ร่ำรวย แต่ผู้ที่จองหองและถือตัวว่าดี แล้วเพราะชอบธรรมทุกประการ เขาจึงพึ่งตัวเองและไม่ต้องการพระเจ้า ใครในมนุษย์สองจำพวกนี้เป็นผู้มีความสุขแท้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ต้องอธิบายอยู่แล้ว ส่วนประโยคที่ยังเหลืออยู่ ก็บอกได้ว่า ผู้ที่มีใจอ่อนโยน ก็เป็นคนประเภทเดียวกับผู้ที่มีใจยากจน เขาไม่สู้ ทั้ง ๆ ที่ใจอยากสู้ ("เกิดเป็นไทย" เหมือนกัน) เพราะเขาปล่อยให้พระเป็นเจ้าเป็นผู้ "ออกรบแทนตัวเอง" (เทียบ อพย. 15.2) ถ้ารวมความ พิจารณาเรื่องทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง ก็คงจะเห็นแล้วว่า หัวใจของเรื่อง ได้แก่ความกรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ คือความรักต่อเขา แต่ความรักในรูปความกรุณาก็เน้นความรักต่อมนุษย์ที่เป็นทุกข์หรือเดือดร้อนอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งสำคัญกว่าและทำยากกว่ารักคนดี ๆ ที่มีความสุขอยู่แล้วก็ไม่ค่อยเป็นปัญหา เรื่องที่สองก็เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของเรากับพระเป็นเจ้า ใจมนุษย์จะอิ่มหนำก็ต่อเมื่อพระเป็นเจ้าทรงเป็นจุดหมายจุดเดียวแห่งความปรารถนาของตน เรื่องที่สาม อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เราจะเป็นบุตรของพระเจ้าถ้าเราห่วงใยเรื่องความสุขของคนอื่น และต่อสู้เพื่อความสุขของเขา แต่เรื่องความสุขของตนเอง (เรื่องที่สี่) เราก็วางตัวเฉย ๆ ยากจนก็ได้ ถูกลืมก็ไม่ว่า ถูกข่มเหงก็ยังได้ ขอเพียงว่าอย่าให้คนอื่นเดือดร้อนตามไปด้วย ทั้งหมดนี้เป็นอุดมการณ์ของคริสตชน เมื่อรู้เรื่องนี้แล้ว และพบกับคนที่บอกว่าคริสตชนคือคนที่ถือพระบัญญัติ 10 ประการ ก็ช่วยบอกแก่เขาว่า ไม่จริง ! |
21 ธันวาคม 2002
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002