issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : ป.ล.โมลิ่งคราวก่อน "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | ป.ล.โมลิ่ง
p.s.ป.ล.โมลิ่ง
 
แนวทางแห่งความรัก
คุณพ่อโมลิ่ง, S.J.

8

มีผู้อ่านท่านหนึ่งหาว่า ที่ผมเขียนเกี่ยวกับชีวิตภายในมาหลายเรื่องแล้วแปลกผิดปรกติ ผู้อ่านท่านนี้ชักเริ่มสงสัยว่าแนวทางชีวิตภายในแบบนี้ จะสอดคล้องกับคำสอนของพระคริสตเจ้าได้หรือเปล่า

ผมยอมรับว่าไม่ได้พยายามที่จะเขียนและเรียบเรียงเรื่องต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบตามลำดับความสำคัญของแต่ละเรื่องเหมือนคนอื่นเขาเขียนกัน ผมเขียนต่อกันเฉย ๆ ตามที่ได้รับการดลใจ แต่ไม่ได้เขียนผิดหรือนอกเรื่องหรอก

เพื่อความสบายใจของผู้อ่าน (บางคน) วันนี้ผมจะไม่เขียนเรื่องนิทานแปลก ๆ ที่ผมคิดขึ้นเอาเองแต่จะอธิบายบทความของพระวรสารอย่างตรงไปตรงมาตามที่เขาทำกัน

จะเขียนเรื่องความเป็นสุข เพราะความสุขเป็นเรื่องที่สำคัญในชีวิตมนุษย์

แต่ความเป็นสุขนี้จะหาได้ที่ไหน? คำตอบอยู่ในพระวรสารของนักบุญมัทธิว บทที่ 5 ข้อ 3-10

  1. "ผู้ใดมีใจยากจนผู้นั้นเป็นสุข พระอาณาจักรจะเป็นของเขา (4)
     
  2. ผู้ใดโศกเศร้า ผู้นั้นเป็นสุข เขาจะได้รับการปลอบประโลม (3)
     
  3. (ผู้ใดมีใจอ่อนโยน ผู้นั้นเป็นสุข เขาจะได้เป็นเจ้าของแผ่นดิน)
     
  4. ผู้ใดหิวกระหายความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข เขาจะได้อิ่มหนำ (2)
     
  5. ผู้ใดมีใจกรุณา ผู้นั้นเป็นสุข เขาจะได้รับพระกรุณาตอบ (1)
     
  6. ผู้ใดมีใจบริสุทธิ์ ผู้นั้นเป็นสุข เขาจะได้เห็นพระเจ้า (2)
     
  7. ผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข พระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่าเป็นบุตร (3)
     
  8. ผู้ใดต้องถูกข่มเหงเพราะความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข พระอาณาจักรจะเป็นของเขา" (4)
     

คำสอนของพระเยซูเจ้าบทนี้ก็แปลกไม่ใช่น้อยเหมือนกัน อ่านใหม่อีกครั้งก็รู้สึกว่ามีอะไรที่ขัด ๆ มันเป็นบทความที่สวนกระแสความคิดของเราเหลือเกิน บางคนยอมรับมันไม่ได้จึงไปเปลี่ยนถ้อยคำนิด ๆ หน่อย ๆ เพื่อให้ มีความหมายที่พอรับได้

บางคนจึงแปลว่า "ผู้นั้นเป็นสุขได้" โดยอาจจะคิดถึงคนยากจนบางคนที่มีความสุขเพราะมีเหล้าขวดหนึ่งที่ทำให้เขาลืมหมดทุกอย่าง แต่คำว่า "ได้" ไม่ปรากฏอยู่ในต้นฉบับ

บางคนแปลว่า "ผู้นั้นจะเป็นสุข" แต่คำว่า "จะ" เป็นส่วนเกินเช่นเดียวกัน เพราะพระเยซูเจ้ามิได้ทรงคิดถึงความสุขที่จะเกิดขึ้นวันหลังวันหนึ่ง หรือในสวรรค์แต่ทรงหมายถึงความสุขที่เกิดมาควบคู่กับความทุกข์และ สามารถที่จะทำลาายความทุกข์ได้

เราคาทอลิกชอบแปลว่า "บุญลาภแก่ผู้มีใจยากจน" หรือ "บุญของเขาที่มีใจยากจน" แต่นี่ก็เป็นวิธีหลีกเลี่ยงเช่นเดียวกัน เพราะพระวรสารเขียนว่า "เป็นสุข" ไม่ใช่ "ได้บุญ" "ได้ลาภ" หรืออะไรทำนองนี้

แปลกแต่จริง แต่นี่เป็นวิถีแห่งความสุขของพระเยซูเจ้า และนี่เป็นทางดำเนินชีวิตของเราคริสตชน

อีกครั้งหนึ่งอย่าเข้าใจผิด พระเยซูเจ้ามิได้สอนวิธีการหรืออุบายที่จะนำเราไปสู่ความสุข ความสุขนี้เป็นเพียงผลพลอยได้ที่เกิดมาแก่เรา เมื่อเราเดินตามพระเยซูเจ้า โดยปราศจากการเห็นแก่ตัวใด ๆ หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง ความสุขที่แท้จริงนี้ มิได้เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาได้โดยวิธีการต่าง ๆ แต่เป็นสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงประทานให้ แก่คนที่สละ หรือ "ปล่อย" ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว

เราจะเข้าใจเรื่องนี้ดีขึ้น หลังที่ได้พิจารณาเรื่องนี้ทั้งหมดเป็นข้อ ๆ อย่างถี่ถ้วน

นักบุญมัทธิวแยกเรื่องออกเป็น 8 ประการ แต่มีอาจารย์บางคนคิดว่าประการที่ 3 ซึ่งพูดถึงคนใจอ่อนโยนที่จะเป็นเจ้าของแผ่นดินนั้นอาจจะเป็นประการที่มีใครต่อเติมมาภายหลัง ถ้าเรายอมรับความคิดนี้ก็จะมีเหลือเพียง 7 ประการ ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจว่า ทำไมนักบุญมัทธิวได้เรียบเรียงเรื่องมาเป็นลำดับนี้? มันเป็นวิธีเรียงลำดับที่ ผิดปกติ แต่ชาวยิวนิยมใช้อยู่บ่อย ๆ เขาเอาเรื่องที่สำคัญที่สุดมาเป็นจุดศูนย์กลาง (ประโยคที่อยู่ตรงกลาง) โดย เรียงประโยคอื่น ๆ รอบประโยคนั้นแยกเป็นคู่ ๆ ดังนี้

4       3       2       1       2       3       4

ผมรู้สึกว่าการจัดลำดับนี้มีความหมายดีและผมจะอธิบายประโยคต่าง ๆ ตามลำดับเลขข้างบนนี้

1. "ผู้ใดมีใจกรุณา. . .จะได้รับพระกรุณาตอบ

ในพระวรสารของนักบุญยอห์น พระเยซูเจ้าทรงสอนให้เรารักซึ่งกันและกันเหมือนที่พระองค์ทรงรักเรา แต่ในพระวรสารของนักบุญมัทธิวพระองค์ทรงใช้คำว่า "รัก" อย่างประหยัด และทรงใช้คำว่า "กรุณา" แทน ความกรุณาหรือความสงสาร ก็คือความรักที่เราพึงมีต่อเพื่อนมนุษย์ที่ประสบความทุกข์ ซึ่งก็ตรงกับพระบัญญัติใหม่ ของพระเยซูเจ้านั้นเอง (เทียบ ยน. 13.34 และ 15.12)

การสงสารคนอื่นอย่างนี้เป็นบ่อเกิดแห่งความสุข ถ้าเราสามารถที่จะเอ็นดูเขาโดยปราศจากการเห็นแก่ตัว ยิ่งกว่านั้นการสงสารยังมีฤทธิ์ที่จะทำลายการเห็นแก่ตัวของเราอย่างหมดสิ้นและความสุขก็จะตามมา

เราไม่ปฏิบัติตามข้อนี้ เพื่อความสุขของตนหรือเพื่อที่จะได้รับรางวัลจากพระเป็นเจ้า แต่เพราะคนที่เป็น ทุกข์ เขาก็เป็นพี่น้องของเรา และบุตรของพระเป็นเจ้าเหมือนเรา

2. "ผู้ใดกระหายความชอบธรรม-ผู้ใดมีใจบริสุทธิ์. . .จะได้อิ่มหนำ-จะได้เห็นพระเจ้า"

สองข้อนี้มีความหมายคล้าย ๆ กัน ทั้งสองข้อก็พูดถึงมนุษย์ที่ดับกิเลสแล้วเขาไม่กระหายอะไรนอกจาก ความชอบธรรม แต่ก็รู้ตัวว่า ความชอบธรรมนี้เป็นเป้าหมายที่จะบรรลุไม่ถึง เขาไม่ใช่คนประเภทฟาริสี ที่อวดตัวว่า ชอบธรรม เมื่อได้ทำตามพระบัญญัติทุกประการ แต่เป็นคนที่ "แสวงหา. . .ความชอบธรรมของพระเจ้า" (มธ. 6.33) คือความชอบธรรมที่พระเป็นเจ้าทรงประทานให้ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่มีอะไรที่จะต่อรอง

เขามีใจบริสุทธิ์ ไม่ใช่เพราะไม่ได้ทำบาปอุลามก แต่เพราะใจของเขากระหายเพียงพระเป็นเจ้าแต่ผู้เดียว (เป็นคนใจเดียว) หรือเพราะเขาได้เจอไข่มุกที่งดงาม และไปขายสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่แล้ว (เทียบ มธ. 13.45-46) เดี๋ยวนี้มีเหลือแต่ไข่มุก คือพระเป็นเจ้า เขาก็อิ่มหนำและเป็นสุข และไม่มีอะไรในโลกที่จะทำลายความสุขของเขาได้

3. "ผู้ใดโศกเศร้า-ผู้ใดสร้างสันติ. . .จะได้รับการปลอบประโลม-พระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่าเป็นบุตร"

นี่ไม่ใช่คนที่โศกเศร้า เพราะปัญหาของตัวเอง มันเป็นเรื่องของผู้ที่โศกเศร้าเพราะความทุกข์ของพี่น้อง มันเป็นความเศร้าที่เกิดจากความกรุณาที่มีอยู่ในใจ

แล้วเมื่อเห็นคนทะเลาะกัน เขาจะไม่ไปมุงดูเฉย ๆ แต่จะพยายามหาวิธีที่จะช่วยให้สงบลงและจะไม่หยุดจนกว่าจะได้สร้างสันติอีกครั้งหนึ่งในใจของพี่น้อง

ความเศร้าประเภทนี้ไม่ใช่ความทุกข์ และไม่ใช่ความผิดหวัง

4. "ผู้ใดมีใจยากจน-ผู้ใดต้องถูกข่มเหง เพราะเหตุความชอบธรรม. . .พระอาณาจักรจะเป็นของเขา"

"มีใจยากจน" เป็นคำแปลที่ไม่สู้ดี แต่หาคำแปลที่ดีจริง ๆ ก็ยาก มันหมายถึงทั้งคนที่ยากจนและคนที่ด้อยกว่าคนอื่น คนที่ต่ำต้อย คนไร้ชื่อเสียง คนถูกเบียดเบียน คนที่ถูกลืม คนที่รู้สึกตนต้องการพระเจ้าเพราะไม่มีที่พึ่งอยู่ในสังคมมนุษย์ มนุษย์ประเภทฝ่ายตรงข้ามกับผู้ที่มีใจยากจนนี้ไม่ใช่ผู้ที่ร่ำรวย แต่ผู้ที่จองหองและถือตัวว่าดี แล้วเพราะชอบธรรมทุกประการ เขาจึงพึ่งตัวเองและไม่ต้องการพระเจ้า

ใครในมนุษย์สองจำพวกนี้เป็นผู้มีความสุขแท้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ต้องอธิบายอยู่แล้ว

ส่วนประโยคที่ยังเหลืออยู่ ก็บอกได้ว่า ผู้ที่มีใจอ่อนโยน ก็เป็นคนประเภทเดียวกับผู้ที่มีใจยากจน เขาไม่สู้ ทั้ง ๆ ที่ใจอยากสู้ ("เกิดเป็นไทย" เหมือนกัน) เพราะเขาปล่อยให้พระเป็นเจ้าเป็นผู้ "ออกรบแทนตัวเอง" (เทียบ อพย. 15.2)

ถ้ารวมความ พิจารณาเรื่องทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง ก็คงจะเห็นแล้วว่า หัวใจของเรื่อง ได้แก่ความกรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ คือความรักต่อเขา แต่ความรักในรูปความกรุณาก็เน้นความรักต่อมนุษย์ที่เป็นทุกข์หรือเดือดร้อนอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งสำคัญกว่าและทำยากกว่ารักคนดี ๆ ที่มีความสุขอยู่แล้วก็ไม่ค่อยเป็นปัญหา

เรื่องที่สองก็เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของเรากับพระเป็นเจ้า ใจมนุษย์จะอิ่มหนำก็ต่อเมื่อพระเป็นเจ้าทรงเป็นจุดหมายจุดเดียวแห่งความปรารถนาของตน

เรื่องที่สาม อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เราจะเป็นบุตรของพระเจ้าถ้าเราห่วงใยเรื่องความสุขของคนอื่น และต่อสู้เพื่อความสุขของเขา แต่เรื่องความสุขของตนเอง (เรื่องที่สี่) เราก็วางตัวเฉย ๆ ยากจนก็ได้ ถูกลืมก็ไม่ว่า ถูกข่มเหงก็ยังได้ ขอเพียงว่าอย่าให้คนอื่นเดือดร้อนตามไปด้วย ทั้งหมดนี้เป็นอุดมการณ์ของคริสตชน

เมื่อรู้เรื่องนี้แล้ว และพบกับคนที่บอกว่าคริสตชนคือคนที่ถือพระบัญญัติ 10 ประการ ก็ช่วยบอกแก่เขาว่า ไม่จริง !…

อ่านตอนที่แล้ว | อ่านตอนต่อไป
 

หน้ารัง | ป.ล.โมลิ่ง | แนะนำเพื่อนอ่าน

21 ธันวาคม 2002
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2002