issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : ป.ล.โมลิ่งคราวก่อน "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | ป.ล.โมลิ่ง
p.s.ป.ล.โมลิ่ง
 
แนวทางแห่งความรัก
คุณพ่อโมลิ่ง, S.J.

9

วันหนึ่งนานมาแล้วมีคนมาบอกผมว่า "ศาสนาคริสต์ดีเหมือนกัน แต่คนที่ถือพุทธศาสนาสบายกว่าเพราะมีทางเลือก เราต้องถือพระบัญญัติสิบประการตลอดไปเป็นนิจ ส่วนเขานั้นเลือกได้ ถือเพียงศีลห้าก็พอ ศีลแปดก็ได้ ศีลสิบยิ่งดีแต่ไม่จำเป็น"

อีกคนหนึ่งเคยบ่นกับผมว่า "น่าเสียดายที่ผมเกิดมาเป็นคาทอลิก เดี๋ยวนี้ผมต้องไปวัดทุกวันอาทิตย์ถ้าไม่ไปก็กลัวจะตกนรก"

เขาทั้งสองเป็นคริสตชนเหมือนกัน นิกายเดียวกันด้วย แต่แนวทางแห่งชีวิตภายในคนละแบบ

และน่าเสียดาย นี่ไม่ใช่แนวทางของพระคริสต์ แต่เป็นแนวทางของพ่อค้ามากกว่า คือแนวทางแห่งการลงทุนหากำไร และลงทุนน้อยเท่าที่จะน้อยได้ ขอเพียงอย่าให้ขาดทุนก็แล้วกัน เราจะเรียกแนวทางนี้เป็นแนวทางของฟาริสีก็ได้ เพราะเขาเป็นคนที่แสวงหาผลประโยชน์จากการถือพระบัญญัติ และจากการร่วมพิธีกรรมคนทั้งหลายนับถือเขาว่าเป็นผู้ดี ซึ่งก็ทำให้เขามั่นใจว่า พระเป็นเจ้าทรงโปรดปรานเขาอย่างแน่นอน แต่น่าเสียดาย พระเยซูเจ้าไม่ทรงชอบคนพวกนี้

เมื่อเขียนเรื่องความสุขที่แท้จริง (บุญลาภแปดประการ) ในตอนที่แล้ว ผมนึกขึ้นมาได้ว่า อยากให้คนที่มีจิตเป็น "พ่อค้า" เหล่านี้ไปอ่านบทเทศน์บนภูเขาของพระเยซูเจ้าสักครั้งหนึ่ง ดูว่าเขาจะเข้าใจอย่างไร แต่เนื่องด้วยสงสัยว่าเขาจะไม่ยอมอ่าน เพราะเขาเป็นคนที่ "ลงทุนน้อย" ผมจึงไม่ได้ไปหาใคร เพียงสันนิษฐานเอาเองว่า เขาจะอ่านและเข้าใจอย่างไร

ผมคิดว่าเขาจะต้องชอบประโยคแรกที่ว่า "ผู้ใดมีใจยากจนผู้นั้นเป็นสุข" เพราะเขาอาจเคยมีประสบการณ์มาแล้ว คือ เขารู้ว่ามนุษย์เรามีทรัพย์สินเมื่อไรก็เกิดความชอบใจในทรัพย์สินเหล่านั้นและติดใจมัน ห่วยใยมัน กลัวมันจะหาย ผลที่สุดความสุขก็จะหายไปด้วย คนยากคนจนไม่มีปัญหาประเภทนี้ เพราะเมื่อไม่มีอะไรก็ไม่ต้องห่วง พิจารณาอย่างนี้เรียบร้อยแล้วเขาอาจจะชมว่า พระเยซูเจ้าฉลาดและรู้ใจมนุษย์

จะต้องปฏิบัติตามและพยายามที่จะมีจิตใจที่ยากจนหรือ? เขาหาคำตอบไม่ยากและบอกแก่ตัวเองว่าในเรื่องนี้พระเยซูเจ้าไม่ได้สั่งอะไร ถือตามพระบัญญัติที่ว่า "อย่าลักขโมย" ก็พอแล้ว การที่ขาดความสบายใจเพราะติดใจทรัพย์สินของตนนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวซึ่งเขายอมรับ และจะถือว่าการอดทนความไม่สบายใจของตนนี้เป็นวิธี ใช้โทษบาปที่เหมาะสมสำหรับคนรวยก็ได้

เขาอ่านต่อ "ผู้ใดโศกเศร้าผู้นั้นเป็นสุข" และรู้สึกว่าต้องมีอะไรที่พิมพ์ผิดแน่ ๆ แต่เมื่อหวนนึกถึงเรื่องที่เขาเคยได้ยินตอนที่ยังเป็นเด็ก คือเรื่องมรณสักขีคนหนึ่งซึ่งยิ้มอยู่ตลอดเวลาขณะที่ถูกทรมาน เขาก็คิดว่าเข้าใจแล้ว เขาเห็นว่ามันเป็นเรื่องของนักบุญ แปลว่าเป็นเรื่องของอนาคต เพราะตัวเขาเองไม่ได้เป็นนักบุญและยังไม่อยากเป็นด้วย

อ่านต่อดีกว่า "ผู้ใดมีใจอ่อนโยนผู้นั้นเป็นสุข" ประโยคนี้ไม่มีปัญหาอะไร เขาจึงพูดขึ้นว่าถูกแล้วถ้ามีใจอ่อนโยนก็ไม่มีเรื่องกับใคร คนที่ยอมจำนนก็ไม่เจ็บ ขอให้มีคนประเภทนี้เยอะ ๆ ในสังคม โลกของเราจะน่าอยู่มากขึ้น ผู้หลักผู้ใหญ่จะปกครองได้สบาย

เขาจะเป็นคนที่ไม่ยอมจำนนมากกว่า การมีใจอ่อนโยนนั้นดีสำหรับคนอื่นเสมอ แต่ไม่ดีสำหรับตนเอง (พระเยซูเจ้าเห็นด้วยหรือ. . .)

ประโยคต่อไป "ผู้ใดหิวกระหายความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข" นี่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับ "พ่อค้า" หรือ ฟาริสีของผมเช่นกัน

จริงอยู่ มีคนที่ไม่ชอบธรรมมากมายในโลกเรานี้ แต่มนุษย์ส่วนมากก็ยังเคารพนับถือคนที่ชอบธรรม "พ่อค้า" ของผมจึงกระหายความชอบธรรมด้วยเพราะอะไร? ก็เพราะมันมีประโยชน์นั่นเอง

เขาจะอธิบายประโยคที่ยังเหลืออยู่อย่างไร เป็นเรื่องที่ผมไม่อยากคิด และไม่อยากเขียนด้วย เขียนแค่นี้ก็พอจะเข้าใจแล้วว่า ความคิดของเขานั้นเพี้ยนอย่างไร

ที่ผมเขียนมานี้เป็นการสันนิษฐานของผมเอง แต่อย่าหาว่ามันเป็นเรื่องสมมุติเลย เพราะผมเคยพบกับคริสตชนที่คิดและพูดคล้าย ๆ กันนี้มามากแล้ว ใครเป็นคนสอนคำสอนให้ ใครเป็นคนแนะนำให้ถือเพียงพระบัญญัติสิบประการ และใครเป็นสาเหตุที่ทำให้คนต่างศาสนาเชื่อว่าศาสนาคริสต์มีพระบัญญัติสิบประการเป็น หลัก?

ลองดูเองก็ได้ถ้าไม่เชื่อ ลองไปถามซิว่าเขาเคยได้ยินเรื่องบทเทศน์บนภูเขาซึ่งเป็นกฎบัตรของศาสนาคริสต์แล้วหรือยัง? เขาเคยอ่านบทนี้หรือเปล่า? ถ้าพบว่าเขารู้ดีแล้วและปฏิบัติตามด้วย ก็ช่วยมาบอกผมทีผมจะได้ยินดีปรีดิ์เปรมเกษมสันต์อีกคนหนึ่ง และจะยอมรับว่าผมลืมเช็ดแว่นตาก่อนที่จะไปดูเขา

สมัยโบราณเมื่อยังไม่มีหนังสือที่จะแจกให้แก่ทุกคน เขาก็ต้องสรุปบทความอย่างสั้น ๆ เพื่อสะดวกแก่การจำ รู้ไหมว่าเขาสรุปพระวรสารอย่างไร? ขอยกตัวอย่างจากจดหมายของพระสันตะปาปาองค์ที่ 4 คือ นักบุญเคลเมนต์ พระองค์ทรงเขียนจดหมายถึงชาวโครินธ์ในปลายศตวรรษแรก (ค.ศ.) มีตอนหนึ่งที่ทรงบันทึกว่า "นี่คือ พระวาจาที่พระเยซูเจ้าตรัส จงมีใจกรุณา แล้วจะได้รับพระกรุณาตอบ จงอภัยให้แก่ผู้อื่น แล้วจะได้รับการอภัย ท่าน ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไรเขาก็จะปฏิบัติต่อท่านอย่างนั้น ท่านพิพากษาผู้อื่นอย่างไร ท่านก็จะถูกพิพากษาอย่างนั้น ท่านแผ่เมตตาแก่คนอื่นอย่างไร ท่านก็จะได้รับพระเมตตาตอบ ท่านตวงให้คนอื่นด้วยทะนานอันใดพระเจ้าจะทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น" (13, 2)

พระสันตะปาปาสรุป หลักปฏิบัติของศาสนาคริสต์ตามแนวทางของบทเทศน์บนภูเขาล้วน ๆ โดยเอาเรื่องเอกนำหน้า ("จงมีใจกรุณาแล้วจะได้รับพระกรุณาตอบ") เรื่องอื่น ๆ เป็นการขยายความของประโยคส่วนนี้เท่านั้น ตามที่ได้เห็นมาแล้ว (ดูตอนที่แล้ว) นักบุญมัทธิวได้เอาเรื่องเอกนี้เรียงเข้าเป็นจุดศูนย์กลางของ "บุญลาภแปด (เจ็ด) ประการ" เรื่องอื่น ๆ ที่นักบุญมัทธิวเรียงไว้รอบประโยคที่สำคัญที่สุดนี้ก็เป็นเพียงการขยายความ พูดอีก อย่างหนึ่งเรื่องอื่น ๆ เป็นผลพลอยได้ที่เกิดจากการปฏิบัติตามเรื่องเอกนี้เท่านั้น

ในแง่ความคิดของพวกฟาริสี (หรือ "พ่อค้า" ของผม) คำสอนของพระเยซูเจ้านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ลงไปถึงรากเลยก็ว่าได้ พวกฟาริสีสมัยนั้นอาจจะรู้สึกคล้าย ๆ กับชาวเรือผู้เดินทางกลางทะเล และกำลังมองดูเข็มทิศ แต่พอดีเวลานั้นมีใครไม่ทราบไปย้ายขั้วแม่เหล็กของโลก และเข็มทิศของชาวเรือก็ย้ายไปตามด้วย พระเยซูเจ้าทรงย้ายขั้วแม่เหล็กของศาสนาจริง มีเพียงพวกฟาริสีที่ยังไม่ได้สังเกตหรือยังไม่ยอมรับ

ศาสนาของพวกฟาริสีเป็นเรื่องผลประโยชน์ เขาทำเพราะอยากได้ เขาทำดีเพราะอยากได้บุญ ("หมูไปไก่ มา") เขาถือตามพระบัญญัติเพราะอยากมีอำนาจต่อรองกับพระเป็นเจ้า ขั้วแม่เหล็กอยู่ในตัวเขาเองไม่ใช่ที่อื่น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งเพื่อนมนุษย์และแม้แต่พระเป็นเจ้าก็กลายเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยเสริมสร้างตัวเขาเอง

พระคริสต์เจ้าทรงย้ายขั้วแม่เหล็กนี้ออกจากตัวเรา เข้าไปอยู่ในตัวคนอื่น (แต่ถ้าพูดความจริงก็ต้องบอกว่าพระเยซูไม่ได้ย้ายอะไรเลย ขั้วแม่เหล็กทางศาสนายังตั้งอยู่ที่เก่า มีแต่มนุษย์บางคน และบางพวกที่ชอบปลอมแปลงอะไรต่อมิอะไร เพื่อความสะดวกและเพื่อประโยชน์ของตนเอง ที่ไปย้ายมัน)

คริสตชนจึงได้แก่คนที่มิได้อยู่เพื่อตัวเองแต่อยู่เพื่อคนอื่น เป็นคนที่มีจิตเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน โดยไม่พิจารณาว่าเขาจะเป็นใคร

ความสุขของตนเองจึงเกิดจากความสุขของผู้อื่น และความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นต่อหน้าความเดือดร้อนของคนอื่นเป็นโอกาสที่ให้เขาลงมือไปช่วยแก้ปัญหา ช่วยสร้างสันติและสร้างความเรียบร้อยให้เกิดขึ้น

ความยากจนและความลำบากทุกชนิดของคนอื่นเป็นสิ่งที่เขาทนไม่ได้ แต่ความสุขของตนเองและความสบายกายสบายใจ ไม่ใช่สิ่งที่เขายึดมั่นเอาไว้ มีก็ดีไม่มีก็ช่าง เพราะขั้วแม่เหล็กที่ดึงดูดจิตใจอยู่ที่ตัวของคนอื่น แล้ว

ในจิตใจของคริสตชนประเภทนี้ ยังจะมีที่สำหรับพระเป็นเจ้าหรือ? ทำไมจะไม่มี พระเป็นเจ้าอยู่เบื้องหน้า และเบื้องหลัง และอยู่ภายในจิตใจของเขาวันยังค่ำ เขารู้ดีอยู่ว่า ตัวเองรักเพื่อนมนุษย์แบบไม่มีเห็นแก่ตัวอย่างนี้ไม่เป็น และถ้ารักแบบมหัศจรรย์อย่างนี้ได้ก็เพราะความรักของพระองค์ซึ่งประทับอยู่ในใจของตนนั่นเอง การแผ่เมตตาจิตก็เป็นการแผ่เมตตาจิตของพระเจ้าซึ่งเกิดมาเป็นตัวเป็นตนในใจของตัวเองอีกครั้ง (หลังจากที่ได้เกิดมาแล้วในองค์พระเยซูเจ้า)

เขาถือว่า คุณงามความดีและความชอบธรรม มิได้เป็นผลงานของตน แต่เป็นของขวัญจากประเป็นเจ้าซึ่ง พระองค์ทรงประทานมาไม่ใช่เพราะเห็นแก่บารมีของผู้ใด แต่เพราะความรักอันล้นพ้นของพระองค์ต่อมนุษย์ เขาไม่สนใจที่จะประดับตัว (แล้วไปอวดดีต่อผู้อื่น) ด้วยความชอบธรรมและคุณงามความดีต่าง ๆ แต่เขากระหายสิ่งเหล่านี้เพราะเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่น

และพระเป็นเจ้ายังอยู่เบื้องหน้าของตน เพราะเขารู้ว่าเมื่อรักมนุษย์ด้วยใจบริสุทธิ์อย่างนี้ก็ได้รักพระเป็นเจ้าด้วย

พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราว่า "จงกลับใจและเชื่อพระวรสาร" (มก. 1.15) การกลับใจนี้มิได้หมายความว่า เลิกทำบาปเริ่มทำบุญ แต่หมายถึงการ "ย้ายขั้วแม่เหล็ก" ของเราต่างหาก

อ่านตอนที่แล้ว | อ่านตอนต่อไป
 

หน้ารัง | ป.ล.โมลิ่ง | แนะนำเพื่อนอ่าน

6 มกราคม 2003
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2003