issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : ป.ล.โมลิ่งคราวก่อน "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | ป.ล.โมลิ่ง
p.s.ป.ล.โมลิ่ง
 
แนวทางแห่งความรัก
คุณพ่อโมลิ่ง, S.J.

10

ชาวสะมาเรียผู้ใจดีมาเยี่ยมผมอีกครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ ผมให้เขาอ่านเรื่องที่ผมได้เขียนสำหรับตอนที่แล้ว คือเรื่องที่ผมพูดถึงการย้ายขั้วแม่เหล็ก อ่านเสร็จแล้วเขาบอกผมว่า "น่าหวาดเสียวจัง ถ้าย้ายขั้วแม่เหล็กของโลก ชาวประมงที่อยู่กลางทะเลก็คงกลับบ้านไม่ถูก" ส่วนเนื้อหาของเรื่องเขาเห็นด้วยกับผม

เขาพูดว่า "เรื่องนี้ผมได้คิดมามากแล้ว และเพราะผมเป็นคนที่เก็บความคิดส่วนตัวของผมไว้ในใจไม่ได้ จึงมีคัมภีราจารย์บางท่านทราบเรื่อง และมาว่าผมหลายครั้ง เขาอยากให้ผมกลับใจอยู่เสมอ แต่ผมไม่สามารถที่จะเห็นด้วยกับเขาได้ เขาสอนว่า การรักพระเป็นเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจ และสิ้นสุดกำลังเป็นเรื่องเอกใครที่อยากถือ ศาสนาอย่างเอาจริงเอาจังก็ต้องเริ่มต้นตรงนี้ พระเจ้าสั่งมาอย่างนี้"

"ผมไม่อยากเป็นคนดื้อหรอก (เขาว่าผมอย่างนั้น) แต่ผมเปลี่ยนใจไม่ได้ ทั้งนี้เพราะมีคำคำหนึ่งจากหนังสือปฐมกาลติดใจผมตั้งแต่สมัยที่ผมยังหนุ่ม คือคำว่า "พระเป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์" เขาอ่านเรื่องนี้ในธรรมศาลาเมื่อไร ผมก็อดที่จะคิดถึงอาดัมและเอวาไม่ได้และรู้สึกสงสารเขาทุกที เขาอยากเป็นเหมือนพระเป็นเจ้า แต่แล้วไปทำสิ่งที่ไม่ควร โดยไม่พิจารณาให้ดีก่อนว่า พระเป็นเจ้าทรงเป็นอย่างไร เขาคิดผิดหมด เขาเห็นว่าพระเป็นเจ้าทรงเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จและไม่มีใครอยู่เหนือกว่า เขาก็อยากเป็นอย่างนั้น ทำไมไม่คิดถึงความรักของพระเป็นเจ้าบ้าง แล้วพยายามที่จะรักเหมือนพระองค์ทรงรัก"

"แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่าพระเป็นเจ้าทรงรักเรา" ผมถาม

เขาตอบว่า "ถ้าพูดความจริงผมก็ต้องบอกว่าไม่รู้ เพราะผมยังไม่รู้จักพระเป็นเจ้า มีแต่ผมคิดอย่างนี้ พระองค์จะทรงสร้างเราทำไมถ้าไม่ทรงรักเรา ผมไม่สามารถที่จะเห็นพระเป็นเจ้าในรูปของผู้ที่กระหายอำนาจแล้วไปสร้างมนุษย์ขึ้นมา เพื่อจะได้มีโอกาสใช้อำนาจ ถ้ามีเหตุผลเพียงแค่นี้ก็ไม่น่าสร้างมนุษย์เลย เพราะมนุษย์ไม่อยากจะให้ใครอยู่เหนือกว่าตัวเองอยู่แล้ว การปกครองมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้ปกครองต้องปวดหัว คิดแล้วผมแน่ใจว่า พระเจ้าทรงสร้างเราเพราะพระองค์ทรงรักเรา"

ที่เขาพูดมาอย่างนี้ก็ไม่เห็นแปลกตรงไหน ผมเองก็คิดอย่างนี้ แต่ผมก็ถามต่อไปว่า "ถ้าพระเป็นเจ้าทรงรักเรา เราก็ต้องรักพระองค์มิใช่หรือ? ผมไม่เข้าใจว่าทำไมจึงไม่ยอมรักพระเป็นเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจและด้วยสิ้นสุดกำลัง"

เขาตอบมาทันทีว่า "อย่าเข้าใจผิด ผมไม่ได้บอกว่าไม่อยากรักพระเป็นเจ้า แต่ผมไม่เชื่อว่าพระเป็นเจ้าทรงสั่งมาว่าต้องรักพระองค์ด้วย นี่มันคนละเรื่อง"

"จริงอยู่" ผมตอบ "มันเป็นคนละเรื่อง แต่คุณคิดว่าพระเป็นเจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะสั่งให้เรารักพระองค์หรือ?"

"มีสิทธิ์แน่นอน ไม่ต้องสงสัย" เขาตอบด้วยความมั่นใจ "แต่พระองค์จะไม่ทรงสั่งอย่างนี้ ผมแน่ใจว่า พระเป็นเจ้าทรงรักอย่างบริสุทธิ์ ไม่เหมือนเรามนุษย์ ซึ่งมีความรักที่ปะปนกับการเห็นแก่ตัวอยู่เสมอ"

"ผมมีเพื่อนสองคน เดี๋ยวนี้แต่งงานแล้ว ก่อนนั้นเมื่อกำลังเตรียมตัวจะแต่งงานเขาเคยเถียงกันเรื่องการหย่าร้าง เขาถามซึ่งกันและกันว่าจะทำอย่างไรถ้าวันหนึ่งเมียหนีไปอยู่กับผัวใหม่ คนหนึ่งบอกว่า ผมจะตามหาและลากเมียมาอยู่กับผมเหมือนเดิม เมียไม่มีสิทธิ์ที่จะหนีออกจากบ้านอย่างนี้ คนที่สองบอกว่า ถ้าผมไม่สามารถที่จะให้เขาอยู่เป็นสุขกับผม และเขาคิดว่าจะได้ความสุขในบ้านของคนอื่น ผมก็ต้องปล่อยเขาไป ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะลากเขาไปไหน หรือจะสั่งให้เขามารักผม ถ้าเขากลับมาเองผมจะต้อนรับอย่างดี แต่ผมสั่งอะไรไม่ได้ในเรื่องความรัก

"คุณอาจจะไม่เห็นด้วยกับผม แต่ผมเห็นว่าคนที่สองนี้คิดถูก เขารักอย่างบริสุทธิ์ ไม่ใช่คนที่หนึ่ง และพระเป็นเจ้าก็ทรงรักเหมือนคนที่สอง ถ้ามนุษย์เราไม่อยากรักพระองค์ แต่ทำบาปและหนีออกจากบ้าน พระเจ้าจะตามหาเราก็จริง แต่ไม่ทรงบังคับหรือสั่งให้เรารักพระองค์"

ผมยังไม่เข้าใจเขาแล้วถามว่า "แต่เรารักพระองค์ได้หรือเปล่า"

"อย่าถามอย่างนี้" เขาไม่พอใจคำถามผม "อย่าถามว่าจะรักพระองค์ได้หรือไม่ได้ เพราะเราต้องรักพระองค์อยู่แล้ว ต้องรักเพราะพระองค์ทรงให้เรามีชีวิต และเพราะพระองค์พระทัยดีต่อเรา แต่อย่ารักพระองค์เพียงเพราะคุณคิดว่า พระองค์ทรงสั่งมาอย่างนี้ คล้าย ๆ กับว่าไม่มีคำสั่งก็ไม่รัก ถ้าคุณรู้สึกว่าเรื่องความรักนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ได้ ผมก็ต้องถามว่า คุณได้รักด้วยใจบริสุทธิ์แล้วหรือยัง"

ผมไม่กล้าตอบคำถามนี้ เขาจึงพูดต่อไปว่า

"ในจำนวนคำสั่งของพระเป็นเจ้า ซึ่งมีอยู่มากมายในพระคัมภีร์ คำสั่งที่ผมเห็นว่าสำคัญที่สุดคือคำว่า "จงเป็นมนุษย์ตามพระฉายาของเรา" ที่เขียนในพระคัมภีร์ไม่ใช่รูปคำสั่ง แต่ที่จริงก็เป็นคำสั่งแท้ ๆ มันหมายความ ว่าจงเป็นอย่างที่เราเป็นอยู่ หรือจงรักอย่างที่เรารักอยู่ แปลว่า เราเกิดมาเพื่อที่จะรักเหมือนพระเป็นเจ้าทรงรัก คือรักสิ่งสร้างทั้งหลายและมนุษย์ทุกคน เพราะพระเป็นเจ้าทรงรักอย่างนั้น เมื่อเรารักทุกสิ่งและทุกคนก็ถือได้ว่าเราเป็นมนุษย์ตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าและเป็นบุตรของพระองค์

"ความรักของพระเป็นเจ้าต้องเป็นความรักที่บริสุทธิ์ พระเจ้าทรงรักมนุษย์ เพราะทรงเกลียดชังใครไม่เป็น ทรงมีความปรารถนาดีต่อทุกคนเท่าเสมอกัน ทรงรักแม้แต่ศัตรู ไม่ทรงหวังอะไรเป็นการตอบแทนเมื่อทอดพระเนตรมายังมนุษย์ที่มีความทุกข์ก็ทรงเศร้าพระทัยและทรงช่วยเขาให้มีโอกาสหลุดพ้นจากความเดือดร้อน และเมื่อทอดพระเนตรมายังคนที่มีความชื่นชมยินดี ก็ทรงชื่นพระทัย พระองค์ทรงสงสารคนบาปซึ่งวางตัวเป็นศัตรูของ พระองค์ พระองค์จะทรงเชื้อเชิญให้เขากลับใจ แต่จะไม่ทรงบังคับเขา"

"อย่าว่าผมที่พูดมากอย่างนี้ แต่เรื่องนี้ผมคิดมาก และอดพูดไม่ได้ ความรักไม่หวังผลประโยชน์ และไม่ทำลายการเป็นอิสระของผู้ใด และเป็นเพราะเหตุนี้เองที่ผมแน่ใจว่า พระเป็นเจ้าจะไม่สั่งให้เรารักพระองค์"

ผมว่าเขาไม่ได้ เพราะผมคิดเหมือนเขาอยู่นานแล้ว เมื่อเห็นเขาหยุดพูดผมก็ถามว่า "คัมภีราจารย์ของคุณ ยอมรับความคิดอย่างนี้หรือเปล่า เคยอธิบายเรื่องนี้ให้เขาหรือยัง"

เขาตอบว่า "ผมไม่กล้าเถียงกับเขาหรอก เขามาว่าผมเพราะทราบความคิดนี้จากคนที่ไปฟ้องผม เขาหาว่าเป็นคนไร้ปัญญาและดื้อรั้น ผมก็ต้องเงียบไปเพราะผมไม่มีปัญญาที่จะไปศึกษาพระคัมภีร์กับเขาและที่เขาหาว่าผมดื้อก็ต้องยอมรับเช่นกัน ผมก็ไม่ว่าเขา"

"เมื่ออ่านเรื่องของคุณเกี่ยวกับคนที่ชอบย้ายขั้วแม่เหล็กทางศาสนา ผมก็ต้องคิดถึงคัมภีราจารย์บางคนที่ผมรู้จัก เขาย้ายอะไรต่อมิอะไรจริง และสอนแบบที่หลายคนหลงทางมาแล้ว มันทำให้ผมรู้สึกหวาดเสียวอยู่บ่อยๆ กลัวว่าคนพวกนี้จะกลับบ้านไม่ถูก"

ชาวสะมาเรียเพื่อนแสนดีของผมออกไปแล้ว ผมก็นั่งคิดต่อไปอีกเช่นเคย เขายังไม่รู้จักคำสอนของพระเยซูเจ้า มิฉะนั้นคงจะได้สมัครเป็นศิษย์ของพระองค์มานานแล้ว คนที่มีใจบริสุทธิ์อย่างนี้จะได้เห็นพระเจ้า (เทียบ มธ. 5, 8)

พระเยซูก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับพวกคัมภีราจารย์ พวกนี้สอนว่า จงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เพราะพระเป็นเจ้าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ (เทียบ ลนต. 19, 2) และอธิบายว่าต้องเป็นผู้ถือตามพระบัญญัติทุกประการ เขาสอนให้รักเพื่อนบ้านเหมือนตนเอง (เทียบ ลนต. 19, 18) เพราะพระเป็นเจ้าทรงสั่งมาอย่างนี้ ถ้าไม่ถือตามคำสั่งนี้ ตัวเองก็จะไม่ชอบธรรม (และจะเสียภาพพจน์)

พระเยซูเจ้าทรงสอนว่าให้รักแม้แต่ศัตรู แล้วทรงเสริมว่า "จงเป็นผู้ดีบริบูรณ์เหมือนพระบิดาของท่านทรง เป็นผู้ดีบริบูรณ์" (มธ. 5, 48) ซึ่งทำให้เราคิดถึงพระบิดาผู้ทรงรักมนุษย์เท่าเสมอกัน นักบุญลูกาได้เข้าใจพระวาจาของพระเยซูตามความหมายนี้เช่นกัน ท่านเขียนว่า "จงมีความเมตตากรุณาเหมือนอย่างพระบิดาของท่านมีพระทัยเมตตากรุณา" (ลก. 6, 36)

เพื่อนผมคิดถูกแล้วถ้าพระเป็นเจ้าทรงเป็นความรัก (1 ยน. 4, 16) และพระองค์ทรงสร้างเรามาตามพระฉายาของพระองค์ (ปฐก. 1, 27) เราก็ไม่มีทางเลือก เพราะธรรมชาติของเราเรียกร้องให้เรารักทุกคน เหมือนพระเจ้าทรงรัก

แต่อนิจจา! เรารักไม่เป็น เรารักเพราะพระเป็นเจ้าทรงสั่งให้เรารัก ความรักจึงไม่มีชีวิต เรารักเพราะเราอยากเป็นผู้ดี เข็มทิศจึงหันหน้าเข้าหาตัวกูและความรักก็เหี่ยวแห้งไป เรารักและหวังผลประโยชน์ ความรักต้องตาย

ความรักไม่ใช่โซ่ที่ล่ามเขาไว้กับเราเพราะความรักมีแต่ปล่อยไม่มียึด ปล่อยให้เขาเป็นอิสระ ปล่อยให้เขาเป็นตัวของตัวเอง ปล่อยความใคร่ในใจของตน ปล่อยความสุข ปล่อยตัวเอง เพราะเมื่อเรารัก เราก็อยากให้เขาเป็นใหญ่และเป็นสุข ความสุขของเราเป็นเพียงผลพลอยได้ซึ่งเราไม่แสวงหา

ความรักจากใจที่เด็ดเดี่ยวจะทำให้เราตาย แต่การตายเพราะรักจะกลายเป็นชีวิต ถ้าไม่เชื่อ ก็มองดูไม้กางเขน แล้วจะเห็นพระเป็นเจ้า เพราะจะเห็นมนุษย์ ที่ยอมเป็นมนุษย์ตามพระฉายาของพระเจ้า

อ่านตอนที่แล้ว | อ่านตอนต่อไป
 

หน้ารัง | ป.ล.โมลิ่ง | แนะนำเพื่อนอ่าน

28 มกราคม 2003
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2003