issara เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : ป.ล.โมลิ่งคราวก่อน "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32)
หน้ารัง | ป.ล.โมลิ่ง
p.s.ป.ล.โมลิ่ง
 
แนวทางแห่งความรัก
คุณพ่อโมลิ่ง, S.J.

11

ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านรักชาวสะมาเรียของผมเหมือนผมรักเขาหรือเปล่า ผมรักเขามานานแล้วเพราะเขาเป็นคนซื่อ ๆ ชนิดที่หายากในโลกของเรานี้ บางครั้งผมรู้สึกว่าเขาซื่อจนเซ่อเลย

ใช่แล้ว เขาเป็นคนที่พูดอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่คิดก่อนว่าเขากำลังพูดกับใคร เจอกับอาจารย์ใหญ่เมื่อไร เขาก็พูดเท่าที่ใจคิด แล้วก็โดนด่า ว่าเป็นคนไร้การศึกษาแต่ยังบังอาจไปเถียงกับอาจารย์ นาน ๆ ทีเขาก็เถียงกับผมด้วย แต่นี่ไม่เป็นปัญหา เพราะความคิดของเราสองคนตรงกันอยู่แล้ว และถ้าไม่ตรงผมก็ยอมแพ้เขา ซึ่งแปลกเหมือนกัน เขามีอะไรไม่ทราบที่ทำให้ผมยอมแพ้อย่างง่าย ๆ

มีวันหนึ่งที่ผมได้ถามเขาว่า ทำไมจึงเป็นคนซื่อ ๆ อย่างนี้ เขามองดูผมนาน ๆ ดูเหมือนจะไม่ตอบ แต่แล้วเขาทำท่าจะหัวเราะและพูดว่า "เขาหาว่าผมเป็นคนดื้อ แต่ผมเป็นคนดื้อที่มีเหตุผลนะครับ เสียใจอยู่อย่างเดียวที่ผมไม่สามารถให้เขายอมรับเหตุผลของผมได้"

ผมทราบว่าเขามีเรื่องบ่อย ๆ กับอาจารย์ที่มาสอนพระคัมภีร์ในวันสับบาโต ผมถามเขาว่า "ทำไมไม่รับคำสอนของอาจารย์ต่าง ๆ ทำไมต้องไปเถียงกับเขา"

"จะไม่เถียงได้หรือ" เขาพูดตัดบท "มีอาจารย์หลายคนผลัดกันมาอธิบายพระคัมภีร์ คนหนึ่งบอกว่าเรื่องนี้สำคัญที่สุด คนที่สองบอกว่าไม่สำคัญเพราะมีเรื่องที่สำคัญกว่า คนที่สามสอนว่าในพระคัมภีร์ไม่มีอะไรไม่สำคัญ ฟังเทศน์ประเภทนี้จะไม่งงบ้างหรือ ฟังแล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไร สมัยยังหนุ่มอยู่ผมชอบไปหาอาจารย์เหล่านี้ แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่ไปพูดกับเขา รู้ว่าสู้เขาไม่ไหว และทุกวันนี้ผมไม่ค่อยไปฟังเทศน์เสียแล้ว"

"ถ้าไม่ไปฟังเทศน์ คุณจะไปหาความรู้เรื่องพระคัมภีร์ได้ที่ไหน" ผมถาม

เขาตอบทันทีว่า "ผมไม่มีหัวที่จะศึกษาพระคัมภีร์ทั้งหมด สมองของผมทำงานช้า ผมต้องคิดอยู่นาน ๆ ก่อนที่จะเข้าใจ มีบทเทศน์บางบทที่ทำให้ผมคิดอยู่เป็นเดือน ๆ ระยะนี้ผมกำลังคิดถึงบทเทศน์บทหนึ่งที่ผมได้ยินมาครั้งหนึ่ง อาจเป็นปีกว่าแล้ว อาจารย์คนหนึ่งได้อ่านจากหนังสือของประกาศกอาโมสที่ผมจำได้ก็แค่สองประโยค คือ "จงแสวงหาพระเจ้าแล้วจะดำรงชีวิตอยู่" และ "จงแสวงหาความดีอย่าแสวงหาความชั่วแล้วเจ้าจะดำรงชีวิตอยู่" (อมส. 5,4 และ 14) อาจารย์ผู้เทศน์ได้อธิบายว่า พระเจ้าเป็นบ่อเกิดแห่งชีวิต ใครที่อยากมีชีวิตก็ต้องแสวงหาพระองค์ ส่วนการแสวงหาความดีนั้นอาจารย์อธิบายว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะนอกจากพระเป็นเจ้าไม่มีอะไรดี"

"ผมไม่สามารถเห็นด้วยกับเขาได้ พระเป็นเจ้าทรงสร้างโลกขึ้นมาและทรงเห็นว่าดี (ปฐก. 1) ถ้าเห็นดอกไม้ที่สวยงาม ผมก็ต้องยอมรับว่าสวยงาม และเมื่อกินผลไม้ที่อร่อย ผมก็ต้องยอมรับว่าอร่อย ไม่อย่างนั้นผมหมิ่นประมาทพระเป็นเจ้านะสิ"

"แล้วถ้าผมแสวงหาสิ่งเหล่านี้ ผมก็ได้แสวงหาความดี ไม่ได้แสวงหาความชั่ว มีแต่ต้องตระหนักใจว่าสิ่งเหล่านี้มันอนิจจัง คือไม่ถาวรเหมือนพระเป็นเจ้า"

"พูดถึงคนก็เหมือนกัน พระเป็นเจ้าทรงเห็นว่าดี ผมก็ต้องเห็นว่าดี แม้แต่เมื่อพบกับคนชั่วก็ต้องเห็นว่าดี ผมคิดอย่างนี้"

"คุณแน่ใจว่าได้เข้าใจคำเทศน์วันนั้นอย่างถูกต้องหรือ" ผมถามเขา

"ก็ไม่แน่ใจหรอก" เขาตอบ "เพราะผมไม่รู้ว่าวันนั้นเขาอยากสอนอะไรแน่ แต่บทเทศน์วันนั้นสะกิดใจให้ผมคิดอะไรได้มากมาย คำว่า "แสวงหาความดี" เป็นคำหนึ่งที่ทำให้ผมคิดนานทีเดียว เดี๋ยวนี้ผมเชื่อว่าแสวงหาความดีก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากการทำความดีธรรมดา ๆ มันไม่ใช่การแสวงหาพระเป็นเจ้าหรือการแสวงบุญ ตามที่มีคนสอนอยู่หลายคน ซึ่งเป็นเหตุให้มีคนไปแสวงบุญในพระวิหารบนภูเขาการิซิมหรือที่เยรูซาเล็มอยู่มาก ผมไม่ว่าเขาหรอก แต่สงสัยเพียงว่าเขาทำบุญไม่เป็น เพราะผมดูเขากลับมาจากพระวิหารและเห็นว่านิสัยของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่นิดเดียว"

"ทำความดีก็ต้องทำต่อเพื่อนมนุษย์ เพราะพระเป็นเจ้าสบายอยู่แล้ว นี่เป็นสิ่งที่ผมเรียกว่าทำความดีธรรมดา ๆ "

"ทำอย่างนี้จะพอหรือ" ผมตั้งคำถามต่อ

"พอหรือไม่พอ ผมก็ไม่ทราบ" เขาบอก "แต่ผมเชื่อว่าพระเป็นเจ้าคงจะพอใจถ้าผมทำความดีให้แก่คนอื่นโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ คือทำไปโดยไม่หวังอะไรจากเขาหรือจากพระเป็นเจ้า ทั้งนี้เพราะพระเจ้าทรงรักเราอย่างไร เราก็ต้องรักอย่างนั้น"

วันนั้นเราไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้

เพื่อนผมคนนี้ไม่ใช่คนรอบรู้ เขารู้เพียงไม่กี่อย่าง แต่สิ่งที่เขารู้ก็ฝังลึกอยู่ในใจ และเพราะไม่ยอมเปลี่ยนความคิดอย่างง่าย ๆ จึงมีคนหาว่าเขาดื้อ

เขาไม่ใช่คนที่เชื่ออะไรต่อมิอะไรถ้าไม่มีเหตุผล แต่เหตุผลของเขาก็เป็นเรื่องธรรมดาซึ่งคนที่ถือตัวว่าฉลาด อ้างได้ว่าความคิดของเขาไม่สมเหตุสมผล

มีคนว่าเขาเป็นคนโง่ เขาก็เฉย มีคนบอกว่าเขาดื้อ เขาก็ไม่ตอบ แต่อย่าไปคิดว่าเขาเฉยเมยขนาดที่ไม่สนใจใยดีอะไรเลย เขาไม่สนใจตัวเองก็จริงแต่เขาเอาใจใส่คนอื่นอยู่เสมอ ตัวเองลำบากก็ไม่ว่า โดนด่าก็ไม่โมโห แต่เขาโมโหทันทีทันควันเมื่อเผชิญหน้ากับคนที่ทำให้เพื่อนมนุษย์เดือดร้อน

คนอย่างนี้เป็นคนที่พระเยซูเจ้าทรงรัก

พระเยซูตรัสว่า "ตาเป็นประทีปของร่างกาย เหตุฉะนั้นถ้าตาของท่านปกติ ทั้งตัวก็พลอยสว่างไปด้วย" (มธ. 6, 22) "ร่างกาย" ในที่นี้หมายถึง "ตัว" หรือ "ตน" ซึ่งแปลว่าร่างกายนั่นเอง แต่หมายถึง "ตัวเอง" หรือ "ตนเอง" ทั้งครบ คือ ทั้งกายและวิญญาณ

"ประทีป" เป็นของโบราณแล้ว สมัยนี้ต้องเป็นไฟฉายซึ่งเราใช้อยู่เมื่อเดินทางเวลากลางคืน คนไม่มีตาก็เหมือนคนเดินทางในความมืดแต่ไม่มีไฟฉาย เขาจึงไม่สามารถที่จะเห็นเส้นทางและไม่รู้ว่ากำลังเดินไปไหน

เมื่อมีตาแล้ว ตาก็ยังต้อง "ปกติ" คำนี้ไม่ตรงกับคำในต้นฉบับทั้งภาษากรีกและภาษาลาติน ถ้าแปลจากต้นฉบับก็ต้องแปลว่า "ถ้าท่านมีตาเดียว" ("If your eye is simple") ถึงจะถูก แต่เรามีสองตาอยู่แล้วจะเป็นคนที่มีเพียงตาเดียวได้อย่างไร ได้อยู่ หากเราเป็นคนที่เดินบนเส้นทางแห่งชีวิตและมุ่งไปสู่จุดหมายปลายทาง โดยจิตใจหรือตาแน่วแน่ ไม่วกกลับมองตัวเอง ไม่หันซ้ายหันขวามองสิ่งที่อยู่ริมทาง ตาอย่างนี้เรียกว่าปกติคือตาเดียว หรือตาที่เด็ดเดี่ยว คนที่เดินทางอย่างเด็ดเดี่ยวอย่างนี้ เขาเดินอยู่ในความสว่างเสมอ

พระเยซูเจ้ากล่าวในอีกตอนหนึ่งถึงผู้ที่ "มีใจบริสุทธิ์" (มธ. 5, 8) ซึ่งมีความหมายเดียวกัน คือหมายถึง คนใจเดียว ตรงกันข้ามกับคนสองจิตสองใจ ซึ่งอยากเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย (เทียบ มธ. 6, 24) ยึดทรัพย์สมบัติฝ่ายโลกไว้กับตัว และปล่อยไม่เป็น (เทียบ มธ. 6, 19-21) เพราะไม่กล้าที่จะวางใจในพระเจ้าแต่ผู้เดียว

แต่ผมอยากอธิบายหรือแปลอีกอย่างหนึ่ง

ซื่อ แปลว่า ตรงหรือไม่คด คนที่มีตาปกติจึงหมายถึงคนที่มีตาซื่อ ๆ ซื่อจนไม่เห็นตัวเองเมื่อมองคนอื่น เพราะตาของคนเหล่านี้มองตรงออกไปและมองวกไปเวียนมาไม่เป็นแล้ว มองคนอื่นจนลืมตัวเอง

จะซื่อ ๆ อย่างนี้ได้ก็ต่อเมื่อเรารัก รักเหมือนพระเยซูเจ้าทรงรัก วันนั้น (ในอนาคต เพราะเรายังไม่รักอย่างนี้) เราจะมีความสุขเมื่อเห็นความสุขของคนอื่น จะสบายใจเมื่อคนอื่นอยู่อย่างปลอดภัย ส่วนความสุขและความปลอดภัยของตนเองก็กลายเป็นเรื่องที่มีก็ได้ ไม่มีก็ช่าง

ซื่อจนเซ่อ เหมือนพระเยซูเจ้านั่นแหละ

อ่านตอนที่แล้ว | อ่านตอนต่อไป
 

หน้ารัง | ป.ล.โมลิ่ง | แนะนำเพื่อนอ่าน

12 กุมภาพันธ์ 2003
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2003