| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : ป.ล.โมลิ่งคราวก่อน | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | ป.ล.โมลิ่ง | ||
ป.ล.โมลิ่งมีเรื่องที่ผมอยากเขียนมานานแล้ว คือเรื่อง "รักตัวเอง" เพราะพระคัมภีร์สอนเราว่า "จงรักเพื่อนบ้าน เหมือนรักตนเอง" (ลนต. 19:18 และมธ. 22:39) เรื่องนี้มีคนบอกผมว่า ไม่ต้องเขียน และไม่ต้องสอน เพราะเรารักตนเองมากจนเกินไปแล้ว แต่ผมเห็นว่าไม่เป็นความจริง เรารักตนเองน้อยเกินไปต่างหาก และเพราะเรารักตนเองไม่เป็น เราจึงรักคนอื่นไม่เป็นด้วย วันหนึ่ง ผมได้ถามชาวสะมาเรียผู้ใจดีว่า "จะต้องรักตนเองด้วยหรือเปล่า" เพราะคำสั่งที่ต้องรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเองนั้นมาจากพระคัมภีร์ของเขา เขาจึงอาจจะมีคำตอบที่ดีกว่า เขาตอบผมว่า "ต้องรัก และต้องรักตนเองก่อนที่จะรักคนอื่นเสียด้วย" เสียงพูดของเขาแสดงว่าเขามั่นใจในเรื่องนี้ คงจะเป็นเรื่องที่เขาได้คิดมาบ้างแล้ว ผมจึงถามต่อไปว่า "รักตนเองอย่างไร เคยศึกษามาแล้วหรือยัง?" "เปล่า ไม่เคยศึกษา" เขาตอบ "ผมศึกษาไม่เป็นหรอก มีแต่เคยคิดมามากเท่านั้น ผมเริ่มคิดหลังจากที่ได้ฟังอาจารย์คนหนึ่งสอนว่า รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเองคือ "การแบ่งคนละครึ่ง" ถ้ามีเงินก็แบ่งคนละครึ่ง มีขนมก็แบ่งคนละครึ่ง มีเสื้อผ้าก็แบ่งคนละครึ่ง เมื่อเขาสอนบ้า ๆ บอ ๆ อย่างนี้ผมก็อดที่จะคิดต่อไปไม่ได้ว่าผู้รับใช้ของเศรษฐีซึ่งก็เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เขาจะแบ่งครึ่งหนึ่งให้แก่เจ้านายหรือไม่ และเจ้านายจะแบ่งครึ่งหนึ่งให้แก่คนใช้หรือไม่" "แล้วถ้าเช่นนั้นจะรักตนเองอย่างไรดี?" ผมถาม เขาตอบว่า "ในเมื่ออาจารย์เองยังตอบไม่เป็น ผมจะรู้ได้อย่างไร แต่ผมคิดเอาเองว่า เราจะรักตนเองก็ต่อเมื่อเราสามารถที่จะยอมรับว่าตัวเองดี พระเป็นเจ้าทรงสร้างอะไรขึ้นมา พระองค์ก็ทรงเห็นว่าดี นั่นหมายความว่า เมื่อพระเป็นเจ้าทรงสร้างผมมาอย่างที่ผมเป็นอยู่ พระเป็นเจ้าก็ทรงเห็นว่าดี และผมก็ต้องเห็นว่าดีด้วย ทั้ง ๆ ที่มีคนอื่นที่ดีกว่าผม และที่ผมเกิดมาในสมัยใดสมัยหนึ่ง หรือในเมืองใดเมืองหนึ่ง ก็เป็นเรื่องที่ผมต้องยอมรับว่าดีเช่นเดียวกัน มันเป็นเรื่องที่ผมเลือกไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าผมสามารถจะยอมรับสิ่งเหล่านี้และเห็นว่าดีผมก็ได้รักตนเอง" ผมต้องยอมรับว่าเพื่อนผมคนนี้เป็นคนที่คิดเป็นและคิดได้ลึก ทั้ง ๆ ที่เขาพูดมาเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ผมชมเขาว่า "ที่คุณพูดมาก็ดีแล้ว ผมรู้จักอาจารย์ใหญ่โตบางคนที่สอนอย่างนี้เช่นกัน ดูเหมือนคุณเป็นคนโชคไม่ดีที่ไปพบกับอาจารย์ที่ชอบพูดก่อนที่จะคิด และปล่อยให้คนฟังหลงใหล ผมก็เคยพบเหมือนกัน พวกนี้จะบอกว่ารักตนเองแบบที่คุณว่ามันง่ายเกินไป แค่นี้ยังไม่พอ" "มันง่ายหรือ?" เขาแย้ง "ถ้าพูดอย่างนี้ก็แสดงว่าเขายังไม่เคยลองดู เขาจะรักตนเองแบบไหน จะนั่งอยู่ต่อหน้ากระจกเงาและชมความงามของตนจนเกิดความรู้สึกรักตนเองหรือ ถ้างามจริงก็อาจจะทำได้ แต่ถ้าไม่งาม เพราะมีตำหนิหรือข้อบกพร่องบางอย่าง เขาจะทำอย่างไร อาจจะต้องนั่งอยู่นานจนสามารถที่จะมองข้ามข้อบกพร่องที่ตนมี แล้วไปโกหกตัวเองว่าเป็นคนงามที่สุด แต่ก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี เพราะอาจจะงามที่สุดในซอยเท่านั้น คนเหล่านี้หลอกตัวเอง ไม่ใช่รักตนเอง คนที่รักตนเองรู้จักข้อบกพร่องของตนเอง ซึ่งอาจจะถึงพิการเลยก็ได้ แม้เขาไม่เข้าใจว่าทำไมจึงต้องพิการด้วย แต่เขาเชื่อว่า พระเป็นเจ้าทรงรู้ว่าทำไม และพระองค์ยังทรงเห็นว่าดี แม้แต่เรื่องบาปที่เขาเคยทำ เขาไม่พยายามที่จะลืมมันเสียหลังจากที่ไปขอโทษพระเป็นเจ้าและพี่น้องเรียบร้อยแล้ว เขารู้ดีว่าทั้ง ๆ ที่เสียใจและกลับใจแล้ว ตัวเองก็ยังเป็นคนที่เคยทำบาปอย่างนี้และอย่างนั้นมาแล้ว เขาไม่ปลอมตัวต่อหน้ามนุษย์และพระเป็นเจ้า และไม่โกหกตัวเองว่าดีกว่าหรืองามกว่าที่ตัวเองเป็นอยู่จริง ๆ นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ถ้าทำได้อย่างจริงจังก็มากพอแล้ว" ผมเชื่อว่าเพื่อนผมเป็นคนที่รักตัวเองอย่างนี้ เขารักความจริงเหนือทุกสิ่ง เมื่อรักอย่างนี้ความเห็นแก่ตัวก็ไม่มี และเขาก็เป็นอิสระที่จะรักเพื่อนมนุษย์ทุกคน เพราะเมื่อสามารถยอมรับตัวเองอย่างที่ตัวเองเป็นอยู่ ก็ไม่มีปัญหาที่จะรับเขาอย่างที่เขาเป็นอยู่ และเมื่อทนข้อบกพร่องของตัวเองได้ ก็น่าจะทนข้อบกพร่องของคนอื่นได้เช่นกัน เมื่อสนทนากันมาถึงจุดนี้ ผมต้องคิดถึงคำสั่งของพระเยซูเจ้าที่ว่า "จงรักซึ่งกันและกันเหมือนดังที่เราได้รักท่าน" (ยน. 13:34 และ 15:12) ผมจึงพูดว่า "แต่ดูเหมือนว่าการรักเขาเหมือนรักตนเองนั้นยังไม่พอเพราะ พระเยซูทรงสั่งให้เรารักเหมือนพระองค์ทรงรัก คือถึงขั้นที่จะยอมตายแทนคนอื่นได้" "เรื่องนี้ผมไม่เคยได้ยิน" เขาตอบหลังจากที่ได้เงียบอยู่ครู่หนึ่ง "แต่ผมไม่รู้สึกแปลกใจที่ท่านสอนอย่างนี้ มันเป็นเรื่องซึ่งคู่กับเรื่องเมล็ดข้าวที่ต้องเปื่อยเน่าเมื่ออยากเกิดผล ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมได้ยินและชอบมาก พระเป็นเจ้าทรงสร้างเรามาเพื่อที่จะรักคนอื่น มันเป็นธรรมชาติของเราที่จะต้องรัก และความรักนี้มันเข้มแข็งอย่างความตาย" ผมพูดตัดบทว่า "คำสุดท้ายนี้มาจากเพลงซาโลมอน (พซม. 8:6) แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันถูกหรือเปล่า เพราะดูเหมือนว่าความรักของพระเยซูเข้มแข็งยิ่งกว่าความตาย" เพื่อนผมไม่เห็นด้วยและบอกว่า "ถ้าเข้มแข็งยิ่งกว่าความตาย เยซูชาวนาซาเร็ธก็ไม่ต้องตายสิ สิ่งที่เข้มแข็งยิ่งกว่าก็ต้องชนะสิ่งที่ด้อยกว่า คือคนที่รักอย่างแท้จริงจะตายไม่ได้" "ซาโลมอนเขียนถูกแล้ว ความรักและความตายเข้มแข็งเท่ากัน คนที่รักจริง ๆ จึงไม่กลัวความตาย เขากล้าที่จะเผชิญหน้ากับความตายเสมอ และจะรักจนวินาทีสุดท้ายโดยไม่เปลี่ยนใจ" "คนที่รักและยอมตายอย่างนี้ยังรักตนเองด้วยหรือ?" ผมถาม "รักตนเองด้วย" เขาตอบทันที "เมื่อเขารักเขาก็รู้ตัวว่า ตนกำลังมาถึงจุดสุดยอดแห่งความสมบูรณ์ของธรรมชาติตัวเอง ทั้งนี้เพราะเรามิได้เกิดมาเพื่อที่จะส่งเสริมหรือบูรณะตัวเอง แต่เกิดมาในโลกนี้เพื่อที่จะส่งเสริมคนอื่นให้สมบูรณ์ มันเป็นเรื่องเมล็ดข้าวที่ต้องเปื่อยเน่าไป ซึ่งเป็นธรรมชาติของมัน และเป็นธรรมชาติของมนุษย์" "คุณเป็นคริสตชนมิใช่หรือ? ทำไมจึงไม่คิดถึงเรื่องเมล็ดข้าวบ้าง ผมไม่ใช่ลูกศิษย์ของพระเยซูชาวนาซาเร็ธ แต่ได้ยินเรื่องนี้โดยบังเอิญ ยังคิดถึงเรื่องนี้เลย" ผมอายและไม่ตอบ เมื่อเขาไปแล้ว ผมจึงเปิดพระวรสารนักบุญยอห์นไปอ่านเรื่องเมล็ดข้าวอีกครั้งหนึ่ง (ยน. 12:24) อ่านและรำพึงอยู่นาน แล้วอ่านต่อไปถึงพระวาจาที่ว่า "ผู้ใดที่รักชีวิตของตนก็ต้องเสียชีวิต และผู้ที่ชังชีวิตของตนในโลกนี้ ก็จะธำรงชีวิตนั้นไว้ชั่วนิรันดร์" (ยน. 12:25) ซึ่งหมายความว่า ผู้ใดที่รักตนเองก็ต้องยอมตายและผู้ที่ยอมตายก็มีชีวิต คือบรรลุถึงจุดหมายปลายทางของตนแล้ว การแปลอย่างนี้จะไม่ผิดความหมายหรือ? ถ้าอ่านพระวรสารของนักบุญยอห์นต่อจนจบก็จะเห็นว่าไม่ผิด พระเยซูทรงมีความปรารถนาที่จะชักนำมนุษย์ทั้งหลายเข้ามาหาพระองค์ เพื่อที่จะพามนุษย์ทั้งหลายนี้ไปหาพระบิดา พระองค์ทรงทราบว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อพระองค์ทรงยอมถูกตรึงกางเขน (เทียบ ยน. 12:32-33) และเมื่อถึงขั้นสุดท้าย พระองค์ตรัสว่า "สำเร็จแล้วและทรงก้มพระเศียรสิ้นพระชนม์" (ยน. 19:30) ชีวิตของพระเยซูสำเร็จหรือบรรลุผลอย่างบริบูรณ์โดยทรงยอมสิ้นพระชนม์ฉันใด ชีวิตของเราก็จะบริบูรณ์ เมื่อเรายอมตายเหมือนพระเยซูเจ้าฉันนั้น ยอมตายเพราะรัก ยอมตายเพื่อเขา และเมื่อเรารักเขาและยอมตายเพื่อเขา เราก็ได้รักตนเอง เพราะเราได้สนองการเรียกร้องของธรรมชาติของตน อย่าไปเข้าใจผิดและคิดว่าการตายซึ่งเป็นจุดสุดยอดแห่งชีวิตเราจะเกิดขึ้นวันใดวันหนึ่งในอนาคตอันไกล เปล่าเลย มันเริ่มต้นมาแล้ว มันเริ่มวันที่เราได้รับศีลล้างบาป เมื่อเรายอมให้เขามาจุดเทียนให้แก่เรา ชีวิตของเราจึงเริ่มมีความสว่างและความหมาย แต่ความสว่างนี้จะมีอยู่นานเท่าใด ก็เท่าที่เรายอมให้เทียนนั้นสลายไป พูดชัดๆ หน่อยก็ต้องบอกว่า เท่าที่เรายอมให้ตัว "กู" นั่นเองสลาย หรือเท่าที่เรายอมให้คนอื่นใหญ่ขึ้นและตัวเองด้อยลง (เทียบ ยน. 3:3) อย่าลืมว่า "คนอื่น" ที่นี่หมายถึงทั้งเพื่อนมนุษย์และพระเยซูเจ้า (เทียบ มธ. 23:40) และเมื่อทุกครั้งเราไปรับศีลมหาสนิท เราก็รื้อฟื้นศีลล้างบาป เพราะเรายอมปล่อยตัวเองเข้าไปอยู่ในพระกายของพระเยซูเจ้า ซึ่งก็หมายถึงทั้งอค์พระเยซูเจ้าและพระศาสนจักร ชีวิตของเราจึงกลายเป็นชีวิตในพระองค์ และจะรับความหมายจากชีวิตของพระองค์ผู้ที่ "สำเร็จแล้ว" บนไม้กางเขน แต่เรายังไม่ "สำเร็จแล้ว" เมื่อเรากำลังรับศีลมหาสนิท ความสำเร็จจะต้องเกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อยเมื่อเราออกจากวัดไปทำงาน เราจะดำรงอยู่ในจิตตารมณ์ของศีลมหาสนิท (และศีลล้างบาป) วันยังค่ำ ถ้าเราทำงานเพื่อประโยชน์ ความสุขและความสมบูรณ์ของคนอื่น ความสุขและความสมบูรณ์ของตัวเองมิได้เป็นเริ่องที่เราจะต้องห่วงใยอีกต่อไป เพราะเราได้ฝากตัวเองไว้กับองค์พระเยซูเจ้าแล้ว พระองค์เองจะทรงเป็นผู้ที่ทำให้เราดี บริบูรณ์เท่าที่ควร แต่จะทรงให้ดีบริบูรณ์เพื่อประโยชน์ของคนอื่น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตนเอง รักตัวเอง แปลว่า พอใจกับตัวเอง เพราะพระเป็นเจ้าทรงพอพระทัยที่จะให้เราเป็นอย่างที่เป็นอยู่และพอใจกับตัวเองเสมอ เท่าที่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวของตน ตัวเองจะดีพร้อมหรือไม่ดีพร้อมก็ตาม แต่เมื่อความไม่ดีพร้อมของเราเป็นอุปสรรคในการส่งเสริมความดีพร้อมของผู้อื่น เราก็ต้อง "ไม่พอใจกับตัวเอง" และหาวิถีทางที่จะแก้ไขความไม่ดีพร้อมของตน เราแก้ไขได้และแก้ไขไม่ยากด้วย ถ้าเราเป็นคนที่รักผู้อื่นเหมือนรักตนเอง หรือ (จะให้ชัดกว่า) เหมือนพระเยซูเจ้าทรงรัก |
12 กุมภาพันธ์ 2003
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2003