| เพื่อนความคิด ชีวิตคริสตชน : ป.ล.โมลิ่งคราวก่อน | "ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ" (ยน.8:32) | |
| หน้ารัง | ป.ล.โมลิ่ง | ||
ป.ล.โมลิ่ง(ในต้นฉบับบทภาวนาเตรียมเครื่องบูชาในมิสซาวันสมโภชพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้าที่เป็นภาษาลาตินนั้น สั้นกว่าที่เป็นอยู่ แต่ผู้เขียนได้แปลให้ยาวขึ้น เพื่อให้ความหมายของเราเด่นชัด และเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง) ศีลมหาสนิทตามความเข้าใจของสตรีผู้หนึ่ง ดั่งตัวอย่างของคริสตชนผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นสตรีวัยกลางคน เธอไปรับศีลมหาสนิทแทบทุกวัน ด้วยความเข้าใจว่าการรับศีลก่อให้เกิดความสุขที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น เธอกล่าวว่าทุกครั้งที่ไปรับศีล เธอมีความรู้สึกว่าอบอุ่นที่หน้าอกเป็นเวลาประมาณสิบนาที เวลาแห่งความอบอุ่นนั้นคือเวลาที่พระเยซูเจ้าประทับอยู่ในใจของเธอ และเมื่อความรู้สึกดังกล่าวหายไป เธอก็ถือว่าพระเยซูเจ้าไปสวรรค์เสียแล้ว เธอจึงออกจากวัดและกลับไปบ้าน สำหรับสตรีผู้นี้ เอกภาพคือความชิดสนิท (มหาสนิท) กับองค์พระเยซูเจ้า และสันติภาพหมายถึงการไม่มีปัญหา (ไม่มีเรื่อง) กับพระเยซูเจ้า ซึ่งไม่เกี่ยวกับการมีเรื่องกับเพื่อนบ้าน เพราะความสงบหลังรับศีลเพียงสิบนาทีนั้น เป็นความสุขที่เพียงพอแล้วสำหรับเธอ สันติภาพที่เกิดจากศีลมหาสนิทมิได้เป็นสันติภาพประเภทสำเร็จรูปในใจมนุษย์ แต่สันติภาพที่พระคัมภีร์และพระศาสนจักรพูดถึง หมายถึงสันติภาพที่เกิดขึ้นในครอบครัว ในประเทศและในโลก เป็นสันติภาพระหว่างมนุษย์ที่เราทุกคนปรารถนา และจะเป็นสันติภาพที่เกิดจากศีลมหาสนิทจริง ถ้าเรารับศีลมหาสนิทอย่างถูกต้อง การรับศีลมหาสนิทที่ถูกต้องเป็นอย่างไรและเมื่อไร บทจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโครินทร์ (1 คร. 10:17-34 และ 11:17-34) คราที่ชาวโครินทร์ได้ลืมคำสอนของท่าน และไปรับศีลมหาสนิทอย่างไม่สมควร ในสมัยอัครสาวก คริสตชนมาประชุมกันเพื่อประกอบพิธีศีลมหาสนิท (มิสซา) ในทุกวันอาทิตย์ แต่ก่อนที่จะรับศีลมหาสนิท เขาจะร่วมรับประทานอาหารที่แต่ละคนต่างนำมาเพื่อเป็นการแบ่งปันซึ่งกันและกัน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ พวกคนรวยมาก่อนเพราะไม่มีงานทำ พร้อมกับนำอาหารที่เพียบพร้อมบริบูรณ์มา ส่วนคนยากจนไม่สามารถมาก่อนเวลา เพราะมีงานที่ต้องทำให้เสร็จก่อน ยิ่งกว่านั้น ยังไม่มีอาหารที่ดีเหมือนคนรวย และเมื่อมาถึงก็ไม่ได้รับประทานอาหารกับพวกคนรวยที่มาก่อน เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้รอและอาหารก็หมดแล้ว เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ คริสตชนจึงแตกแยกกันเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายคนที่มั่งมีและคนที่ยากจน นักบุญเปาโลได้ตำหนิเขาอย่างรุนแรงว่า "ข้าพเจ้าได้ยินว่า มีการแตกก๊กแตกเหล่าในพวกท่าน เมื่อท่านทั้งหลายประชุมพร้อมกัน จึงไม่ถือว่าเป็นการกินเลี้ยงขององค์พระเป็นเจ้า" ที่ท่านนักบุญเปาโลเขียน "พระกายขององค์พระผู้เป็นเจ้า" ท่านหมายถึงกลุ่มคริสตชน (หรือพระศาสนจักร) ซึ่งรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่าง "มหาสนิท" เหมือนจะเป็นร่างกายเดียว และเมื่อเป็นกายเดียวก็ต้องเป็นใจเดียวกันด้วย ใครที่ไม่ยอมเป็นใจเดียวกับคนอื่นหรือพระศาสนจักร ถ้าเขายังขืนไปรับศีลมหาสนิทอีก เขาก็ทำทุราจารศีล นักบุญเปาโลอธิบายว่า "ขนมปังที่เราหักแบ่งนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีส่วนร่วมในพระวรกายของพระเยซูคริสต์มิใช่หรือ แม้เราซึ่งเป็นหลายบุคคลแต่เนื่องจากมีขนมปังก้อนเดียว เราจึงเป็นร่างกายเดียว เพราะว่าเราทุกคนรับประทานขนมปังก้อนเดียวกัน" นักบุญอิกญาสิโอแห่งอันติโอ๊ก และผู้เขียนหนังสือดิดาเค (ในศตวรรษที่ 2) ยังอธิบาย "เครื่องหมายของศีลมหาสนิท" ที่ละเอียดกว่าว่า เมล็ดข้าวยอมสลายเข้าไปอยู่ในขนมปังฉันใด คริสตชนก็ยอมสลายตัวหรือสลายชีวิตของตนเข้าดำรงชีวิตอยู่ในองค์พระคริสตเจ้าฉันนั้น สันติภาพจึงเกิดขึ้นเพราะไม่มีสองฝ่ายแล้ว แต่มีร่างกายเดียวกัน ศีลมหาสนิทกับสันติภาพ เราจะไม่สามารถเข้าใจอย่างกระจ่างในเรื่องนี้ ถ้าเราไม่เข้าใจความหมายของสันติภาพ จงอย่าคิดว่าเราไม่มีเรื่องกับใครแล้ว เราก็มีสันติภาพเมื่อนั้น เพราะว่าสันติภาพที่แท้จริงนั้นอยู่สูงกว่าและลึกซึ้งกว่า "การสงบศึก" สันติภาพที่แท้จริงเกิดจากการยอมรับว่าเราผู้เป็นมนุษย์นั้นมาจากพระเป็นเจ้าองค์เดียวกันและเป็นพี่น้องกัน เพราะทุกคนแม้แต่คนที่ไม่ดีไม่น่ารัก ก็มีพระเป็นเจ้าเป็นพระบิดาเช่นกัน เพระเยซูทรงถือว่ามนุษย์ทุกคนแม้ที่ต่ำต้อยก็ยังเป็นพี่น้องของพระองค์ ( เทียบ มธ. 25:40 ) ใครที่ตีตัวออกห่างจากมนุษย์คนใดคนหนึ่งหรือจากมนุษย์บางพวก นั่นเท่ากับว่าเขาก็ตีตัวออกห่างจากพระเยซูคริสต์ หรือพูดในอีกแง่หนึ่งคือ ใครไม่สนิทกับมนุษย์ผู้อื่น เขาก็ไม่มีทางและไม่มีสิทธิ์ที่จะ "มหาสนิท" กับพระเยซูเจ้า สันติภาพต้องคู่กับเอกภาพ คือการยอมเป็นหนึ่งเดียวกับทุกคน เพราะว่าการยอมเป็นหนึ่งเดียวกับมนุษย์ทั้งหลายนั้นเป็นพื้นฐานและเป็นเงื่อนไขของสันติภาพที่แท้จริง และการยอมเป็นหนึ่งเดียวนี้ เป็นเงื่อนไขสำหรับการรับศีลมหาสนิท พระเยซูเจ้าทรงสอนว่า "ถ้าท่านนำเครื่องบูชามาถึงแท่นบูชาแล้ว และระลึกขึ้นได้ว่า ท่านมีเหตุขัดเคืองข้อหนึ่งข้อใดกับพี่น้องของท่าน จงวางเครื่องบูชาไว้หน้าแท่นบูชา และกลับไปคืนดีกับผู้นั้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยถวายเครื่องบูชาของท่าน" ( มธ. 5:23-24 ) นั่นหมายความว่าการที่เราคืนดีกับพระเป็นเจ้าโดยนำเครื่องบูชามาถวายนั้น ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าเราไม่คืนดีกับมนุษย์เสียก่อน ด้วยเหตุนี้พระศาสนจักรจึงให้เราสวดบท "ข้าแต่พระบิดา" ก่อนมารับศีลมหาสนิท เพราะในบทนี้มีคำว่า "โปรดยกโทษข้าพเจ้า เหมือนข้าพเจ้ายกให้ผู้อื่น" และด้วยเหตุนี้เองพระศาสนจักรให้เราแสดงความเป็นมิตรต่อกันก่อนที่จะไปรับศีล ดังนั้น เราจึงไปรับศีลมหาสนิทได้และรับอย่างถูกต้องจริงๆ เมื่อเราได้อภัยความผิดให้แก่ผู้อื่น (หรืออย่างน้อยก็ต้องพร้อมที่จะอภัย ถ้าเขามาขอโทษ) สันติภาพที่แท้จริงนั้นเกิดจากศีลมหาสนิท คือพระเยซูเจ้าเอง เพราะพระองค์เป็นผู้ประทานให้ มิใช่เราเองที่เป็นผู้สร้างเอกภาพและสันติภาพขึ้นมาโดยการแสดงความเป็นมิตรต่อกัน แต่ในเวลาเดียวกัน เอกภาพและสันติภาพนี้ จำต้องเป็นสิ่งที่แลเห็นหรือสังเกตได้ก่อนที่เราจะเข้าไปรับศีล เพราะศีลมหาสนิทต้องเป็นเครื่องหมายหรือสำคัญภายนอกที่ชี้แสดงถึงเอกภาพ ซึ่งเป็นผลโดยตรงของศีลศักดิ์สิทธิ์นี้ เมื่อศีลมหาสนิทรวมเราไว้เป็นหนึ่งเดียวในองค์พระเยซูคริสต์ สันติภาพที่แท้จริงก็ตามมาโดยปริยาย ในทางพระพุทธศาสนา มีการปฏิบัติที่เรียกว่าการ "แผ่เมตตา" ของพุทธศาสนิกชน ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่นำไปสู่การสร้างสันติ เพราะการแผ่เมตตานั้นเป็นการเตรียมใจที่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับคนอื่น (หมายถึงการเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ปรารถนาให้มีความสุขที่ใดมีความสุข ที่ใดมีความทุกข์ ก็ขอให้พ้นทุกข์ที่มีความปรารถนาตั้งใจก็ขอให้สมความปรารถนานั้น) สำหรับคริสตชน พระเยซูเจ้าทรงมอบสันติภาพของพระองค์ให้แก่เรา (ยน. 14:27) และทรงสั่งให้เราเป็นผู้สร้างสันติ (มธ. 5: 9) แต่จนทุกวันนี้ ยังไม่มีสันติภาพในโลกของเรา ซึ่งอาจเป็นเพราะเราคริสตชนไม่เข้าใจการรับศีลมหาสนิทที่ถูกต้อง หรือเพราะเราสนใจความสุขส่วนตัวมากเกินไป (แสนสุขอุรา เมื่อข้าได้พบพระองค์) แทนที่จะเป็นการ "แผ่เมตตา" ให้แก่มนุษย์ทั้งหลายจนกระทั่งไม่มี "เรา" และ "เขา" มีแต่องค์พระคริสตเจ้าและเราทั้งหลายในพระองค์ ข้อคิด ในฐานะที่เราเป็นคริสตชน เวลาที่เราไปรับศีลมหาสนิท เราได้สร้างความเป็นเอกภาพและสันติภาพกับเพื่อนพี่น้องเราแล้วหรือยัง? |
18 สิงหาคม 2543
Copyright © issara.com All rights reserved 1999-2000