บทสัมภาษณ์นี้เกิดขึ้นยามบ่ายสายๆวันหนึ่งในต้นฤดูร้อน ปี พ.ศ. 2535 ณ ห้องรับแขกของบ้านเณรแสงธรรม
คุณพ่อโมลิ่ง ให้บอกก่อนว่ามันเป็นเรื่องอะไร
ที่จะถามพ่อ ถามทุกเรื่องเลยนะ พ่ออยากจะพูดอะไรก่อนไหม?
คุณพ่อโมลิ่ง ไม่อยากพูดเรื่องอะไร แต่เรื่องที่รู้สึกในใจมันก็มีอยู่เยอะแยะ พูดไม่ออก ประชุมระหว่าง 2 เรื่องคือ เรื่องดนตรีกับสังคมพัฒนา เกี่ยวกับการสอนก็มีปัญหาหลายอย่างที่ต้องแก้ไข ซึ่งไม่มีใครสนใจหรอก
แต่นั่นก็เป็นหัวข้อที่จะถามเหมือนกัน อย่างเรื่องเกี่ยวกับดนตรี แต่ขอถามพ่อก่อน พ่ออยู่เมืองไทยมากี่ปีแล้วครับ?
คุณพ่อโมลิ่ง อยู่มาเยอะ 31 ปี กับ 19 วัน
จำแม่นมาก ตอนนั้นนั่งเครื่องบินหรือนั่งเรือมา?
คุณพ่อโมลิ่ง นั่งเรือมา ก็ได้นั่งไปที่สิงคโปร์ และนั่งเครื่องบินจากสิงคโปร์ ไปเรือเพราะว่ามีเณรคนหนึ่งไปไต้หวัน และเขาไปเรือเพราะว่าเขามีของเยอะก็ต้องส่งของให้คุณพ่อคนนั้น เพราะมันถูกกว่า ไม่ต้องเสียค่าส่งสำหรับค่าของที่เขามี
พ่อใช่กลุ่มที่มาจากจีน ที่โดนเข้าไล่ออกมาใช่หรือเปล่า?
คุณพ่อโมลิ่ง ใช่ แต่ผมไม่ได้ไปเมืองจีน ผมไปไต้หวันเท่านั้น ผมไปฟิลิปปินส์ไปเรียนภาษาจีน ไปเรียน ไต้หวันหลายปี ไปสอนอยู่ที่นั่น สุดท้ายเขาให้ผมไปเรียนที่ออสเตรีย มิฉะนั้นจึงต้องไปเรียนที่บาเกียว ฟิลิปปินส์ ไปออสเตรียจบแล้วเขาให้มาอยู่ที่นี่ แล้วได้เรียนภาษาจีน เพราะฉะนั้นคนที่มาจากจีนไม่ใช่จีนที่แท้จริง
พ่ออยู่เมืองไทยมาตั้ง 30 ปี พระศาสนจักรเมืองไทยเปลี่ยนแปลงมากไหม ตั้งแต่ตอนนั้นกับตอนนี้?
คุณพ่อโมลิ่ง เปลี่ยนแปลงแน่ ๆ หลายอย่าง ในเวลาเดียวกัน บางอย่างเปลี่ยนแปลงไม่เพียงพอบ้าง
ยังไม่พอ?
คุณพ่อโมลิ่ง ยังไม่พอ หลังจากวาติกันที่ 2 ผมคิดว่าความคิดของวาติกันที่ 2 นั้น ไม่ได้ซึมเข้าไปอยู่ในผู้นำของพระศาสนจักรเท่าไหร่ ยังไม่พอ
ทั้งหมดเลยรึเปล่า?
คุณพ่อโมลิ่ง ทั้งหมดเลยก็พูดยาก มีบางคนที่ ในบางแง่ บางเรื่องยังอยู่ด้านหลังอีกใช่ไหม มันฝืด ๆอย่างไรก็ไม่ถูก ที่ได้พูดเรื่องวาติกันที่ 2 ก็มีหลายคนเข้าใจผิด เพราะว่าความคิดของเขาก็อย่างหนึ่งในเรื่องก่อนนั้น แต่ตอนนี้ก็มีความคิดใหม่ ๆ มา ก็เข้าใจผิด เช่น บางคนพูดถึงเรื่องรหัสธรรมปัสกา ใช่มันสำคัญมาก วาติกันที่ 2 ก็เลยเน้นเรื่องนี้ และประชุมสมัชชาสังฆราชทีหลัง มีคนพูดถึงเรื่องนี้ตลอดเวลา รหัสธรรมปัสกา ที่เขาเข้าใจเพียงว่า ยอมตายและก็เสียสละตัวเอง ปฏิเสธตัวเองก็เท่ากับเป็นรหัสธรรมปัสกาแล้ว ทั้ง ๆ ที่เขาทำเพื่อประโยชน์ของตัวกูเท่านั้น ใช่ไหม ไม่ใช่รหัสธรรมปัสกา ที่จริงมันเป็นความคิดเก่า ต้องพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นตลอดเวลา นี่ก็บอกว่าต้องพัฒนาตัวเองขึ้น ไม่! จะต้องยอมตายเหมือนองค์พระเยซูคริสตเจ้า เพื่อประโยชน์ของคนอื่น ๆ ฉะนั้นใช้คำพูดชนิดเดียวกัน คือรหัสธรรมปัสกา แต่เขาเข้าใจในแบบที่ถูกหรือแบบที่ผิด มีเยอะแยะไป
และพ่อคิดว่าทำไม ทำไมเขาถึงไม่เปลี่ยน?
คุณพ่อโมลิ่ง ทำไม ก็วาติกันที่ 2 ที่จริงก็เป็นเรื่องจุดสุดท้ายของขบวนการที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นศตวรรษนี้ที่ยุโรปบางประเทศเท่านั้น มันเป็นขบวนการพิธีกรรม ขบวนการของเยาวชน พระคัมภีร์ เราเริ่มอ่านพระคัมภีร์ และก็ไปเรียนไปบวชไปเรียนเทวศาสตร์และไม่พอใจกับวิธีสอน อาจารย์ก็เปลี่ยนไป ที่เยอรมนี ฝรั่งเศสมาที่หลัง และสิ่งเหล่านี้เป็นเทวศาสตร์ใหม่ เทววิทยาแบบใหม่ของฝรั่งเศสเยอรมนี ซึ่งพวกเขาไม่ยอมรับไม่ยอมใช้ ไม่ยอมเห็น ยังมีบางคนถูกห้ามไม่ให้สอนเลย พอถึงวาติกันที่ 2 พวกนี้ก็อยู่ในนั้นหมด อาจารย์เหล่านี้ก็อยู่ในนั้น ความคิดของเขาก็เข้าไปอยู่ในสังคายนาวาติกันที่ 2 และชาวยุโรปที่อยู่ในขบวนนี้ วาติกันที่ 2 ไม่ได้เป็นเรื่องที่สะเทือนใจเท่าไหร่ เป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเราเห็นว่า เป็นเรื่องที่ว่าหวังว่าจะเกิดขึ้น แต่ประเทศอื่น ๆ เป็นต้น ในสเปน หรืออิตาลี เขาไม่ได้อยู่ในขบวนการนี้ สหรัฐอเมริกาไม่อยู่ ประเทศไทยก็ไม่ได้อยู่ในขบวนการนี้ เพราะสิ่งเหล่านี้มันใหม่เหลือเกิน แต่ก็ไม่ได้รู้จักเบื้องหลัง ปฏิบัติตามนี้โดยมี Spirituality แบบเก่าอยู่ในใจเหมือนเดิม
พูดอย่างนี้คล้ายกับว่า เมืองไทยไม่ต้องการสังคายนาวาติกันที่ 2 เท่าไหร่ สภาพการณ์ไม่จำเป็นต้องมี
คุณพ่อโมลิ่ง ต้องการ อย่าคิดว่ามันมาจากการอ่านภาษาอังกฤษฉบับ Walter Abbott ผมนิยมใช้อยู่ มันออกมาเร็วเหลือเกิน ในที่นั้น เขาก็ได้อธิบายหลายสิ่งหลายอย่างไม่ถูก เขาไม่เข้าใจ กลับไปดูใน Lumen Gentium เลข 39 - 40 ได้พูดถึงความศักดิ์สิทธิ์ ความครบครัน มี foot note บอกว่า ความศักดิ์สิทธิ์แปลว่า Life without sin and union with God เขาได้บอกนิยามความศักดิ์สิทธิ์ ว่าแปลว่า ชีวิตที่ไม่มีบาปและใกล้ชิดกับพระเป็นเจ้า นี่คือคำนิยามของวาติกัน ที่ 2 ถ้าไปอ่านข้างบนอ่านต่อไป เป็นเรื่องความรักต่อพี่น้อง อะไรต่ออะไร ความครบครันก็อยู่ในความรัก อยู่ในความที่ไม่มีบาป ที่เขาเอาคำนิยามมาใส่ข้างล่างแปลว่า เขาจะนำไม่ให้ทุกคนหลงไปในเวลาที่อ่าน ใช่ไหม ฉะนั้นคนที่ได้อ่านเป็นภาษาไทยซึ่งแปลมาทีหลัง ก็เลยไม่ดีเลย ต้องอ่านภาษาอังกฤษ พระสงฆ์ส่วนมากอ่านภาษาอังกฤษแล้วเขาก็บอกว่าเป็นเรื่องเก่า
มีคนตั้งข้อสังเกต เขาบอกว่าที่ไม่เปลี่ยนแปลงเพราะว่าพวกพระสงฆ์พวกพระสังฆราชไม่อยากจะเสียอำนาจ
คุณพ่อโมลิ่ง ไม่อยากเสียอำนาจเหรอ ที่จริงสังคายนาวาติกันที่ 2 พระสังฆราชมีอำนาจมากกว่า ที่เขาได้บอกว่า Collegiality พระสังฆราชสามารถตัดสินได้ ไม่จำเป็นต้องไปขอคำอนุญาตจากทางพระสันตะปาปา หรือกรุงโรมเลย ในสภาพระสังฆราช มีไม่กี่เรื่องที่เขาต้องตกลง และสังฆราชถูกบังคับต้องใช้ เพราะมีหลายเรื่องที่พระสังฆราชต้องตัดสินใจเอง อย่างเช่นเรื่องเสื้อแต่งกายของพระสงฆ์ ตามกฎหมาย ก็ขึ้นอยู่กับสังฆราชในแต่ละท้องถิ่น และได้ตกลงกันว่า ในประเทศไทยเราจะใช้อย่างนั้นอย่างนี้ พระสังฆราชบางคนกลับไปที่สังฆมณฑล เห็นเขาก็ทำเหมือนเดิม เขามีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้ มีหลายเรื่องที่พระสังฆราชควรพิจารณา พยายามที่จะตกลงให้เรียบร้อย ต่างคนต่างปฏิบัติตามอย่างมีเหตุผล คือไม่ถูกบังคับ เขามีเหตุผลที่จะทำตรงกันข้ามกับที่ได้ตกลง ก็ทำได้ ฉะนั้นที่จริงไม่ได้เสียอำนาจเท่าไหร่หรอก
แล้วพ่อว่า ทำอย่างไรถึงจะกระตุ้นจิตใจให้เกิดวาติกันที่ 2 จริง ๆ ในหมู่คาทอลิกไทย?
คุณพ่อโมลิ่ง อยู่ที่เอกสารการแปล เขาบอกอย่างนี้ว่าแปลใหม่ใช่ไหม ใช่ การแปลเสีย พระสงฆ์ก็สามารถที่จะอ่านภาษาอังกฤษ ส่วนมาก น่าที่จะอ่านอยู่แล้ว แต่ความหมายใน Lumen Gentium ยังไม่ถูก มีบางอย่างที่ใหม่มากเกินไป คนที่เรียนเทวศาสตร์แบบเก่า เขาก็จะตกเข้าไปอีก เช่น ยังมีอย่างหนึ่ง เราได้รับพระจิตเจ้าเป็นพระพร และพระพรก็แปลว่า พระพรต่าง ๆ ไม่ใช่พระพร 7 ประการของพระเยซูเจ้า เมื่อเป็นพระหรรษทาน ที่เราได้รับ เป็นพระเยซูเจ้าที่ดำเนินชีวิตอยู่ในตัวเรา นี่คือพระหรรษทาน อะไรทำนองนี้ พระพรของพระจิตเจ้าเอง ก็แปลว่า พระจิตเจ้าเอง แต่สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งใหม่สำหรับบางคน แสดงว่าท่านคิดถึงพระพรของพระเยซูเจ้า เขาเรียกว่า seven graces of the Holy Spirit
อย่างนี้ควรจะมีกลุ่มสักกลุ่มที่แปลเอกสารของวาติกันใหม่?
คุณพ่อโมลิ่ง อยากจะสัมมนาให้ละเอียด ต้องมีคนมาอธิบาย และบอกความหมายที่แท้จริงเป็นอย่างไร ที่จริงก็มีพิมพ์ออกมาจากโรงพิมพ์ เฮอเดอร์ ที่ เฟริด ฮิมแลนด์ เป็นคนที่ดูแล อย่างนี้คนที่จะเขียนต้องอยู่ในวาติกันที่ 2 เป็นอาจารย์ที่เป็น Expert ชุดนี้มี 3 เล่มใหญ่ ๆ ออกมาเป็นภาษาเยอรมันก่อน ภาษาอังกฤษก็มี ที่บ้านพักของคณะเยสุอิต สามพรานมีภาษาอังกฤษ ที่ห้องสมุดที่แสงธรรมนี่ก็มีสองฉบับ แต่มันวางเอียง คือไม่มีใครแตะต้องมัน ที่นั้นก็มีประวัติของเอกสารต่าง ๆ และเขาก็ได้ตกลงในรายละเอียด ว่าพระสังฆราชปฏิเสธกี่คนอย่างไร ละเอียดนะ อย่างเช่น อารัมภบทของเอกสารบางฉบับ มันยาวกว่าเอกสารเลย เช่น เรื่อง เหตุผล.. ศาสนาอะไร Introduction มันยาวเหลือเกิน น่าจะมีคนสนใจเรื่องนี้ จัดสัมมนา อยู่อยู่ที่แห่งใดแห่งหนึ่งที่จะอยู่ได้ระยะหนึ่ง หรือว่ามีคนอธิบาย และก็เถียงกัน เห็นด้วยหรือเปล่า ไม่ควรเป็นที่มีคนมาสอน ๆ เลยให้เขา เพราะมันมีหลายอย่างที่เขาใช้ผิด ๆ กัน เพราะไม่มีใครแนะนำ มันไม่ได้เป็นปัญหาในประเทศไทยเท่านั้น ทั่วโลกก็เป็นปัญหาอย่างนี้ ที่ยุโรปแม้แต่ในเยอรมนี ออสเตรีย ฝรั่งเศส ที่อยู่ในขบวนการของวาติกันที่ 2 ก็เพราะเป็นขบวนการของเยาวชน และไม่ใช่เป็นขบวนการที่ไปทั่ว ๆ ไม่ใช่ในวัดทั่ว ๆ ไป สมัยวาติกันที่ 2 มีคนต้อนรับดีมาก และเขาตกเข้าไปอยู่ในระบบเก่า เดี๋ยวนี้ก็เถียงกัน พระศาสนจักรก็แบ่งแยกออกเป็น 2 ฝ่าย สภาสังฆราชทั่วโลก ก็แตกแยกกัน พระสังฆราชในเมืองไทยไม่แตกแยก เพราะสังฆราชในเมืองไทยที่มีอายุน้อยกว่า ไม่ยอมให้มี confrontation คือเขาจะยอม อย่างน้อย ๆ ก็ไม่ทะเลาะกัน มันจะเป็นปัญหาในการเข้าหน้ารึเปล่า เพราะว่าเรายอมเร็วเกินไป แทนที่จะลุกขึ้นเลย ไล่พ่อค้าออกจากตลาด