1
มีคนที่พูดและเขียนเรื่องชีวิตภายในเหมือนจะมีแนวทางเพียงสองประเภท คือ แนวทางแห่งพระบัญญัติ และแนวทางแห่งคำแนะนำของพระวรสาร
พูดอย่างนี้ได้ เมื่ออยากให้เข้าใจว่ามีคนที่บวชและมีคนที่ไม่บวช แต่เมื่อพูดถึงชีวิตภายในของคริสตชน ไม่น่าที่จะใช้คำว่า "แนวทางแห่งพระบัญญัติ" เพราะอาจจะมีคนที่เข้าใจผิดไปและคิดว่า เพื่อที่จะไปสวรรค์นั้น เพียงถือตามพระบัญญัติก็พอแล้ว แล้วไปท่องพระบัญญัติสิบประการและพระบัญญัติของพระศาสนจักรและ ปฏิบัติตาม คนเช่นนี้จะเรียกว่า เป็นคริสตชนก็ได้ เพราะเขาได้รับศีลล้างบาปและไปวัดไปวาเสมอ แต่เขาจะอยู่ใน พระอาณาจักรของพระเจ้าด้วยหรือเปล่านั้นยังเป็นเรื่องน่าสงสัยอยู่มาก
ทั้งนี้เพราะพระเยซูเจ้าตรัสว่า "ถ้าความชอบธรรมของท่านไม่ยิ่งกว่าความชอบธรรมของพวกธรรมา-จารย์และพวกฟาริสี ท่านจะไม่มีวันเข้าสู่พระอาณาจักรสวรรค์" (มธ. 5:20)
ในบทนี้ "พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี" มิใช่คนหน้าซื่อใจคด แต่หมายถึงคนที่ถือพระบัญญัติทุก ประการอย่างละเอียด และคิดว่าตนชอบธรรมและเพียงพร้อมแล้ว ความคิดอย่างนี้จะเป็นแนวทางที่ถูกต้องและ เพียงพอสำหรับคนในพันธสัญญาเดิมก็ได้ แต่จะเป็นหลักการในระบบใหม่ของพระอาณาจักรก็หาไม่
ยิ่งกว่านั้น ไม่ได้หมายความว่า พระเยซูคริสตเจ้าจะทรงเพิ่มพระบัญญัติให้มีมากกว่าและละเอียดกว่าแต่ ก่อน ที่จริงในศาสนาของพระคริสต์มีคำสั่งเพียงประการเดียว "พระบัญญัติของเรา คือให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เราได้รักท่าน" (ยน. 15:12) พระบัญญัตินี้แหละเป็นหลักการซึ่งทำให้หนทางแห่งพระบัญญัติสมบูรณ์
พวกธรรมาจารย์ถามตัวเองเพียงว่า ในกรณีนี้มีคำสั่งหรือข้อห้ามของพระเจ้าที่ต้องถือหรือเปล่า ถ้ามีเขาก็ ปฏิบัติตาม ถ้าไม่มีเขาก็อยู่เฉย ๆ แต่สำหรับคริสตชนตรงกันข้าม เราถามว่าความรักเรียกร้องให้ทำอะไร แล้วไป ปฏิบัติตาม ถ้าไม่มีเขาก็อยู่เฉย ๆ แต่สำหรับคริสตชนตรงกันข้าม เราถามว่าความรักเรียกร้องให้ทำอะไร แล้วไป ปฏิบัติตาม ทั้ง ๆ ที่ไม่มีคำสั่งหรือข้อห้ามเฉพาะกรณี ตัวอย่างสำหรับเรื่องนี้อยู่ในพระวรสาร มธ. 5:40 ในกรณียืม เงินโดยฝากเสื้อเป็นประกัน และลูกหนี้มาทวงเสื้อเมื่อดวงอาทิตย์ตกดิน คริสตชนที่ดีจะคืนเสื้อและแถมเสื้ออีกตัว หนึ่งทั้ง ๆ ที่กฎหมายสั่งเพียงว่า "ถ้าเจ้าได้รับเสื้อของเพื่อนบ้านไว้เป็นของประกันจงคืนของนั้นให้เขาก่อน ตะวันตกดิน" (อพย. 22:26) ไม่ได้สั่งให้แถมอะไรอีก
ตัวอย่างจากพระคัมภีร์นี้ อาจจะยังไม่เห็นชัด จึงขอยกตัวอย่างที่ทันสมัยกว่า คือวันเสาร์วันหนึ่ง มีคนไป สนามหลวง ไปซื้อปลาเพื่อนำมาเลี้ยงคู่หนึ่งจากเด็กยากจน เด็กเรียกราคา 12 บาท แต่เขาต่อราคาและให้แค่ 10 บาท เมื่อกลับบ้านเขาก็รู้สึกไม่สบายใจ มีอะไรที่ทำให้คิดว่า การต่อราคาในกรณีนี้เป็นสิ่งที่น่าเกลียดและอาจเป็น บาปทีเดียว วันรุ่งขึ้นเขาจึงกลับไปซื้อปลาอีกสองตัวจากเด็กคนเดียวกัน โดยจ่าย 20 บาทและไม่รับเงินทอน หากพระเยซูเจ้าเสด็จมาเทศน์กลางสนามหลวง (หรือสวนจตุจักร) ก็คงจะต้องสั่งสอนเรื่องการต่อราคา เมื่อซื้อของจากคนจน พระองค์อาจจะสอนชัดกว่านี้ด้วยซ้ำ คือ อาจจะตรัสว่า "เมื่อผู้ขายเป็นคนจนและไม่กล้า เรียกราคาที่สมควร จงจ่ายเงินเกินราคา ตามที่ท่านเห็นว่ายุติธรรม ถ้าท่านไม่ยอม ก็อย่าไปคิดว่าตัวเองชอบธรรม แล้ว" แปลว่า อย่าไปคิดว่าตัวเองเป็นคริสตังค์ที่ดีแล้ว
มีคนคนหนึ่งไปอ่านในพระวารสารว่า "แอกของเราก็พอเหมาะและภาระของเราก็เบา" (มธ. 11:30) และรู้สึกว่าชอบใจทันที เขาเริ่มไม่ชอบคุณพ่อเจ้าวัด ผู้สั่งอย่างนี้และห้ามอย่างนั้นตลอดกาลเสียแล้ว เขาจึงตั้งใจ ว่าจะเลือกและรับ "ภาระเบา" ของพระเยซูเจ้า คือ เอาเฉพาะสิ่งที่สำคัญและจำเป็นจริง ๆ อะไรที่เป็นลวดลายและ เครื่องประดับ เขาก็ไม่เอา
ฉะนั้น เมื่อไปพิจารณาบาปของตนก่อนรับศีลอภัยบาป เขาไม่เสียเวลานาน และพิจารณาตัวดังต่อไปนี้
พระบัญญัติสิบประการ : สามประการแรก ไม่มีอะไร สี่ : เคารพพ่อแม่ ทำอยู่เสมอเพราะ "ไปก็ลามาก็ ไหว้" ห้า : ไม่เคยฆ่าคน หก : ล่วงประเวณีก็ไม่เคย ตรงกันข้ามยังรู้สึกเกลียดคนที่ฆ่าข่มขืนอยู่ทุกรายแปลว่า ไม่มี อะไรที่ต้องไปสารภาพ เจ็ด : ไม่เคยขโมยของของใคร โกงเขานิด ๆ เป็นเรื่องธรรมดา ผ่านได้ แปด : โกหกจริง ๆ ก็ไม่เคย ตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก เก้าและสิบ : บาปที่ทำด้วยความคิด ใครจะจำได้ว่าได้คิดอะไรบ้าง ความคิดมันไป เอง ใครจะสั่งให้มันไปทางนี้หรือทางนั้น ยุ่งเปล่า ๆ เหลือที่จะคิดอีกที เรื่องพระบัญญัติของพระศาสนจักร ฟังมิสซา ทำปัสกาเรียบร้อย ลืมอดอาหารวันศุกร์ใหญ่ก็จริง แต่การลืมไม่ใช่บาป สบายมาก
เสร็จแล้วเขาไปสารภาพบาปต่อพระสงฆ์ว่า บาปใหม่ไม่มี ขอแก้บาปเก่า คือ โกหกบางครั้ง อย่างนี้เรียกว่า แนวทางแห่งพระบัญญัติฉบับย่อ ย่อจนไม่มีอะไรเหลือ
พระเยซูเจ้าทรงย่อพระบัญญัติเหมือนกัน แต่ย่อคนละอย่าง : จงรักซึ่งกันและกัน ถ้าพิจารณาตัวโดยเอา ความรักนี้เป็นหลักก็อาจจะเห็นว่าเพียง "ไปก็ลา มาก็ไหว้" ไม่พอเสียแล้ว และการเกลียดชังคนอื่น เพราะเขาเป็น คนบาป อาจจะเป็นเรื่องที่ต้องสารภาพด้วยซ้ำไป
คริสตชนที่แท้จริงเป็นคนที่ "ทำเกิน" (ไม่ใช่ฝรั่งทำเกิน) คือทำเกินและก่อนคำสั่ง เพราะคิดและรำพึงถึง พระคุณมหาศาลที่ตนได้รับจากพระเป็นเจ้าตลอดมา แล้วพยายามที่จะเป็นคนใจดีและใจกว้างต่อทุกคนไม่ใช่ เพราะกลัวบาป แต่จากใจที่กตัญญูรู้คุณต่อพระเป็นเจ้า
แต่เรื่องการ "ทำเกิน" นี้ เห็นว่าจะต้องอธิบายให้ชัด เพราะมีคนเข้าใจผิดมาแล้ว และไป "ทำเกิน" ผิดที่ ผิดทาง คือ เขาคนหนึ่งจ่ายค่าแรงแก่คนใช้ในอัตราที่ไม่ยุติธรรม แล้วนำเงินจำนวนหนึ่งไปทำบุญวัด อย่างนี้เป็น การ "ทำเกิน" ผิดที่ พระเยซูเจ้าตรัสว่า "ถ้าท่านนำเงินมาทำบุญ และระลึกขึ้นได้ว่า เงินค่าแรงที่ได้จ่ายมายังไม่ ยุติธรรม จงเอาเงินที่กำลังจะนำไปบูชาอยู่แจกจ่ายแก่คนใช้ของตนเสียก่อน แล้วจึงค่อยมาทำบุญวัดหากยัง มีเงินเหลือ" (เทียบ มธ. 5 : 23-24) อย่าหาว่าการอ้างพระคัมภีร์เพี้ยน ๆ อย่างนี้เป็นการบิดเบือนพระวาจา นี่เป็น การพูดให้รู้เรื่อง ไม่ใช่การบิดเบือนอะไร การ "ทำเกิน" ประเภทหลังนี้ผิดทั้งต่อความยุติธรรมและความรัก แนวทางนี้ไม่ใช่แนวทางของพระคริสตเจ้า หรือว่าไง?
2
"พระบัญญัติของเราคือให้ท่านทั้งหลายรักกันเหมือนดังที่เราได้รักท่าน" (ยน. 15:12) ชีวิตภายในของ คริสตชนจึงต้องไปตามแนวนี้ รักทุกคนเหมือนดังที่พระเยซูทรงรักทุกคน รักแม้แต่คนที่ไม่น่ารัก
เอ๊ะ. . . ถ้าไม่น่ารักจะรักได้อย่างไร?
ตอบคำถามนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ผมเองก็หาคำตอบมานานหลายปี ๆ เพราะไม่ค่อยพอใจกับคำตอบที่พบใน ตำราต่าง ๆ แม้แต่คำอธิบายของพระวรสารที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ไม่สามารถทำให้ผมอิ่มใจเท่าไร จนถึงวันที่ผมพบ กับชาวสะมาเรียผู้ใจดีแบบตัวต่อตัว และได้มีโอกาสที่จะซักถามว่า เรื่องของเขาที่ลูกาเขียนไว้ในบทที่สิบนั้น มัน เกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่ ที่จริงไม่ได้พบเขาเพียงแค่ครั้งเดียว นับแต่นั้นเขามาหาผมบ่อยทีเดียว และเรายังพบกัน อยู่จนถึงทุกวันนี้
ก่อนอื่นผมได้ถามเขาว่า "วันนั้นมีงานอะไรที่เมืองเยรีโค เพราะดูเหมือนทุกคนลงไปจากกรุงเยรูซาเล็มจะ ไปเมืองเยรีโค"
"ไม่ใช่ทุกคน" เขาตอบ "คนที่ถูกปล้นและผมกำลังจะไปเมืองเยรีโคก็จริง แต่ปุโรหิตและสามเณรกำลังขึ้น ไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ลูกาเขียนผิดเพราะเขาไม่ได้อยู่ที่นั่น แต่ผมรู้เพราะเราได้สวนทางกันไม่ไกลจากที่ที่คนนั้นถูก ปล้น"
"ทำไมเขาทั้งสองจึงไม่ได้ช่วยคนน่าสงสารคนนั้น" ผมถามต่อไป
"ก็ไม่รู้เหมือนกัน" เขาตอบ "แต่ที่จริงก็ไม่แปลก เขาเป็นคนที่มีธุระอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็มอยู่เสมอ ถ้าเสีย เวลาตามทางก็อาจจะยุ่งไปหมด นอกจากนั้นเขาเป็นคนที่ไม่รู้ว่าจะช่วยคนนั้นได้อย่างไร เขาทำงานในพระวิหาร ได้ศึกษาพระคัมภีร์อย่างละเอียด และเขาเก่งในด้านจารีตพิธี แต่เรื่องปฐมพยาบาลเขาไม่รู้เรื่องหรอก"
มาอีกครั้งหนึ่งผมถามเรื่องอาชีพของเขา และเขาตอบว่า "อาชีพผมนั้นก็ไม่ใช่อาชีพอะไร ผมมีที่ทำไร่ อยู่แปลงหนึ่งในแขวงสะมาเรีย รายได้ไม่พอที่จะเลี้ยงตัวเอง เมื่อว่างงานผมจึงต้องรับของเบ็ดเตล็ดไปขายตาม หมู่บ้าน ทั้ง ๆ ที่ขายไม่ค่อยได้ คนบ้านนอกเขาขาดของเกือบทุกอย่างและอยากซื้อ แต่ไม่มีเงินผมจึงต้องแจกฟรี อยู่บ่อย ๆ ผมรู้ตัวว่าเป็นพ่อค้าที่ไม่เก่งตั้งนานแล้ว เพราะขาดทุนเกือบทุกครั้ง แต่คนบ้านนอกเขาเดือดร้อน ผมจะ ทำยังไงได้"
"เมื่อเป็นคนจนอย่างนี้แล้ว ทำไมคุณยังยินดีที่จะพาคนที่ถูกปล้นไปโรงแรม?" ผมถาม
"ผมไม่ยินดีหรอก" เขาตอบทันที "เขาเป็นชาวยิว และคุณก็รู้แล้วว่าชาวยิวไม่ชอบชาวสะมาเรีย นี่หมาย ถึงคนที่มีหน้ามีตา โดยเฉพาะคนตามหัวเมือง เมื่ออยู่กับคนบ้านนอกก็ไม่มีปัญหาอะไร ผมจึงไปขายของตาม หมู่บ้านของชาวยิวได้เหมือนอยู่ในสะมาเรีย คนที่ถูกปล้นเป็นใครผมก็ไม่รู้ แต่คงจะเป็นคนที่มีเงิน เสื้อผ้าของเขา ไม่ใช่ชนิดของคนจน เมื่อผมไปถึง พบเขานอนสลบอยู่ข้างทาง ผมจึงต้องช่วย จนทุกวันนี้ผมยังคิดอยู่เสมอว่า ถ้าผมเองเดือดร้อนอย่างเขาก็อยากให้คนอื่นมาช่วยผมบ้าง"
"แต่ปุโรหิตไม่ได้ช่วย น่าที่จะไปฟ้องต่อผู้ใหญ่ เคยคิดที่จะไปฟ้องเขาหรือเปล่า?" ผมถาม
"ไม่เลย ก็ผมบอกแล้วว่าคนเหล่านี้ต้องรักษาเวลา งานของพระเจ้าในพระวิหารมันสำคัญ ส่วนผมไม่ จำเป็นต้องรักษาอะไร ไปถึงที่ที่อยากไปเมื่อไหร่ก็ได้"
อีกวันหนึ่งที่เราได้พบกัน และเราสนิทกันพอสมควรแล้ว ผมเริ่มถามเรื่องความรัก
"คุณคงจะรู้อยู่แล้วว่าพระเยซูชาวนาซาเรธได้ยกคุณมาเป็นตัวอย่างสำหรับเราคริสตชน เพราะได้รัก เพื่อนบ้านอย่างถูกต้อง การรักคนที่ถูกปล้นนี้มันเป็นอย่างไร ได้สังเกตหรือเปล่า?"
เขาเงียบไปสักครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นมาว่า "จะมีเวลาไปสังเกตอะไรต่อมิอะไรอีก เมื่อพบคนที่จวนจะตายแล้ว ก็ได้ช่วยเขาตามที่เห็นว่าจำเป็น ไม่มีอะไรมากกว่านี้ รู้สึกรักเขาหรือไม่นั้น ก็จำไม่ได้เสียแล้ว จำได้แต่ว่าเมื่อกำลัง จะออกจากโรงแรมก็ไม่ค่อยสบายใจที่ได้จ่ายเงินเพียงสองเหรียญแก่เจ้าของโรงแรม เห็นว่าคงจะน้อยไปหน่อย ผมจึงกลับไปหาเขาอีกครั้งและสัญญาว่าจะจ่ายส่วนเกินภายหลัง เจ้าของโรงแรมไม่พอใจเท่าไรนัก แต่ผมไม่อยาก จ่ายเงินมากเกินไปสำหรับคนแปลกหน้าอย่างนี้
เยซูชาวนาซาเรธน่ะหรือผมไม่เคยพบ ภายหลังจากที่ท่านทรงยกย่องการกระทำของผมมีคนมาชวนให้ไป เฝ้าเหมือนกัน เขาบอกว่า ถ้าไปเฝ้าก็จะได้รางวัลแน่ ๆ แต่ผมไม่ได้ไป เพราะสุขภาพของผมก็ดีแล้วจะไปรบกวน ทำไม"
"แต่สมัยนั้นมีหลายคน ทั้งชาวยิวและชาวสะมาเรียถือกันว่า พระเยซูเป็นพระเมสสียาห์ ไม่มีใครมา บอกหรือ?" ผมถาม
"ก็ได้ยินเหมือนกัน และสนใจไม่น้อย แต่ไม่ได้ไปเฝ้าท่าน เพราะผมไปที่ไหนก็มีแต่คนเถียงกันวันยังค่ำว่า ท่านเยซูเป็นใครแน่ ผมเป็นคนที่รู้เรื่องศาสนาไม่เพียงพอ จึงไม่ได้ร่วมเถียงกับเขา ผมเป็นคนไม่อยากมีเรื่อง กับใคร ผมไปทำงานของผมเรื่อย ๆ โดยหวังว่าพระเป็นเจ้าคงจะเห็นใจผม
ผมได้รู้จักหลายคนที่ประกาศตัวว่าเป็นคนถือศาสนาอย่างเคร่งครัด และไปกรุงเยรูซาเล็มทุกบ่อยแต่แล้ว เขาก็ยังเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ๆ ที่ด้อยกว่าเขา สิ่งนี้ทำให้ผมไม่ค่อยสบายใจ ดังนั้นผมจึงไม่คบกับเขานอกจาก เมื่อมีธุระจำเป็นจริง ๆ ผมชอบอยู่กับคนธรรมดาแถวบ้านนอกมากกว่า มีบางครั้งที่ผมถามตัวเองว่าจะผิดหรือถูก ที่ผมชอบอย่างนี้ แต่แล้ว เมื่อรู้ว่ามีคนมากมายที่ถือเหมือนผม ผมก็สบายใจ ตามที่ได้ยินมา ท่านเยซูก็ไม่ไป เยรูซาเล็มบ่อยนัก และชอบไปคบกับคนที่ต่ำต้อย เมื่อได้ยินอย่างนี้ผมก็ยิ่งสบายใจมากขึ้น"
ที่ชาวสะมาเรียผู้ใจดีคนนี้เล่าให้ผมฟังมีมากกว่านี้ แต่ผมอยากเก็บมันไว้เป็นความลับในใจของผมมาก กว่า
ผมก็เคยถามตัวเองเสมอว่า ทั้งนี้จะเป็นการฝันแปลก ๆ หรือเปล่า หรือจะเป็นแต่ภาพหลอนที่ไร้ความจริง แต่ทุกครั้งก็ต้องตัดสินใจว่า ไม่ใช่ภาพหลอน ไม่ใช่การฝัน ทั้งนี้เพราะเห็นว่า ความคิดและคำพูดของชาวสะมาเรีย ผู้นี้มันตรงกับคำสอนของพระเยซูเจ้าทุกประการ
ทั้ง ๆ ที่พระเยซูเจ้าเป็นผู้ที่ศรัทธาต่อพระบิดาเจ้ามากกว่าใคร ๆ พระองค์ก็ไม่ใช่คนที่มุ่งหน้าไปสู่พระวิหาร ในนครศักดิ์สิทธิ์อยู่ตลอดเวลา มีใครที่อยากพบกับพระองค์ แม้แต่พวกฟาริสีก็ต้องลงจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์ไปยังที่ ราบแห่งเมืองเยรีโค หรือหมู่บ้านแห่งแขวงกาลิลี
เมื่อพระอาจารย์ทรงวางตัวอย่างนี้ ก็ไม่แปลกถ้าลูกศิษย์ของพระองค์ทำเช่นเดียวกัน และเดิน "ไปทั่วเพื่อ ปฏิบัติการดี" เหมือนพระองค์ (เทียบ กจ. 10:38 ฉบับประชานิยม)
เมื่อเขาอยากถวายอะไรแด่พระองค์ เขาก็ลงไป และมอบให้แก่ผู้ที่ต่ำต้อยทั้งหลาย พี่น้องของพระองค์ (มธ. 25:40)
บางครั้งเขายังกลัวว่า การมุ่งหน้าสู่พระวิหารอยู่ตลอดเวลา อาจจะทำให้เขาพลาดไป เพราะอาจจะมอง ไม่เห็น "คนนั้น" ที่กำลังรอคอยความช่วยเหลืออยู่ข้าง ๆ ทางเดิน
เมื่อช่วยแล้วเขาไม่รีบไปเฝ้าพระเยซูเจ้าเพื่อที่จะได้รับรางวัล เขาไม่ทำเพื่อกำไร ผลประโยชน์ก็ไม่สนใจ ขาดทุนก็ขาดทุน ทำแล้วก็ลืมเสีย (เทียบ มธ. 6:3)
เขาไม่ฝึกตัวในเรื่องความรักต่อทุกคนโดยพยายามที่จะให้เกิดความรู้สึกรัก แม้แต่ต่อคนที่ไม่น่ารักเขารู้ อยู่แล้วว่า ตนเองไม่ใช่นักบุญที่รู้สึกรักทุกคนเสมอกัน (สงสัยว่านักบุญยังทำไม่ได้) เขาจึงเพียงพยายามที่จะ ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่ปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อตนเอง (มธ. 7:12) พระเยซูเจ้าไม่ทรงเรียกร้องมากกว่านี้
เขาไม่เสียเวลาในการพยายามที่จะทำให้คนอื่นเป็นคนที่น่ารักมากขึ้น เขามีความปรารถนาดีต่อทุกคน และห่วงใยถึงความรอดของคนอื่น แต่ก็ยอมให้คนอื่นเป็นตัวของตัวเอง
แล้วเมื่อคนอื่นหาว่าเขาเป็นคนไร้ศรัทธา และไร้ศาสนา ก็ไม่ตอบเพราะตัวเขาเองรู้ดีอยู่ว่า ตัวเองเป็นคน ที่ไม่สมบูรณ์ มีแต่หวังว่า พระเป็นเจ้าจะทรงเห็นใจ
อ่านตอนต่อไป